ทุกวันหยุดผู้บันทึกจะขับรถกลับของแก่นเพื่อมาหาครอบครัวและพักผ่อนแล้วก็ขับรถกลับไปทำงานในวันทำงาน เป็นอย่างนี้มาตลอดไม่ว่าจะอยู่ที่นครสวรรค์หรือแม้แต่กรุงเทพฯ หากจะนับจำนวนกิโลเมตรแล้วคงวิ่งเหนือจรดใต้แล้วขึ้นเหนือหลายรอบแล้ว เวลาขับรถก็พยายามตั้งสติเพราะอันตราย แต่ก็ไม่วายดูข้างทาง เพื่อบริหารสายตาบ้าง

บนเส้นทางมุกดาหาร-ขอนแก่น ผมสังเกตมีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นสองข้างทาง นั่นก็คือสิ่งก่อสร้างที่พักแบบบ้านเล็กๆเกิดขึ้นใหม่ทุกปี ปีละ 3-4 แห่ง บ้านเล็กๆนี้ก็คือ รีสอร์ท เขามักขึ้นป้ายไว้เช่นนั้น แต่เราเข้าใจได้ว่านั่นคือ โมเต็ล ที่สามารถไปพักแบบชั่วคราวและค้างคืนได้ รีสอร์ทเหล่านี้มักจะตั้งอยู่ติดถนนใหญ่สายหลัก และห่างออกมาจากชุมชนสัก 500 เมตรขึ้นไป

วันนี้ผมสังเกตเพิ่มเติม พบว่าสิ่งที่ควบคู่กับรีสอร์ทคือ ร้านคาราโอเกะ และมีมากกว่าด้วย บางจุดไม่น่าเชื่อเลยว่ามีถึง 8 แห่ง แล้วก็มีรีสอร์ทหนึ่งแห่ง ทั้งๆที่ไม่ใช่ชุมชนใหญ่ แค่เป็นทางผ่านเท่านั้นเอง ตลอดเส้นทางที่ผมใช้จะมีสิ่งก่อสร้างสองสิ่งนี้คู่กันตลอดจริงๆ

นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นสิ่งต่อไปนี้
- มีสองรีสอร์ทที่สร้างตรงข้าม หรือติดกับวัด
- มีหนึ่งบังกะโลที่สร้างในชุมชนและอยู่ตรงข้ามโรงเรียน
- มีสองรีสอร์ทที่สร้างใกล้กับที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล
- มีสามร้านคาราโอเกะที่ปักธงชาติและธงสีเหลือง
- มีสี่รีสอร์ทสร้างบนที่นาที่เปลี่ยนมาทำรีสอร์ท

ผู้บันทึกคิดเอาเองว่า
- การก่อสร้างรีสอร์ทต้องใช้เงินทุนไม่น้อย แสดงว่าเจ้าของมีข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการ จนเห็นว่าคุ้มค่าการลงทุน จึงมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นทุกปี
- ดังนั้นแสดงว่า มีผู้มาใช้บริการมากขึ้นจนต้องมีผู้กล้าลงทุนและคงได้กำไรจริงๆ
- ทำไมต้องมีร้านคาราโอเกะอยู่ใกล้ๆรีสอร์ทเกือบทุกแห่ง
- เหมือนกับว่าสองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสัมพันธ์
- ถ้าอย่างนั้นในร้านคาราโอเกะต้องมีการดื่ม มีการร้องเพลงและไปจบลงที่รีสอร์ท
- ขายสินค้าการเกษตรได้เท่าไร แล้วมาจ่ายที่ร้านคาราโอเกะและรีสอร์ทเท่าใด
- ฯลฯ
นี่คือตัวชี้วัดอะไรบ้างหรือเปล่าสำหรับสังคมเราทุกวันนี้
นี่คือการเติบโตที่พึงประสงค์หรือ
นี่คือเศรษฐกิจพอเพียงหรือ
นี่คือความเป็นอิสรเสรีของสังคมไทยใช่ไหม ใครจะทำอะไรก็ได้
นี่คืออิสรเสรีควรได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือ ในกรณีไปกู้เงินแบงก์มา
นี่คือส่วนหนึ่งของการเติบโตของ GDP หรือเปล่า
และนี่คือความจริงของสองข้างถนนในชนบทวันนี้
สวัสดีค่ะ
เดี๋ยวนี้ โลกเปลี่ยนไปค่ะ บางทีเราตามไม่ค่อยทัน
ลองดูที่นี่ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/goodliving/95095
