เราๆ ท่านๆ คงจะได้ยินได้ฟังโฆษณา "ลดความอ้วน" แบบอาหารจานด่วน (ฟาสต์ฟูด) มาแล้วไม่มากก็น้อย วันนี้มีข่าวดีสำหรับท่านที่ลดน้ำหนักแบบใจเย็นครับ…
จดหมายข่าวโรงพยาบาลโฮลีครอส สหรัฐฯ แนะนำว่า การลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วนแบบเร่งด่วนอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วถุงน้ำดีได้
![]()
- ปวดท้องอยางรุนแรงขึ้นมาทันที
- ปวดท้องร้าวไปไหล่ขวา หรือหลังส่วนบนระหว่างกระดูกสะบัก 2 ข้าง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องอืดเรื้อรังหลังกินอาหารที่มีไขมัน
![]()
น้ำดีคนเราประกอบด้วยเกลือน้ำดี โคเลสเตอรอล และน้ำปนกัน… น้ำดีทำหน้าที่คล้าย "สบู่" หรือ "ผงซักฟอก" ทำให้น้ำมันกับน้ำรวมตัวกันได้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้น้ำย่อยเข้าไปย่อยไขมันได้อีกต่อหนึ่ง
ตับของเราสร้างน้ำดีคราวละเล็กละน้อย ทยอยสะสมไว้ในถุงน้ำดี
![]()
เวลาเรากินอาหารที่มีไขมัน หรือโปรตีน… ถุงน้ำดีก็จะบีบตัว ทำให้น้ำดีไหลเข้าสู่ลำไส้เล็ก ช่วยย่อยไขมันอีกต่อหนึ่ง
โรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินมีส่วนทำให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น จึงอาจเกิดการตกตะกอนเป็นนิ่วถุงน้ำดีได้
![]()
คนที่ลดความอ้วน หรือลดน้ำหนักจะเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วถุงน้ำดีมากขึ้นในกรณีดังต่อไปนี้
- ลดน้ำหนักเร็วมากกว่า 3 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 1.362 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
- กินอาหารที่มีแคลอรี หรือกำลังงานต่ำมาก (very low calorie diet / VLCD) ประมาณวันละ 800 แคลอรี หรือ 40% ของผู้หญิงทั่วไป (ผู้หญิงที่มีน้ำหนักคงที่มักจะกินอาหารประมาณวันละ 2,000 แคลอรี) การกินอาหารแบบนี้อาจทำให้เกิดนิ่วได้ถึง 25%
- น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ (yoyo / weight cycling)
อาจารย์ท่านแนะนำว่า การลดน้ำหนักแบบต่อไปนี้ปลอดภัยกว่า และไม่ทำให้เสี่ยงต่อนิ่วถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นได้แก่…
-
ลดน้ำหนักช้าๆ:
การลดน้ำหนักช้าๆ สัปดาห์ละ 1-2 ปอนด์ (0.454-0.908 กิโลกรัม) ปลอดภัยกว่า และมีแนวโน้มจะรักษาน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้มากกว่าการโหมลดน้ำหนักเร็วเกิน -
กินอย่างฉลาด:
การกินอาหารที่มีเส้นใย (ไฟเบอร์) สูง และมีแคลเซียมสูงหน่อยช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า เช่น อาหารที่มีธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท(สีรำ) ผัก ฯลฯ -
ลดไขมันอิ่มตัว:
ควรลดไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีมากในกะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันสัตว์ เนื้อสัตว์(มีไขมันแทรกอยู่แม้จะไม่เห็นมันด้วยตาเปล่า) และใช้น้ำมันพืชชนิดอื่นแทน โดยใช้แต่น้อย -
ออกกำลัง:
ควรออกกำลังแรงปานกลาง หรือแรงมากให้ได้วันละ 60 นาทีขึ้นไป โดยเริ่มจากน้อยไปหามาก การออกกำลังง่ายๆ คือ การเดินให้มาก และอย่าลืมออกแรงทำอย่างอื่นด้วย เช่น ทำงานบ้าน ล้างรถ ล้างจาน ซักผ้า เดินขึ้นลงบันได ฯลฯ
![]()
อาจารย์ท่านแนะนำว่า การลดน้ำหนักให้ได้ 5-10% ของน้ำหนักเดิมในระยะยาว หรือนาน 6 เดือนขึ้นไปมีส่วนช่วยให้สุขภาพดีในระยะยาว
เป้าหมายสำคัญคือ การลดน้ำหนักได้เป็นบางส่วน และมีสุขภาพดีในระยะยาว ไม่ใช่ตัวเลขน้ำหนักที่ลดลงฮวบฮาบ และมักจะไม่ยั่งยืนอะไร… แถมยังเสี่ยงหนังย่น หน้าซูบซีดเนื่องจากการลดน้ำหนักเร็วเกิน และเสี่ยงเจ็บชายโครงขวาจากนิ่วถุงน้ำดีอีกต่างหาก
แหล่งที่มา:
- ขอขอบพระคุณ (thank / courtesy of) > Dieting ang gall stones: What’s the connection? > Holy Cross hospital e-newsletter. > http://holycrosshealth.netreturns.biz/HealthInfo/Story.aspx?StoryID=60300768-907A-4422-A5CA-24B6440DC2C2 > February 13, 2007.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ จัดทำ > ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐.
- เชิญอ่าน "บ้านสาระ" ที่นี่ > http://gotoknow.org/blog/talk2u.

เรียน นพ.วัลลพ ครับ
ผมไม่ได้ลดความอ้วน แต่ผมป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดและไปทำอุลตราซาวด์ ดันไปพบก้อนนิ่วในถุงน้ำดีขนาด 2 ซ.ม. ครับ และต้องตัดถุงน้ำดีออกในเดือนนี้
คำถามคือ เมือร่างกายไม่มีถุงน้ำดีแล้ว ตัวเราจะเป็นอย่างไร หากทานอาหารที่มีไขมันเข้าไปแล้ว จะเป็นอย่างไร
ขอขอบคุณครับ
ขอขอบคุณ... คุณ sinth และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ถุงน้ำดี...
วิธีง่ายๆ...
ขอให้มีสุขภาพดีครับ...
ขอขอบคุณ... คุณสิงห์ป่าสักและท่านผู้อ่านทุกท่าน
ท่านอาจารย์...
ขอบพระคุณมากครับ
ขอขอบคุณอาจารย์สิงห์ป่าสักและท่านผู้อ่านทุกท่าน...