วิธีการจะดึงออกมาให้ได้ เขาก็บอกว่า ต้องมีใจที่จะแบ่งปัน คือ Care & Share ก่อน แล้วก็เมื่อมีใจแบ่งปัน ฟังแล้วผ่านไปเฉยๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องมี Capture & Learn ต้องเรียนรู้จากสิ่งนี้

 

คุณหมอนันทาเป็นวิทยากรช่วงนี้ละค่ะ ท่านได้เตรียมเนื้อบางส่วนที่เป็นความรู้ เรื่อง การจัดการความรู้ เพื่อเกริ่นนำเล็กน้อยในเรื่อง KM ให้กับพวกเราได้รู้จักเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะเข้ากิจกรรมกลุ่ม มีในเรื่องของ

  • ความหมายของความรู้ คือ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการ ... ความรู้จะมาจากข้อมูล ไปสู่สารสนเทศ จากสารสนเทศ มาจัดการวิเคราะห์ กลายเป็นความรู้ จากความรู้ กลายเป็นปัญญา ความรู้หลายๆ อันมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ ก็จะเกิดปัญญา
  • คือ จาก data เป็น information เป็น knowledge และเป็น wisdom
  • ความรู้ถ้าแบ่งง่ายๆ ได้ 2 ส่วนคือ ความรู้ที่เปิดเผย (explicit knowledge) และความรู้ที่ยังไม่ได้เปิดเผย (tacit knowledge) เป็นความรู้ซ่อนเร้น อยู่ในตัวคน เยอะแยะมากมาย ซึ่งอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรได้ยาก เป็น ทักษะ หรือเป็น skill
  • ความรู้ซ่อนเร้น จะแสดงถึงแนวคิดและวิธีปฏิบัติ ประสบการณ์ในการทำ ซึ่งทำในแต่ละเรื่อง อาจจะไม่เหมือนกัน
  • ความรู้ซ่อนเร้น เป็นความรู้ที่สำคัญ เพราะสิ่งที่เป็นเทคโนโลยี เช่น ความรู้การให้บริการ เขียนออกมาเป็นตำราแล้ว แต่ถามว่า ทำไมผู้มารับบริการจะยอมรับ หรือให้ความร่วมมือนี้ จะต้องอาศัย skill และประสบการณ์ และความรู้ซ่อนเร้นในการจัดการอีกมากมาย ซึ่งอยู่ในตัวคน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาต้องการให้งานสำเร็จ ต้องดึงเอาความรู้ซ่อนเร้นออกมาให้ได้
  • วิธีการจะดึงออกมาให้ได้ เขาก็บอกว่า ต้องมีใจที่จะแบ่งปัน คือ Care & Share ก่อน แล้วก็เมื่อมีใจแบ่งปัน ฟังแล้วผ่านไปเฉยๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องมี Capture & Learn ต้องเรียนรู้จากสิ่งนี้ ไม่ได้จำ copy แต่จากการฟัง เราสามารถนำสิ่งนี้ไปประยุกต์ใช้ และสกัดความรู้ เพื่อการยกระดับความรู้ เพราะสิ่งที่เขาทำนั้น อาจไม่ตรงกับความรู้ของเรา แต่เป็นการที่ให้ความรู้ซ่อนเร้นที่สามารถไปพลิกใช้ได้ เพราะเราสามารถสกัด ดึงออกมา ไปปรับใช้ในงานของเรา และวนอยู่ในความรู้นั้นอีกระยะหนึ่งก็ได้ และเมื่อได้มามากพอ ก็จะถูกนำมาจัดเก็บได้ เขียนจัดเก็บได้ แต่เริ่มแรกก็จะเก็บแบบเบต้ามากกว่า อาจเป็นเรื่องๆ แต่ถ้าสะสมไปมากๆ แล้วก็จะเกิดเป็นความรู้เด่นชัดมากขึ้นไปเรื่อยๆ
  • คุณหมอนันทา ได้นำโมเดลปลาทูมาให้ทุกท่านได้รู้จักค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ในที่นี้จะรู้จักกันอยู่บ้างแล้ว