หนิงก็เห็นค่ะพี่บู๊ท ทุ่งนาที่ไม่ไกลจากเมืองมากนัก ทุกๆเส้นทางที่ออกจากเมืองทุกด้านเลยค่ะ จะมีที่พักชั่วคราวขึ้นหมดเลยค่ะ
เคยคุยกันเล่นๆกับอาจารย์ท่านนึง ตอนนั่งรถไปราชการด้วยกัน อาจารย์(ผู้ชาย)ท่านบอกว่า " ก็สังเกตดูสิตอนนี้ ป่าละเมาะที่เคยใช้เป็นที่พรอดรักกันของหนุ่มสาวแบบสมัยก่อน หายไปหมดแล้ว เลยกลายเป็นบังกะโลซะหมดไง "
สวัสดีครับ sasinanda
เดี๋ยวจะตามไปดูครับ
สวัสดีครับ ป๋าขจิต เอ้ย..น้องขจิต อิ อิ
จริง จริง โตแบบควบคุมไม่ได้นี่อันตรายจริงๆ
พี่เข็นครกขึ้นไป 1 เมตร มันไหลลงมา 10 เมตร ฮ้า ฮ้า..เอากะมันซิ
สวัสดีน้องDSS "work with disability" ( หนิง )
อื่อ..ใช่อย่างที่น้องหนิงว่า เห็นเพื่อนๆแซวกันเล่นว่า เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในประเทศไทยคือ มหาสารคาม เพราะมีรีสอร์ทมากที่สุด
ว่างๆพี่จะไปนับดูว่ามีเท่าไหร่
หรือใครทำวิจัยเรื่องนี้ที..ท่านอาจารย์ทั้งหลายสนใจไหมล่ะครับ
ทั้งในแง่ เศรษฐกิจ
แง่ศีลธรรม จริยธรรม
แง่การลงทุน การสนับสนุนการลงทุน
แง่การควบคุม ฯลฯ
น่าทำทั้งนั้นแล้วส่งให้หน่วยงานศึกษาความเหมาะสมหน่อย
น่าตกใจมากครับ.... ผมรู้ว่าสักวันเรื่องอย่างนี้ต้องมาถึง แต่ไม่คิดว่ารวดเร็วอย่างนี้ครับ ผมยังนึกว่าสิ่งเหล่านี้จะมีอยู่แค่ในตัวเมืองขนาด กลาง-ใหญ่เท่านั้นซะอีก
ผมคิดว่าสื่อที่มีอิทธิพลกับผุ้คนมากที่สุดน่าจะเป็นสื่อ TV ที่เป็นทั้งตัวกระตุ้นความฟุ้งเฟ้อ ปลูกฝังค่านิยมที่ไม่ดีได้ หรือ ปลูกฝังความพอเพียง ค่านิยมที่ดีๆได้ด้วย ครับ
มีข้อสังเกตอีกนะคะ
สวัสดีครับคุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>พอดีผมรีบเขียนบันทึกนี้ไปหน่อย ยังมีที่น่าตกใจมากกว่านี้ เพราะนี่คือตามถนนสายใหญ่ สายหลัก</p><p>แต่ในป่า เขาอย่างดงหลวงที่ผมทำงานอยู่ก็มีร้าน คาราโอเกะครับ มันบุกทะลุทะลวงน่าดูเลย</p><p>ที่น่าสนใจประเด็นคือ ทำไมเมื่อคนเราอยากจะประกอบธุรกิจ จึงคิดถึงธุรกิจนี้ และหากจะทำธุรกิจนี้ แสดงว่าเขาไม่คำนึงถึงผลอะไรที่มันจะเกิดเลยหรือ เอาแต่ว่า “น่าที่จะทำเงินได้ ก็พอแล้ว” หลักควบคุมทางจิตใจสาธารณะ มันหายไปไหนหมด </p><p>หากเอ่ยปาก ถามก็คงได้คำตอบว่า นี่เป็นอาชีพอิสระ เขามีสิทธิที่จะทำ ส่วนใครมาใช้บริการแล้วเสียหายก็เป็นเรื่องคนนั้นเอง ไม่ใช่เจ้าของร้าน….อะไรทำนองนี้</p><p>น่ากลัวครับระบบธุรกิจเสรีประชาธิปไตยนี่น่ากลัวมาก มันบุกเข้าไปในป่า ที่ชาวบ้านยังไม่ทันตั้งตัวเลย เด็กวัยรุ่นจะไปไหนเล่า เข้าก็ต้องมีเงิน จะเอาเงินมาจากไหน กินเหล้าเข้าปาก ทุกอย่างก็ตามมา และล้วนเป็นสิ่งไม่ดีไม่งามทั้งสิ้น</p><p>นี่แหละที่ผมแอบใช้คำว่า “สำลักระบอบเสรีประชาธิปไตย” แล้วคนกลุ่มนี้ก็รู้ว่าหากจะอยู่รอดธุรกิจนี้ได้ ควรจะทำอย่างไร “ก็คบกับนายอำนาจไงครับ” รับรองอยู่รอดปลอดภัย ใครก็ไม่กล้ามาทำอะไร</p><p>ลองหลับตาคิดว่าเด็กชนบทที่ไม่มีหลักยึด อะไรจะตามมาในอนาคต เราคิดมาไปไหมครับเนี่ยะ</p>
พวกนี้ธุรกิจแฝงทั้งนั้นแหละค่ะพี่ แล้วเขาก็คบกับนายอำนาจจริงๆด้วยค่ะ เฮ้อ…
