จางจื้อ พุทธทำนาย และคนชายขอบ

วันนี้อ่านพุทธทำนายในอรรถกถา เมื่อมาถึงสุบินนิมิตที่ ๙ ก็ทำให้นึกถึงคำว่า คนชายขอบ ในสำนวนไทยปัจจุบัน และย้อนระลึกไปถึงประวัติของจางจื้อ จึงนำมาเล่าเล่นๆ เชื่อมโยงกัน...

จางจื้อ เป็นปรัชญาเมธีจีน (ราวพุทธศตวรรษที่ ๓) ไม่ชอบรับราชการอยู่ในเมือง จึงมาเป็นเกษตรกรอยู่บ้านนอก ต่อมาก็มีทูตจากเมืองหลวงมาเชิญไปรับราชการ จางจื้อก็ยกถึงเต่าศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งในศาลเจ้าซึ่งมีคนนับถือมาก และเต่าตัวที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนา แล้วก็ถามทูตที่มาเชิญว่า ท่านอยากจะเป็นเต่าตัวใด ?เมื่อทูตบอกว่า อยากจะเป็นเต่าตามท้องไร่ท้องนามากกว่าเต่าศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้า จางจื้อก็ตอบว่า เราก็ต้องการเช่นนั้น สรุปว่า จางจื้อไม่ยอมไปรับราชการอยู่ในเมืองหลวง แต่ต้องการเป็นเกษตรกรอยู่บ้านนอก... ประมาณนี้ 

สุบินนิมิตที่ ๙ เล่าว่า มีสัตว์สี่เท้าและสองเท้าลงมากินน้ำริมสระน้ำโดยรอบ... ขณะที่น้ำริมสระนั้นใสสะอาด แต่น้ำกลางสระนั้นกลับขุ่นมัวสกปรก ซึ่งพระพุทธจ้างทรงทำนายว่า ในอนาคตกาลพระราชา (หรือผู้ปกครอง) ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มุ่งสินบนและขูดรีด คนทั้งหลายจึงหนีจากเมืองไปอยู่ชายแดนห่างไกล...

ผู้เขียนคิดว่าการที่จางจื้อไม่ยอมรับราชการอยู่ในเมือง ยินดีที่จะอยู่บ้านนอก อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าอยู่ในเมืองซึ่งใกล้ชิดผู้ปกครองไม่ประกอบด้วยธรรมทำนองนี้ ทำให้อึดอัดใจ ไม่มีความสุข (น้ำขุ่น)  ยินดีที่จะอยู่บ้านนอกซึ่งมีความเป็นอิสระและสบายใจ (น้ำใส) นั่นคือ จางจื้อยินดีจะเป็นคนชายขอบ... ประมาณนั้น

คนชายขอบ คำนี้ใครนำมาใช้ก่อนผู้เขียนก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าเพิ่งได้รับความนิยมไม่นานนัก ตามความเห็นของนักวิชาการกลุ่มหนึ่งบอกว่า คนชายขอบก็คือผู้ที่ได้รับสิทธิอันควรจะได้จากความเป็นพลเมืองน้อยกว่าคนซึ่งอยู่ใกล้แก่นอำนาจ... ทำนองนี้

เมื่อพิจารณาเรื่องราวเหล่านี้ ผู้เขียนกลับได้ความเห็นตรงข้ามว่า คนชายขอบอาจมีความสุขและสบายใจกว่าคนที่อยู่ใกล้แก่นอำนาจ เหมือนการเลือกที่จะอยู่บ้านนอกของจางจื้อ หรือเหมือนกับพุทธทำนายในสุบินนิมิตที่ ๙ ว่าริมขอบสระน้ำใส แต่กลางสระน้ำขุ่น... ประมาณนี้

ถ้าว่าความเห็นนี้ถูกต้อง ผู้เขียนก็ขอชักชวนว่า

  • เรามาเป็นคนชายขอบกันเถอะ !

............ 

อนึ่ง พุทธทำนาย ผู้สนใจอ่านได้ที่...

http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=77