จากนั้นก็มอบหมายงานกลุ่มละค่ะ

  • เราได้กำหนดให้วันนี้ทุกคนเป็นคุณกิจ เป็นผู้ปฏิบัติงานที่จะมา ลปรร. เรื่อง "ความสำเร็จในการทำงานส่งเสริมสุขภาพ"
  • เวลาที่จะทำการจัดการความรู้ ต้องมีเรื่องที่จะจัดการความรู้ให้ชัดเจน วันนี้เราให้ท่านเตรียมเรื่อง ความสำเร็จในการทำงานส่งเสริมสุขภาพ ก็ค่อนข้างจะเป็นหัวปลาใหญ่ ภายใต้เรื่องที่เล่า ท่านอาจมีความสำเร็จตัวเล็กๆ หรือในหน่วยงานอาจมีความสำเร็จ เช่น เรื่องการวิจัย ความสำเร็จของการไปอบรม หรือความสำเร็จในประสานงานเครือข่าย ความสำเร็จในการทำ consumer protection ความสำเร็จในการไปทำให้แหล่งทุนให้การสนับสนุน ... ก็จะเป็นหัวปลาย่อยๆ
  • แต่ที่สำคัญ ปลาแต่ละตัวต้องว่ายไปทางเดียวกัน เพราะว่า เราต้องไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ถ้าไปคนละทางก็อาจจะสับสน
  • เราได้มีการเตรียมคนที่ทำหน้าที่เป็น Fa และ Note taker เพื่อให้เกิดการทำหน้าที่ในกลุ่มให้ได้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดการเล่าเรื่องต่อๆ กันมาได้ เพราะฉะนั้นในการเล่าเรื่อง Fa ก็จะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นให้แต่ละคนเล่าเรื่อง Note ก็ทำหน้าที่บันทึก และทุกคนก็ต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศในกลุ่ม ให้เพื่อนๆ ทุกคนได้เล่า
  • หลังจากนั้น ก็ช่วยกันสกัดว่า tacit ในเรื่องนี้คืออะไร ปัจจัยสู่ความสำเร็จคืออะไร
  • แต่ละกลุ่มก็จะมารวมกันเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ หัวข้อใหญ่ๆ ประมาณ 3-4 หัวข้อ
  • การนำเสนอในกลุ่ม คนที่นำเสนอเป็น Fa หรือ Note หรือคนในกลุ่มก็ได้ แล้วแต่กลุ่มจะตกลงกัน
  • ในกลุ่ม เราจะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ ... ตอนนี้ดิฉันทำให้ในกลุ่มได้รู้สึกว่า เป็นเพื่อนสนิทกัน เราจะมาให้ความรู้แก่กันและกัน ... คนมาเล่าก็ตั้งใจมาเล่าเรื่องดีดีให้เพื่อนฟัง ... ผู้ฟังก็ต้องฟังอย่างลึกซึ้ง ฟัง และติดตามเรื่องของเขาตลอด คิดตาม ได้ฟังจริงๆ อย่าง Deep listening ฟังด้วยความชื่นชม เป็น appriciate inquiry และถ้าสงสัย อยากรู้รายละเอียดในประเด็นนั้นๆ ในประเด็นที่เขาเล่า ให้เห็น tacit และปัจจัยความสำเร็จ ซักด้วยความชื่นชม ที่สำคัญ ถ้ามีคนที่มีความขัดแย้งกัน ก็เอาไปทิ้งไว้นอกห้องก่อน ... ความเชื่อ หรือแนวคิด ไม่ต้องไปต่อต้าน แล้วท่านจะได้ประโยชน์ ไม่ขาดทุน
  • การจัดการ KM ที่ดี ต้องเปิดใจ ... คือเปิดใจให้ ทั้งผู้ให้ และผู้รับ เพราะอาจมีเรื่องที่เล่าบางคนอาจสำเร็จในเรื่องเดียวกัน แต่มีวิธีการที่แตกต่างกัน
  • เรื่องเล่าในที่นี้ไม่ได้เอาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เอาลึกซึ้งยาวขนาดนั้น ไม่เป็น Life story เนื่องจากเราต้องบริหารเวลา (... มีผู้บริหารท่านหนึ่งที่ได้รับรางวัลคุณภาพ (TQC) ท่านพูดถึงการบริหารเวลา และบริหารเงิน เขาบอกว่าการบริหารเวลาสำคัญกว่า) เพราะฉะนั้นเราก็ต้องบริหารเวลา โดยไม่เล่าหลายเรื่อง ทำเวลาให้ทัน แต่ละรอบให้เล่าได้ทุกคน
  • เราจึงจะพยายามเอาความสำเร็จ ไม่ต้องเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก เอาที่เป็น microsuccess ที่ท่านคิดว่า ท่านภาคภูมิใจ และอยากเอาไปบอกเพื่อนๆ ให้เอาไปใช้ หรือร่วมภาคภูมิใจกับท่าน
  • เล่าให้ตรงประเด็น ไม่กระโดดไปเรื่องอื่นๆ หรือไม่เพียงแต่บอกว่า ทำอะไร ขั้นตอนเป็นยังไง และได้ What อะไร แต่จะต้องบอกให้ได้ว่าขั้นตอนนั้นๆ ทำยังไงถึงได้ What นั้นๆ
  • หลังจากนั้น เราจะรวบรวมปัจจัยของความสำเร็จอันนั้น และจะพยายามสร้างเป็นแก่นความรู้ หรือ Core competency ก็ขึ้นกับเรื่องที่ท่านเล่าทำได้แค่ไหน และจะเรียนรู้ถึงตารางอิสรภาพ ... และการที่จะใช้ Self assessment table หรือตารางอิสรภาพในการประเมินตนเอง หรือประเมินหน่วยงาน หรือตั้งเป้าหมาย เพื่อการพัฒนาต่อเนื่อง

 

ดูเอาเถอะค่ะ เขาเล่าเรื่องกัน ขไหนหนาด ... อ้อ ขนาดไหน ... แบบนี้ไม่เมื่อยก็ให้มันรู้ไปเด้อ