อื่อ น่าสนใจน้องหนิง
ใช่ส่วนใหญ่คงใช้ทุนไม่มาก และไม่ต้องการบริการหรูหราเหมือนสังคมเมือง
อาจจะมีน้อยแห่ง เช่นที่ บัวขาว หรูพอสมควรดีเดียว มีกำแพงกั้น ได้ข่าวว่าเจ้าของเป็นคนขอนแก่นไปลงทุนที่นั่น
ที่ขอนแก่นเองมี่เคยมีส่วนรับรู้ ผู้ดีมีเงินคนหนึ่ง รวยแต่ไม่เอาเงินกระเป๋าตัวเองลงทุน ไปกู้เงินแบงก์มาทำโมเต็ล แบลก์มาประเมินแล้วอนุมัติในราคา 10 ล้าน เขาบอกว่า ธุรกิจนี้คืนทุนเร็ว ไม่ห่างจากบ้านพี่เท่าใดนัก แสดงว่ามีคนไปใช้บริการมากจริงๆ
ข้อมูลน้องหนิงน่าสนใจครับ
เห็นด้วยครับ น่าเป็นห่วงจริงๆ
แต่ผมมองว่า ธุระกิจมันเกิดจากความต้องการของคน ถ้าความต้องการเกิดมากพอ ก็ทำธุระกิจมาสนองครับ
ผมจึงเห็นว่าน่าจะแก้ที่ต้นเหตุคือความต้องการ ที่เกินความพอดี เกินงาม ต้องเร่งปลูกฝังค่านิยมที่ถูก ที่ควร ให้กับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะเด็กๆ พวกโตๆแล้วอย่าไปหวังครับอาจสายไปแล้ว
เด็กๆ ให้เวลากับ TV เหมือนครูคนที่ 4 รองจาก พ่อ แม่ และ ครูที่โรงเรียน ซึมซับค่านิยมต่างๆเข้ามา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วเค้าก็จะโตขึ้นพร้อมกับค่านิยมที่ไม่ดีจนเป็นเรื่องปกติ สำหรับ คาราโอเกะ ในกรุงเทพ ทำเป็นตู้ๆ ขนาด 2 x 2เมตร ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเต็มไปหมด เด็กเลิกเรียนเดี๋ยวนี้ก็มาเดินเล่นห้าง ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนๆได้ มีให้ร้องได้ทั้งวันเลยครับ
เริ่มปลูกฝังค่านิยมวันนี้ เห็นผลอย่างน้อยอีกสิบปี แต่ถ้าไม่เริ่มเลยสังคมก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ
น้องหนิง
พี่ไม่ได้ Post บางรูปมีป้ายเขียนว่าห้าทเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้า ดูรับผิดชอบดี แต่เราก็ไม่เคยไปนั่งสังเกตนะว่าจริงหรือเปล่าที่เด็กบ้านนอกอายุต่ำกว่า 20 ไม่เข้า คนแก่อายุ 50 ที่ไหนจะไปแหกปากร้องเพลง คาราโอเกะ แบบนั้น ก็มีแต่วัยรุ่นทั้งน้นแหละ
หรือมีจริงๆก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยเข้าไปสักกะครั้งหนึ่ง
ที่สงขลา ก็มีเยอะค่ะแต่ไม่ได้สังเกตว่าอยู่ใกล้กับคาราโอเกะ หรือเปล่า…พรุ่งนี้จะขออนุญาต samee ไปสังเกตค่ะ…
ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าจะเยอะอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นคาราโอเกะ และรีสอร์ท หรือเป็นเพราะคนทำตามกันค่ะเห็นร้านนั้นทำคนเยอะ ทำมั่ง เป็นกระแสใหม่หรือเปล่าหรือเป็นเพราะคนไปเที่ยวทางอีสานเยอะค่ะ เลยมีรีสอร์ทเยอะ
คุณ join_to_know ครับ
ผมเห็นด้วยครับว่าเราต้องแก้ไขหลายด้าน รวมทั้งผู้ไปใช้บริการนี้ด้วย ถามว่าระบบสังคม ชุมชนของเราปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันด้านนี้หรือไม่ ผมมองดูแล้ว นอกจากพ่อแม่จะพูดจา ให้คิดให้เป็นคนดีนั้นหายากแล้วนะ หนึ่ง ลูกไม่ค่อยเชื่อพ่อแม่ สอง เขาไปสนิทกับเพื่อน และพากันไป
