“สังคมใดที่คนส่วนใหญ่ยากจนและมีความทุกข์ สังคมนั้นไม่อาจจะเจริญงอกงามและมีความสุขได้” [Adam Smith]

สืบเนื่องจากบันทึกของเราเรื่อง "ความดีอยู่ที่ไหนในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์" ...    ศ. ดร. ปราณี  ทินกร    อดีตคณบดี  คณะเศรษฐศาสตร์  ม. ธรรมศาสตร์  กรุณาส่งบทความมาให้  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานของท่านในรายงานวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์  เรื่อง  "การคลังเพื่อสังคม"  โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัย) 

อาจารย์ปราณี  เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ และท่านสนใจในเรื่องการกระจายรายได้เป็นพิเศษ  ขอขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ค่ะ

********** 

 

                    นักปรัชญาของโลกจำนวนมากให้ความสนใจต่อนโยบายสาธารณะในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม   และแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่ถือได้ว่าเป็นบิดาแห่งทุนนิยมเสรี  เช่น  นายอาดัม  สมิธ (Adam  Smith: ค.ศ. 1723-1790) ก็ยังเคยกล่าวไว้ว่า สังคมใดที่คนส่วนใหญ่ยากจนและมีความทุกข์   สังคมนั้นไม่อาจจะเจริญงอกงามและมีความสุขได้[1]

 

                    ในการอธิบายประสิทธิภาพของกลไกตลาดในหนังสือชื่อ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations (ค.ศ.1776)   นายอาดัม สมิธ ได้กล่าวถึงความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน  หรือ “self interest”   ของปัจเจกบุคคลที่เมื่ออยู่ภายใต้กลไกตลาดเสรีจะทำงานให้เกิดความมั่งคั่งต่อสังคมโดยรวม  และได้กล่าวเปรียบเทียบกลไกดังกล่าวว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) ที่ชักจูงให้คนทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ  โดยแต่ละคนมีเป้าหมายที่ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก

 

                    อย่างไรก็ตาม    การอธิบายดังกล่าวทำให้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “self interest” ของนายอาดัม สมิธ   เป็นความเห็นแก่ตัวที่ปราศจากบริบทของสังคม   ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงนั้นก่อนที่นายอาดัม สมิธจะเขียนหนังสือ Wealth of Nations (ค.ศ.1776)  เขาได้เขียนหนังสือชื่อ The Theory of Moral Sentiments (ค.ศ.1759) และ ได้อธิบายว่า ความเห็นอกเห็นใจหรือ “sympathy” เป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่ประโยชน์สุขโดยรวมของสังคม

 

                    แนวคิดทั้งสองด้านของนายอาดัม  สมิธดังกล่าวข้างต้น ทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางคนเช่น Joseph  Schumpeter เห็นว่า นายอาดัม  สมิธ มีแนวคิดที่ขัดแย้งกันเอง (contradiction)[2] แต่เนื่องจากนายอาดัม  สมิธได้ทำการปรับปรุงและ ตีพิมพ์ The Theory of Moral Sentiments อีกหลังจากที่ได้เผยแพร่ Wealth of Nations ไปแล้ว  โดยที่ยังคงมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องความเห็นอกเห็นใจเช่นเดิม    ดังนั้นนักอ่านจำนวนหนึ่งจึงตีความว่า นายอาดัม  สมิธ มิได้มีความขัดแย้งทางความคิด  หากแต่นายอาดัม สมิธ เห็นว่า ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือ self-interest นั้น ควรดำเนินอยู่ภายใต้ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นๆในสังคมด้วย

 

ในหนังสือ The Theory of Moral Sentiments นายอาดัม  สมิธ ได้เสนอความเห็นว่าความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของปัจเจกบุคคลนั้นน่าจะมีความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมอยู่ในสำนึกของแต่ละคน     เนื่องจากการกระทำที่สังคมเห็นว่าเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมนั้น ย่อมมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของบุคคลในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมด้วย    ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่านายอาดัม  สมิธ  ผู้ซึ่งเชื่อในมือที่มองไม่เห็นของกลไกตลาด เชื่อด้วยว่า ความรู้สึกทางด้านศีลธรรม (moral sentiments) และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน (self interest) เป็นเรื่องที่ต้องควบคู่กัน และนายอาดัม  สมิธ จึงได้มีความเห็นว่า สังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจกันนั้นไม่น่าจะมีความสุขได้ถ้าคนส่วนใหญ่ยังคนยากจนและมีความทุกข์

 

                    นอกจากนายอาดัม  สมิธแล้ว ยังมีนักปรัชญาอีกสองท่านที่ให้กำเนิดแนวคิดอรรถประโยชน์นิยม หรือ Utilitarianism ได้แก่นาย เจเรมี  เบนแธม (Jeremy  Bentham, ค.ศ.1748-1832) และ นาย จอห์น  สจ๊วต  มิลล์ (John  Stuart  Mill, ค.ศ.1806-1873) ภายใต้แนวคิดนี้อรรถประโยชน์ (utility) คือความพอใจที่ปัจเจกบุคคลได้รับจากสถานภาพและ สภาพแวดล้อมของตน เป้าหมายของรัฐบาลควรจะเป็นการแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดโดยรวมให้แก่ทุกคนในสังคม และเนื่องจากอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มมีลักษณะลดน้อยถอยลง (diminishing marginal utility)[3] ดังนั้นการกระจายรายได้จากคนรวยมาสู่คนจนน่าจะทำให้อรรถประโยชน์โดยรวมของสังคมเพิ่มขึ้น   (ตรงนี้ดูเพิ่มเติมได้จากการตอบคำถามของecon4life  ในบันทึกเรื่อง ความดีอยู่ที่ไหนในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์)

