วันนี้พึ่งประชุมเกี่ยวกับงบประมาณในการผลิตสื่อที่ม.เกษตร คืออาจารย์หลายท่านมีแนวคิดแบบ conservative คือควรจะใช้งบประมาณจากภาครัฐ ทั้งๆ ที่ไม่เพียงพอ เลยต้องหาทางตัดบางส่วนทั้งที่จำเป็นต้องทำออก เราก็เสนอวิธีแก้ปัญหาที่มีโอกาสทำได้แน่ๆ ที่เหลือก็อยู่ที่การตัดสินใจของมหาวิทยาลัยเอง อาจารย์บอกว่าไม่สะดวกใจที่จะไปขอเอกชน ไม่ใช่แนวทางที่เคยปฎิบัติ เดี๋ยวจะมีคนครหา

ตัวเองกลับมองว่า มหาวิทยาลัยควรหาช่องทางแก้ปัญหา ไม่ใช่จบง่ายๆ ที่งบประมาณไม่พอ ไม่มี ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก่อนลงมือทำ ไม่ยอมรุก ตั้งอยู่ในที่มั่นเป็นฝ่ายรับ มันจะเดินช้าเหมือนที่ระบบราชการไทยเป็น

ความเป็นจริงควรจะให้โอกาสภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน (ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ไปประชุมนะคะ) ซึ่งเอกชนรายใหญ่ๆ มีงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรืองบเพื่อสังคมตั้งไว้ทุกปีอยู่แล้ว บางที่หลายสิบล้าน เพียงแต่ว่าจะเอาไปใช้กับเรื่องอะไรเท่านั้น ถ้าไม่นำแผนมาเสนอ อยู่ดีๆ คงไม่มีใครนำเงินไปมอบให้ถูก

ปีๆ หนึ่งมหาวิทยาลัยผลิตบุคคลากรให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่ภาคเอกชนมากมาย อาจารย์ทำงานวิจัย ผลิตผลงานช่วยเหลือให้บริษัทเอกชนนำไปต่อยอดผลิตเป็นสินค้าและบริการ แต่ทั้งหมดเป็นการให้ฝ่ายเดียว มหาวิทยาลัยได้แต่ชื่อเสียง คำชม และความภูมิใจกลับมา

ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเมืองนอกไม่แปลกเลยที่ภาคเอกชนจะมาลงทุนในงานวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่ได้รับสิทธิ์ร่วม หรือเข้าไปให้ทุนนักศึกษาเพื่อจะได้บุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานในองค์กร หรือเข้าไปมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

รู้สึกมานานแล้วว่าระบบมหาวิทยาลัยเมืองไทยแปลก บรรดาอาจารย์รู้สึกว่าต้องป้องกันชื่อเสียงและภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรก จนหลายครั้งมองข้ามโอกาสดีของการร่วมมือกันกับภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ระบบการศึกษามีทุน support มากกว่านี้ ...แต่ก็อย่างว่านะคะ เวลามีคนลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ก็จะมีคนจ้องจับผิดตั้งทัพรออยู่ก่อนเสมอ เพราะติมันง่ายกว่าทำค่ะ เป็นธรรมชาติของมนุษย์บางประเภท : (

นี่เป็นเพียงความเห็นหนึ่งของคนที่อยู่ในฝั่งภาคเอกชนค่ะ ขออภัยที่พิมพ์ยาว เพราะอึดอัดใจ และหงุดหงิดแทนระบบความคิดในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยค่ะ