ที่ร้านเขาก็วางกับดักไว้แล้วหลายๆอย่าง เช่นเอาผู้หญิงใจถึงมาบริการ บริการลดแลกแจกแถม และคนไทยกินไม่เมาไม่เลิก แต่ละคนอวดเป้นนัดดื่มคอทองแดงกันทั้งน้านนน
คนกรุงมีการพัฒนาคาราโอเกะไปมากแล้ว เป็นตู้อย่างกล่าว ความจริงการร้องเพลงเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ และคือร้องเอง เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาชอบใช้เหมือนกัน แต่ที่ไม่ดีเพราะมันแฝงอะไรอยู่หลังไมค์
สวัสดีครับคุณ เมตตา
ลองเอามาเล่าให้ฟังหน่อยนะครับ
น้องราณีครับ
พี่ว่าเป็นเพราะมีคนไปใช้บริการมาก จึงเพิ่มจำนวนขึ้น ใครๆก็อยากลงทุน มองในแง่ธุรกิจนะ คนจำนวนมากเหมือนกันที่ชอบดื่มและเที่ยว สิ่งเหล่านี้ตอบสนองคนประเภทนั้น
ส่วนมากคนดื่มจะมีพรรพคพวก เอาไว้คุยกันสนุกๆครับ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
นอกจากที่กัลยาณมิตรทุกท่านกล่าวมาแล้ว..เบิร์ดนึกถึงการผิด.. " ศีลข้อ 3 " ขึ้นมาในหัวเลยล่ะค่ะ..แล้วก็นึกต่อว่า " สังคมไทย..ง่ายกันขนาดนี้แล้วหรือ "
ยังส่ง file ไม่ได้เลยค่ะ..กำลังคิดว่าจะซอยย่อยให้เป็น frame ๆ ดีมั้ยเนี่ย..ช่างชวนมะโหซะจริงๆ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณ
บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
สงสัยว่าการลงทุนร้านคาราโอเกะกับรีสอร์ทที่ว่านี้คงลงทุนได้ง่าย รีสอร์ทก็คงไม่ใช่ใหญ่โตมาก อาจเป็นบังกะโลว์หลังเล็กๆ ดูแลโดยครอบครัว ส่วนคาราโอเกะก็คงลงทุนไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เป็นเพิงชั่วคราว เรื่องลิขสิทธิ์เพลงคงไม่ต้องพูดถึง
การควบคุม ถ้ามี ก็คงไม่เป็นเช่นนี้ ร้านค้าพวกนี้ไม่น่าจะจดทะเบียน
ที่สำคัญก็คือ ถ้ามีร้านแบบนี้เป็นจำนวนมาก แสดงว่าต้องมี demand ไม่งั้นคงเปิดนั่งตบยุงไม่ได้ การที่มีร้านพวกนี้มากๆ ก็เป็นตัวบ่งชี้สภาวะสังคมและจิตใจคนเสื่อมโทรมเช่นกัน เพราะสิ่งที่ประกอบกับร้านเหล่านี้ นอกจากเหล้าแล้วก็คงอาจเป็นสาวๆ.. แล้วก็บ่งชี้ถึงสภาวะอ่อนแอของครอบครัวด้วย เพราะแทนที่จะใช้เวลาอยู่ที่บ้านหลังเลิกงาน มีคนบางส่วนออกมาอยู่ตามร้านพวกนี้ ใช้เงินที่หามาทั้งวันหมดไป...
พูดถึงว่าทำไมสี่แยกเดียวกันถึงมีจำนวนร้านมาก.. ดิฉันว่าเป็นเรื่องแปลกในวิธีคิดค่ะ ก็เคยเห็นเหมือนกันที่ตามข้างทางหลวงจะมีขายของพื้นเมือง แต่ปรากฎว่า ทุกร้านในระยะ 1-2 กม.ที่ขับผ่านไป จะขายของเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่าง หรือแม้แต่ที่ตลาดข้างทางที่ขายของฝาก ก็จะเป็นของเหมือนกันหมด... ไม่เข้าใจ ทำไมมาแย่งกันขาย product ตัวเดียวกันในที่เดียวกัน ไม่มีความแตกต่างของสินค้าเลย...คงเป็นแนวคิดทางการตลาดทั่วไปว่าถ้าอยากซื้อ.....ต้องไปที่..... เพราะไปรวมอยู่ตรงนั้นหมด... ประมาณนั้นมังคะ..
เขียนแล้วบานปลายค่ะ ; ) แค่นี้ก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะสำหรับประเด็นดีๆ แบบนี้ กระตุ้นความคิดดีค่ะ...