ตลอดชีวิตการทำหน้าที่ผู้บริหารของผมได้ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มามากมายหลายรูปแบบซึ่งมีทั้งที่พอใจและไม่พอใจ มีทั้งภูมิใจและไม่ภูมิใจคละเคล้ากันไป แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของผมอย่างคุ้มค่า เป็นประโยชน์ที่ผมจะขอเรียกแบบนักจัดการความรู้ว่า
“ ประโยชน์ชนิดซ่อนเร้น” ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะหากเราไม่ใส่ใจต่อประสบการณ์เหล่านี้แล้วเราจะไม่เห็นคุณค่าของมันเลย และการที่เราต้องใส่ใจก็เป็นเพราะความบังเอิญโดยแท้ อย่างที่นักวิจัยเขามักจะเรียกกันว่า “Breakthrough” ประสบการณ์ที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับคำว่า “ประโยชน์ซ่อนเร้น” และ “Breakthrough” โดยแท้.........
เช้าวันหนึ่งขณะที่ผมเดินตรวจดูสภาพภายในวิทยาลัยเทคนิคพิจิตรซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ผมปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผมก็พบเห็นเศษกระดาษ ถุงใส่ขนม และขวดน้ำดื่มวางอยู่บนโต๊ะที่นักเรียนนักศึกษานั่งพักผ่อนกัน....ในใจผมขณะนั้นรำพึงกับตัวเองว่า “ทำไมมันกินกันแล้วไม่ยอมเก็บไปทิ้งถังขยะกัน...ลูกๆของเราขาดระเบียบกันเหลือเกิน” และผมก็ลงมือเก็บเศษสิ่งของเหล่านั้นเพื่อจะนำไปทิ้ง ตอนนั้นเองก็มีนักเรียนนักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา เขารีบเดินมาที่ผมพร้อมกับทักทายผมด้วยการยกมือไหว้ตามปกติที่นักเรียนนักศึกษาทุกคนปฏิบัติต่อผมและเพื่อนครูทั้งหลาย แต่สิ่งที่ผมรู้สึกดีใจ รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกเลย คือพวกเขา
เข้ามาช่วยผมเก็บเศษขยะที่อยู่บนโต๊ะ ตอนนั้นเองความดีใจ ปลื้มใจ และ ความ
ปิติมันแล่นเข้ามาสู่มโนทวารของผมในบัดดล ลูกศิษย์ของผมช่างมีน้ำใจจริง ๆ
ณ เวลานั้น ในจิตรู้สำนึกของผมมันเกิดจินตนาการถึงคำ 2 คำที่น่าจะมี คุณค่าและสามารถนำความเจริญมาสู่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตรและสังคมโดยรวม 2 คำนั้น คือคำว่า “จิตอาสา” และ “จิตเจตนา” ซึ่งผมเองก็ยัง งง ๆ อยู่ว่า2 คำนี้เกิดมาขึ้นมาได้อย่างไรหนอ..........
“จิตอาสา” ในที่นี้ผมหมายถึงการมีน้ำใจ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง มีความรู้สึกอยากจะช่วยเหลือในสิ่งที่ตนเองทำได้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
“จิตเจตนา” ผมหมายถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ความตั้งใจดีที่จะกระทำความดี ที่จะให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่ตนเองทำได้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเช่นกัน
จิตทั้ง 2 ชนิดที่ผมกล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่เกิดจากภายใน เกิดจากสามัญสำนึกของตนเองโดยไม่ต้องมีใครบอกกล่าวเลย เป็นผลพวงจากการกล่อมเกลาจิตใจโดยผ่านกระบวนการสั่งสมความดีโดยไม่รู้ตัวซึ่งผมเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้มีอยู่ในวิสัยของ “คุณครู”ทุกท่านในวิทยาลัยเทคนิคพิจิตรซึ่งล้วนเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผมทั้งสิ้น
เหตุการณ์ที่เกิดนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าหากคนเรามีน้ำใจ มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือ มีความตั้งใจจริงที่จะทำความดี ย่อมน้อมนำความเจริญมาสู่ตนเองและสังคมโดยรวมอย่างแน่นอน.......
ในความหมายของผม การที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรลงมือกระทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้เกิดผลดีต่อองค์กร คือเทคนิคการสอนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ตรงนี้เป็นการสร้างจิตสำนึกให้เกิดกับนักศึกษา เยี่ยมมากครับท่าน ผอ.
แวะเข้ามาเยี่ยมเยือนบล๊อกของท่านผอ. เห็นความคิดเห็นของท่านสมนึกจึงขออนุญาตบอกกล่าวเพิ่มเติมว่า ท่านผอ.ประธานวิทย์ท่านใช้เทคนิคการบริหารงานด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคลากรทุกระดับ และที่สำคัญการสอนของท่านที่ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกศิษย์ คือการทำเป็นตัวอย่างครับสอดคล้องกับความคิดของท่านสมนึกนะครับ ผมดีใจมากนะครับที่เจ้านายของผมได้รับคำชื่นชมจากท่านครับยังไงก็แวะไปเยี่ยมเยือนแพลนเน็ตของผมบ้างนะครับ มีหลากหลายสาระครับ