"ระบบการเรียน fammed"

     หลังจากผมได้เป็นแพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ครอบครัว(fammed)ได้พบเพื่อนที่มีความสนใจเดียวกันก็รู้สึกดีขึ้นระบบการเรียนของแพทย์ประจำบ้านปี1 จะต้องไป workshop 1 เดือนมีการรวมแพทย์(fammed) ทั่วประเทศ มีการบรรยายที่มีประโยชน์กับแนวคิดพื้นฐานงาน primary care มีผู้มีประสบการณ์ด้านนี้มาเล่าเรื่องราวการทำงานให้ฟังได้ไปดูงานในที่ๆเริ่มสร้างระบบ primary care ที่ดีในบริบทเมืองไทยและที่สำคัญได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นการเติมไฟในการเรียนรู้ให้มากขึ้น workshop จะมีปีละ 1-2 ครั้ง          

           พอกลับมาที่ภาควิชาต้องไปขึ้น ward ต่างๆ ก็เริ่มที่จะอึดอัดได้เดินตามแพทย์ประจำบ้าน/อาจารย์ของภาควิชาอื่นๆถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีหรือถ้าเขามีมนุษย์สัมพันธ์ดีเราก็จะมีความสุขแต่ถ้าเขามี attitude ที่ไม่ดีกับ fammed เราก็จะกดดัน หลายครั้งถูกถามว่ามาเรียน fammed ได้อะไร(ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ)ทุกวันศุกร์เราจะกลับมารวมกันที่ภาค fammed เล่าความทุกข์ของกันและกันเป็นช่วงเวลาที่ดีในตอนนั้น ช่วงบ่ายจะมี conference ที่เตรียมกันเองมีอาจารย์เข้าฟัง พยายามเตรียมหัวข้อที่เป็นการมองปัญหาแบบ fammed แต่ก็ยังขาดประสบการณ์ อาจารย์ก็ไม่ได้ทำให้เรากระจ่างนัก         

         พอขึ้นปี 2 เริ่มวิจัย ผมทำหัวข้อเรื่อง diabetic education เปรียบเทียบกระบวนการกลุ่ม/การบรรยายได้เรียนรู้ระเบียบวิธีวิจัย+ได้เรียนรู้การทำโครงการ+ได้เรียนรู้การติดต่อราชการ(ผมไปทำที่รพ. เทศบาล+ขอทุน สสส.) เป็นช่วงที่เหนื่อยมาก(แต่เกิดผลที่คุ้มค่าในเวลาต่อมา)  

         ช่วงปี 3 เป็นปีสุดท้ายที่สำคัญ มีโอกาส elective 6 เดือน(เป็น elective จริงๆจะไปไหนก็ได้ ไม่ใช่ selective นะ HA HA) ผมไป fammed รามา พบอาจารย์สายพิณสัมผัสระบบที่เป็น fammed academic จริงๆ มีความเป็นตัวตนของ fammed ที่ชัดเจนที่สุดใน 3 ปีที่ผมเรียนมา หลังจากนั้นผมไป family therapy ที่รพ.จุฬาแผนกจิตเวชเด็ก ได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์หลายท่านโดยเฉพาะอาจารย์อุมาพรได้ให้มุมมองการเข้าใจปัญหาครอบครัวในบทบาทของแพทย์ทั่วไป/อาจารย์อำพลได้ให้มุมมองจิตวิทยาเชิงพุทธ

          ในช่วง 3 ปีของการเรียนผมถามตัวเองเสมอว่าเรียนแล้วจะเอาไปใช้ที่แม่สอดอย่างไร จะสร้างงาน primary care อย่างไร "ความรู้สึกของผมต่อการมาเรียน fammed คือผมคิดถูกแล้ว"

วิเคราะห์ข้อดี/ข้อด้อยของ family medicine training ในขณะนั้น(2546-2548)

1.การมี workshop รวมทั้งประเทศดีมากเพราะจะทำให้หมอ fammed รู้จักกันและเกิดเครือข่ายเวชศาสตร์ครอบครัวในอนาคต(สามัคคีคือพลัง)

2.การที่ fammed เน้นวิจัยเป็นสิ่งที่สำคัญถึงแม้แพทย์ประจำบ้านจะไม่ชอบแต่เกิดประโยชน์ใหญ่หลวงกับ fammed เป็นบาทฐานแห่งการพัฒนาองค์ความรู้ของ fammed ในบริบทไทย (แบบที่ไปเรียนเมืองนอกก็ไม่ได้องค์ความรู้นี้)

3.ระบบ trainning ที่ฝากกับภาควิชาอื่นมีสัดส่วนที่มากเกินไปโดยเฉพาะภาควิชาที่เฉพาะทางมากๆ (นัยหนึ่งแสดงถึงความไม่เข้มแข็งของระบบ trainning ใน fammed เอง)และขาดการชี้นำจากอาจารย์ fammed ว่าในบทบาทแพทย์ primary care ควรมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับ tertiary care

4.ยังมีความต่างกันอย่างมากในมาตรฐานการ training ในแต่ละสถาบัน core cirriculum ดูจะไม่ชัดเจน ถ้าจะเสนอความเห็น ผมอยากให้อาจารย์ fammed แต่ละที่มาทำ KM ดูว่าใครมีจุดเด่นเรื่องใด แล้วพัฒนากันไปพร้อมๆกัน (เพราะไม่ว่าจะเป็นน้องสถาบันไหนก็เป็นคนที่รัก fammed เหมือนกัน)ก็จะเกิดผลิตผลที่ดีจริงๆฐานการ training ควรอยู่ใน primary care อย่างน้อย 40%ของเวลา training (ตอนนี้ประมาณ20%)

5.free elective ดีมากอาจจะจัด pool ที่น่าสนใจว่าไปที่ไหนได้บ้าง+อาจารย์ต้องติดตามผล elective

       สุดท้ายนี้ขออภัยอาจารย์ที่สอน fammed ถ้าผมวิพากษ์วิจารณ์ตรงเกินไปแต่ก็ทำไปเพราะหวังดีครับ