P 

ดร. แสวง รวยสูงเนิน

 

  • อาตมามิได้หมายความอย่างนั้น...

เพียงแต่ตอบคำถามโดยอ้อมของอาจารย์เรื่องนักวิชาการว่า ส่วนหนึ่งของนักวิชาการยินดีที่จะอยู่ห่างจากอำนาจ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ  เพราะเบื่อที่จะต้องรองรับอารมณ์และสนองตอบความต้องการของผู้มีอำนาจ....

การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของนักวิชาการก็เหมือนกับวงการอื่นๆ (อาตมาว่าแรงกว่าอีก 5 5 5) ซึ่งบางคนเบื่อความเป็นอยู่ทำนองนี้ จึงออกไปอยู่ชายขอบสระ ซึ่งมี น้าใส นั่นคือ เป็นอยู่อย่างสุขสงบยิ่งกว่า... ขณะที่ศูนย์กลางอำนาจนั้น น้ำข้น เพราะการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น...

ในสามก๊กก็มีตัวอย่าง ตามที่พอนึกได้ เช่น ลกซุนบัณฑิตหยูแห่งก๊กซุนกวน ยินดีจะเป็นอยู่อย่างสงบ แต่เมื่อเล่าปียกทัพมาแล้วไม่มีใครต้านทานได้จึงมีผู้เสนอซุนกวนให้เรียกลกซุนเข้ามารับราชการเป็นแม่ทัพ... หรือ สุมาอี้ ยุคหลังเป็นต้น เมื่อขงเบ้งยกทัพมาแล้วทางเมืองหลวงไม่มีใครต้านทานได้ จึงมีผู้เสนอ (จำชื่อไม่ได้) ให้เรียกสุมาอี้มารับราชการอีกครั้ง....

ถามว่า ลกซุนหรือสุมาอี้ มีผู้รู้หรือไม่ว่ามีความสามารถ ตอบว่า รู้ แต่ก็ไม่มีใครคิดเรียกหาในยามปกติเพราะการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันนั้นเอง...

ซึ่งคล้ายๆ กับนักวิชาการของสังคมไทยตอนนี้ เราจึงมีแต่ ักวิชาการชั้นสอง (สำนวนใน gotoknow นี้แหละ แต่จำไม่ได้ว่าของใคร) ที่คอยคิดแผนงานต่างๆ ตามที่เบื้องบนสั่งมา... ส่วนนักวิชาการชั้นหนึ่งที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ โดยมากมักเบื่อหน่ายแล้วก็ยินดีไปใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบสงบมากกว่า...

ยกตัวอย่างประเด็นเดียว เรื่องน้ำมันอีทานอล ที่ผลิตจากพืชซึ่งเริ่มดังตอนนี้ อาตมาได้ยินมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ประเทศไทยไม่เคยตระหนักเรื่องนี้ สาเหตุก็เพราะบริษัทน้ำมัน.... (อาจารย์คงจะคิดเองได้ 5 5 5

ถามว่านักวิชาการด้านนี้ รู้หรือไม่ ? อาตมาว่าต้อง รู้ แน่นอน แต่......

  • ไม่แน่ว่าอาจารย์จะถามตรงคำตอบหรือไม่ ?

เจริญพร