                     แนวคิดที่เห็นว่านโยบายสาธารณะควรเน้นการช่วยเหลือของรัฐไปสู่คนระดับล่างสุด หรือยากจนที่สุดของสังคม มาจากนักปรัชญาในศตวรรษที่20  ชื่อนายจอห์น  รอลส์  (John  Rawls, ค.ศ.1921-2002) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาการเมืองที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นายจอห์น  รอลส์  เขียนหนังสือชื่อ ทฤษฎีความเป็นธรรม (A Theroy of Justice, ค.ศ.1972) และเสนอหลักการสำคัญสองข้อของความเป็นธรรม โดยในหลักการแรกเขาเห็นว่า บุคคลแต่ละคนควรมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน และในหลักการที่สอง เขาเห็นว่าปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมควรได้รับการแก้ไขโดยมุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทุกข์ยากที่สุดหรืออยู่ที่ระดับล่างสุดของสังคมก่อน                             

                    นายรอลส์ เสนอว่า  สถาบันของสังคม กฎหมาย และนโยบายสาธารณะควรมีความเป็นธรรม แต่เนื่องจากว่าสมาชิกของสังคม อาจมีแนวคิดเรื่อง ความเป็นธรรมที่ต่างกันเพราะสถานภาพทางสังคมของแต่ละคนต่างกัน    นายรอลส์เห็นว่าความเป็นธรรมของสังคม ควรมีลักษณะปลอดจากภาวะอัตตวิสัยของแต่ละบุคคล   ดังนั้นจึงเสนอให้เราจินตนาการว่า ก่อนที่ทุกคนจะเกิดมาได้มาประชุมร่วมกันเพื่อออกแบบกฎเกณฑ์ต่างๆของสังคม โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อออกกฎเกณฑ์ไปแล้วจะเกิดมามีสถานะเช่นไรในสังคม[4] ในเมื่อเราต่างก็ไม่รู้ว่าเมื่อเกิดมาแล้วจะมีสถานะเช่นไรในสังคม (เช่น เป็นคนรวย คนจน ผู้มีอำนาจในการปกครอง   หรือผู้อยู่ใต้อำนาจ ฯลฯ)   จึงไม่น่าจะมีใครสามารถออกแบบกฎเกณฑ์ หรือนโยบายเพื่อประโยชน์เฉพาะตามภาวะอัตตวิสัยของตนได้

                     เมื่อเป็นดังนี้สิ่งที่แต่ละคนน่าจะเป็นห่วงก็คือ เมื่อเกิดมาแล้วอาจจะเป็นคนจนในระดับล่างสุด และมีข้อเสียเปรียบที่สุดในสังคม ทุกคนจึงน่าจะตกลงกันได้ในเรื่องนโยบายสาธารณะว่า   รัฐควรให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ยากจนและเสียเปรียบที่สุดในสังคมก่อน เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่ตนเองอาจจะเกิดมาอยู่ในสภาพเช่นนั้น แนวคิดดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นยุทธวิธีลดความเสี่ยงให้ตนเอง    ดังนั้นรัฐควรมีนโยบายสาธารณะด้านการกระจายรายได้โดยมุ่งช่วยเหลือคนที่ยากจนที่สุดและอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบที่สุดในสังคมก่อน      



[1] “No society can surely be flourishing and happy, of which by far the greater part of the numbers are poor and miserable.” (Adam  Smith, 1776)

[2] Adam  Smtih ใน website www.en.wikipedia.org/wiki/Adam_Smith (accessed 5/5/2007)

[3] ตัวอย่างเช่น การรับประทานข้าว จานแรกน่าจะให้ความพอใจมากกว่าจานที่2 และข้าวจานที่2 ก็น่าจะให้ความพอใจมากกว่าข้าวจานที่3 ฯลฯ ดังนั้น ถ้ารัฐนำข้าวจานที่3ของผู้มีอันจะกิน มาให้เป็นข้าวจานที่1ของผู้ไม่มีอะไรจะกิน อรรถประโยชน์ของสังคมโดยรวมก็น่าจะเพิ่มขึ้น แต่แนวคิดนี้ก็มีข้อถกเถียงในประเด็นการเปรียบเทียบอรรประโยชน์ระหว่างบุคคล (inter-personal comparison)

[4] นายจอห์น  รอลส์ใช้คำว่า “veil of ignorance” หรือการตกลงกันเรื่องกฎเกณฑ์ของสังคม และนโยบายสาธารณะ ภายใต้ม่านของความไม่รู้ ว่าตนจะเกิดมามีลักษณะอย่างไรในสังคม ดู Rawls (1972): 136-142

**********************

ครั้งต่อไป  เราคิดว่าจะเอาแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ไทยมาเล่าสู่กันฟังบ้าง