การใช้ KM นั้น ไม่มีสูตรตายตัวหรอกครับ บางครั้งก็เน้นที่ Body of Knowledge แต่บางครั้งต้องไปเน้นที่ Process of Knowing
ปัจจุบันนี้มุมมองเรื่อง KM ของผมสรุปออกมาเป็น 2 มุมมองหลักๆ ดังนี้:
มุมมองที่หนึ่ง มองที่ Body of Knowledge มองว่า KM เป็นการค้นหา ขุดคุ้ย สรุป ถอดองค์ความรู้ ที่มีอยู่ออกมา รวมทั้งนำมาจัดระบบเพื่อให้ค้นหา นำไปใช้ได้ง่าย
มุมมองที่สอง มองว่า Body of Knowledge นั้นไม่สำคัญเท่ากับ Process of Knowing คือกระบวนการที่ทำให้เราได้ “รู้จริง” ขึ้นมา เป็นการมุ่งไปที่ “กระบวนการ” มากกว่าที่จะสนใจใน “ตัวความรู้”
การใช้ KM นั้น ไม่มีสูตรตายตัวหรอกครับ บางครั้งก็เน้นที่ Body of Knowledge แต่บางครั้งต้องไปเน้นที่ Process of Knowing สองมุมมองนี้ แท้จริงแล้วก็คือด้านสองด้านของเหรียณอันเดียวกันครับ ...ขึ้นอยู่แต่ว่าจะจับด้านไหนขึ้นมาก่อน!!
สำหรับตัวเองคิดว่า น่าจะขึ้นอยู่กับว่าใครคือคนใช้ และใช้ในฐานะอะไรด้วยนะคะอาจารย์ เราในสถานะปัจเจกก็ใช้ KM ได้ในระดับหนึ่งเพื่อประโยชน์ตน แต่ก็สามารถใช้อย่างชาญฉลาดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมได้ด้วย ในฐานะตรงนี้ หากเรา"จับ"ที่กระบวนการ เราจะเอาไปใช้ได้กว้างขวางกว่าเฉพาะ "ตัวความรู้" แต่หากเราเป็นผู้บริหารองค์กร เราเป็นคุณอำนวย การจับ "ตัวความรู้" เพื่อไว้เป็นสมบัติขององค์กร ให้ได้รับการถ่ายทอดหมุนเวียนเป็นรูปธรรมก็เป็นหน้าที่ ที่ควรทำ
ว่าไปแล้วก็ยังถกกันได้อีกหลายๆมุมนะคะ อาจารย์ แต่ที่แน่ๆคือ เป็นการเรียนรู้ไม่รู้จบจริงๆค่ะ หากเราใช้ KM
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ส่วนใหญ่ในองค์กรมอง KM ที่ผลลัพธ์ จึงเป็นการมองแบบที่หนึ่ง
แต่การมองแบบมุมที่สอง เหมือนสอนวิธีจับปลา เพิ่งกลับจากการไปเรียนรู้วิธีการทำ project based learning ค่ะ ยอมรับว่าสนุกมากกับการไปหาความรู้จากชาวบ้านร้านตลาดด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องมีการศึกษา body of knowledge ที่คนอื่นเขาทำไว้ก่อนเป็นพื้นฐานเหมือนกัน เมื่อศึกษาแล้วตั้งคำถาม เราจึงออกไปค้นหาคำตอบเพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดความรู้ใหม่
นอกจาก Body of Knowledge และ Process of Knowing แล้ว วันนี้อยากจะเพิ่มอีกหนึ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือ Learning Community ครับ จะเรียกว่าเป็น CoPs ก็ได้ ....กลายเป็น "KM Triangle" ซึ่งผมจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ
ขอบคุณ คุณ citrus และ คุณโอ๋-อโณ ที่ติดตามอ่านและช่วยต่อยอดความรู้ครับ
ท่านอาจารย์ JJ เห็นด้วยกับผมไหมครับว่า KM ที่เราทำๆ กันนี้ เป็นอะไรที่มากกว่าที่กำหนดไว้ใน PMQA หมวดที่ 4 ที่ว่าด้วยเรื่อง KM มากมายนัก
สวัสดีครับ
KM ที่ผสมกลมกลืนในวิถีชีวิต คือสิ่งที่ผมฝันอยากเห็น
เขาอาจค่อยรู้ตอนหลัง หรือไม่จำเป็นต้องรู้เลยก็ได้ว่า มันคือ KM.
เพราะอะไรก็ไม่งามเท่าผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการใช้ KM ของแท้ ที่มีความเป็นตัวมันเองชนิดไม่ต้องคอยถามว่าเหมือนใครหรือไม่
ความเป็นระเบียบแบบแผนต่างหากที่กำลังค้นหาด้วยกระบวนการจัดการความรู้ที่หลากหลาย ดังที่เรามักจะมองว่า ปรากฎการณ์ฟ้าผ่าแต่ละจุดเป็นความบังเอิญ เมื่อศึกษาธรรมชาติฟ้าผ่าก็พบความน่าทึ่ง มันมีกฏที่แน่นอน บนความที่ไม่แน่นอน วิทยาศาสตร์จึงทำนายจุดที่ฟ้าผ่าได้... สมมุติฐานเป็นหนึ่งในระเบียบวิธีของธรรมชาติการศึกษา ที่ไม่ควรให้หยุดนิ่ง
การดำเนินการต่อของสมุติฐานนั้น สำคัญที่คน คน ดี ที่ ท่านอาจาร jj กล่าว ก็จะนำ KM ไปในทางที่ดี โดยไม่ต้องมาแอบแฝง ขอความรู้เรื่อง KM ด้วย จากความคิดเห็นของนายยินดี ครูที่พยามเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของเด็กชั้นประถม เผื่อการรองรับการจัดการความรู้ที่ซับซ้อนในภายภาคหน้า ผมไม่อยากได้ยินว่า สายเกินไป หรือ ทักษะการจัดการ หรือ วุฒิภาวะทางการจัดการเรียนรู้ไม่เพียงพอต่อเด็กไทยในอนาคต
กรอบปรัชญาที่ผมมีอาจทำให้ผมหลงทางขอข้อเสนอแนะด้วย บนบล็อก
http://gotoknow.org/blog/uyindee/296198