ระหว่างนั่งประชุมวิจัยกับกลุ่มตัวแทนชุมชนเขาตูมกันที่ลีลารีสอร์ท (ช่วงเช้าวันที่สอง) ก็มีเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทมาหา แต่เนื่องจากผมกำลังดำเนินการประชุมอยู่ ท่านอาจารย์อับดุลการีม สาแม หนึ่งในทีมวิจัย จึงเข้าไปพูดคุย ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่เขามาแจ้งว่า มีชายสองคนไปติดต่อที่ออฟฟิศขอทราบค่าใช้จ่ายของโครงการนี้ทั้งหมด ทางรีสอร์ทไม่กล้าให้ข้อมูลของลูกค้าครับจึงติดต่อมาที่ผม ท่านอาจารย์อับดุลการีมจึงเดินทางไปที่ออฟฟิศ ปรากฏว่า ชายที่มาขอข้อมูลเห็นก่อนจึงหลบไปหนีไป เป็นอันว่ารอบแรกยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครต้องการข้อมูลไปทำอะไร (งงจริงๆ ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ)

พอช่วงบ่ายชายชุดเดิมก็มาอีกครับ คราวนี้เจ้าหน้าที่รีสอร์ทได้มารายงานผมด้วยตัวเอง บอกว่า ชายสองคนดังกล่าวยังอยู่ในออฟฟิศ ผมก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่า "บอกข้อมูลที่เขาอยากรู้ไปเลย ไม่ต้องกังวลครับ  แล้วก็ช่วยฝากบอกชายที่มาขอข้อมูลด้วยว่า อาจารย์จารุวัจน์ยินดีให้ข้อมูลที่อยากรู้ทุกอย่างครับ ไม่ต้องมาแอบอะไรให้ลึกลับหรอกครับ"

พฤติกรรมแบบนี้ ผมเดาไว้ว่าน่าจะมาจากคนของรัฐครับ เพราะหลักการหาข่าวของสันติบาลคือ ไม่เอาจากต้นต่อของข่าว หรือผู้ต้องสงสัย แต่ต้องข้อมูลจากแหล่งข่าวหรือหลักฐาน (ซึ่งในสามจังหวัดที่เป็นเรื่องยุ่งๆ ก็เพราะการได้ข่าวมาแบบนี้แหละครับ แถมส่วนใหญ่จะบอกว่า ข้อมูลที่ได้รับถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์)

ถ้าไม่ใช่คนของรัฐก็เป็นขบวนการครับ แต่อันนี้เปอร์เซนต์น้อยครับ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องมาเอาข้อมูลแบบนี้หรอก ไม่รู้จะเอาไปทำไม อีกอยากหนึ่ง คนของขบวนการหากเขาอยากรู้ข้อมูล เขาก็ไปสอบถามคนที่เข้าร่วมโครงการได้เอง โดยไม่เป็นที่สงสัยด้วย

ถ้าเป็นการตรวจสอบการใช้งบประมาณวิจัยก็ไม่น่าจะใช่ครับ เพราะผมยังไม่ได้เคลียร์งบวิจัยเลย และที่ประชุมวันนี้ก็มีตัวแทนเจ้าของทุนมานั่งร่วมประชุมอยู่ด้วย ผมเลยคิดว่าไม่น่าจะใช่คนจากหน่วยงานนี้ครับ

ความจริง คือ ผมไม่ซีเรียสกับใบเสร็จในการทำวิจัยอยู่แล้วครับ และผมก็ไม่คิดที่จะขอให้ทางรีสอร์ทเขียนเงินเพิ่มอยู่แล้ว เนื่องจากทางสกว.เขาให้เขียนตามจ่ายจริง และส่วนที่จ่ายไปโดยไม่มีใบเสร็จก็แค่เขียนใบสำคัญรับเงิน ซึ่งทำให้ไม่ยากในการเคลียร์งบ ที่สำคัญงบมันฟิกตายตัวมาเป็นรายการๆ ทุกกิจกรรม งบพอดีไม่มีเหลืออยู่แล้ว

แต่หากมองกิจกรรมที่ผมและทีมงานกำลังทำอยู่ ก็ต้องยอมรับครับว่า สามารถนำไปตีความที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในสามจังหวัดได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย แล้วแต่เจตนารมณ์ของคนตีความ เพราะเรื่องนี้เราคุยกันตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาโจทย์วิจัย และผศ.ปิยะ กิจถาวร คุยเล่นๆ ว่า เรื่องนี้ถ้าไม่อยู่ในรูปแบบของการวิจัย อาจตีความไปได้หลายแง่มุมนัก และเสี่ยงต่อการมองในแง่ร้ายครับ

ซึ่งผมและทีมงานเราคิดเหมือนกันว่า งานวิจัยชิ้นนี้จะให้ประโยชน์กับคนส่วนร่วมของสามจังหวัด แต่อาจไม่มีประโยชน์สำหรับรัฐหรือขบวนการ

เมื่อหลายวันก่อน ผมได้คุยกับอาจารย์เก่าของผม ท่านเล่าว่า เมื่อหลายวันก่อน รถของมอ.ปัตตานีพาอาจารย์กลุ่มหนึ่งไปประชุมที่ มอ.หาดใหญ่ ปรากฏว่า มีรถคันหนึ่งตามรถมอ.ทั้งขาไปและกลับ ซึ่งท่านเองก็ไม่รู้ว่าเป็นคนของรัฐหรือคนของขบวนการ วันนี้ผมก็ได้เจอความรู้สึกนั่นกับตัวเองแล้วครับ