กลับจากหาดใหญ่เมื่อวันศุกร์  พอวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ผมก็ได้เดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะเลขานุการมูลนิธิอาจารย์พะนอม-ดุษณี  แก้วกำเนิด  ไปร่วมกิจกรรมของคณะลูกศิษย์อาจารย์พะนอม แก้วกำเนิดที่จบจากโรงเรียนฝึกหัดครูจังหวัดเพชรบุรี(ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี) จัดงานแสดงมุฑิตาจิตอาจารย์พะนอม  ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา  ของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี (ที่ท่านเคยสอน 7 ปี) 
         โดยลูกศิษย์ลูกหาจัดงานกันที่ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์  มีลูกศิษย์ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นสุดท้ายที่ท่านสอน มากันเต็มหอประชุม  ซึ่งส่วนใหญ่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป จนถึงเกือบ 70 ปี  ลูกศิษย์บางคนถือไม้เท้าเดินกะโผกกะเผกมาก็มี  ล้วนมาจากจังหวัดเพชรบุรี  ราชบุรี  สมุทรสงคราม และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีสมัยนั้น  โดยอาจารย์พะนอมเป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรี  เป็นทั้งผู้บริหาร อาจารย์  และนักการไปเบ็ดเสร็จ 
           บรรยากาศของงานวันนั้น คณะศิษย์จัดให้เป็นบรรยากาศที่เป็นวัฒนธรรมไทยอย่างสมบูรณ์แบบ  ทั้งดนตรีไทย  การแสดงต่างๆ  พออาจารย์พะนอมไปถึงลูกศิษย์ทุกรุ่นต่างมากราบอาจารย์ด้วยความเต็มตื้น ผมไม่ได้เป็นลูกศิษย์ท่าน แต่เคยเป็นเลขานุการท่านตอนเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ยังขนลุกและอดปลื้มใจในความรักความผูกพันอันบริสุทธิ์ที่ศิษย์และครูมีต่อกันไม่ได้ 
           มีลูกศิษย์แต่ละรุ่นผลัดกันมาเล่าเหตุการณ์ในสมัยนั้นที่แสดงถึงความเป็นครูที่อาจารย์พะนอมยังอยู่ในหัวใจของพวกเขา เป็นแบบอย่างวิถีชีวิตของเขา และนำไปถ่ายทอดมาจนทุกวันนี้
           ลูกศิษย์คนหนึ่งบอกว่า  "ท่านนำสร้างพื้นที่ป่าอันแห้งแล้งจนเป็นพื้นที่ชุ่มชื้น สวยงาม  แต่ละคืน ท่านจะนุ่งกางเกงขาสั้นตัวเก่าๆ ใส่เสื้อยืด  ขี่จักรยานตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณหอพัก หอนอน อาคารเรียน  บางทีดึกแล้วพวกเราซุกซนไม่ยอมนอนท่านก็มาดึงขา  และยิ้มให้เป็นการเตือน  คำน้อยก็ไม่เคยดุด่าให้พวกเราสะเทือนใจ  เวลาสอนท่านก็สอนสนุก  ไม่มีใครเป็นตัวจับได้เลย จะได้ทั้งความสนุกและเนื้อหาสาระ  พวกเราทุกคนต่างรออยากให้ถึงชั่วโมงท่านเร็วๆ  ท่านเป็นครูที่อยู่ในหัวใจพวกเราจริงๆ"
           ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งบอกว่า   "มีอยู่วันหนึ่งท่านชวนพวกเราปีนขึ้นไปที่เนินเขาในบริเวณโรงเรียน  แล้วให้บุญส่งซึ่งเป็นนักกล้าม ตัวโตและแข็งแรงที่สุด  หยิบก้อมหินขึ้นมาแล้วขว้างออกไปเต็มแรง  ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง  แล้วท่านให้พวกเราลงไปทำหมุด  เราก็ถามว่าท่านจะทำอะไร  ท่านบอกว่า 
จะสร้างบ้านพักอาจารย์ใหญ่ตรงนี้  ถ้ามีใครมาขว้างบ้านอาจารย์ใหญ่ ก็มีบุญส่งคนเดียวที่ขว้างถึง  พวกเราก็ฮากันครืน ในอารมณ์ขันและความฉลาดน่ารักของท่าน"
          มีเกร็ดอีกเยอะที่ลูกศิษย์เล่า  ตอนที่ท่านอาจารย์พะนอมขึ้นไปกล่าว  ท่านเริ่มต้นว่า  ถ้าท่านมาในฐานะอธิบดีในวันนี้ก็คงไม่มีใครมา  เพราะการเป็นอธิบดีมันจบไปแล้วเมื่อตอนอายุ 60 ปี  ป๋าเปรมเคยบอกว่า
“ความเป็นทหารไม่มีวันตาย แต่ท่านอยากจะพูดว่า  “ความเป็นครูต่างหากที่ไม่มีวันตาย  แล้วท่านก็เชิญชวนพวกเราให้ทำความดี  รักษาความดี  เป็นแบบอย่างความดี  เผยแพร่ความดี  เพื่อความมั่นคงน่าอยู่ของบ้านเมืองเรา
          นี่คืออาจาย์พะนอม  แก้วกำเนิด แบบอย่างของครูที่ลูกศิษย์รัก (ที่ไม่ใช่รักเพราะความเป็นอธิบดี)