ปัญหาส่วนใหญ่ในขณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ขาดความรู้” หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่รู้กันดี หากแต่ว่าไม่มีการปฏิบัติ ไม่ได้ทำ ทำไม่ได้ implement ไม่ออก บางก็ว่าเป็นเพราะขาดenforcement บางก็ว่าเป็นเพราะขาดcommitment ขาด motivation
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ประเด็นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนตอนที่ทำงานส่งเสริมเรื่อง KM ใหม่ๆ ผมเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราจึงต้องหาวิธีให้เขาได้แลกได้รับองค์ความรู้นั้นๆ แต่ครั้นทำไปทำไป ผมยิ่งเห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่นั้นมีความรู้อยู่แล้ว ปัญหาอยู่แต่ที่ว่าไม่ได้ลงมือทำ</p> คำพูดที่ผมใช้เป็นประจำในช่วงนี้ก็คือ“ถ้ารู้ แต่ทำไม่ได้ (หรือไม่ได้ทำ) ก็คือ ไม่รู้ ถ้าไม่รู้ แต่ทำได้ ก็คือรู้” หากเข้าใจได้เช่นนี้ ตัวชี้วัดเรื่อง KM ที่ตรงที่สุด ก็คือการดูว่า “ทำได้ หรือ ได้ทำหรือเปล่า?” ไม่ใช่ไปวัดว่า“รู้หรือไม่รู้อะไร?”พูดไปพูดไปทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ ดร.วรภัทร์ ที่มักย้ำเสมอในเรื่องการประเมินว่า “ต้องดูที่พฤติกรรม” ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เทคนิคอย่าง Outcome Mapping เน้นย้ำว่าให้ดูที่ “Behavior Change” เช่นกัน
เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่งครับ
การไม่ได้ลงมือทำของคนทั่วไป อาจไม่เพียงแค่ไม่รู้ หรือรู้ แต่ไม่มีแรงจูงใจหรือไม่อยากริเริ่มที่จะทำด้วยครับ
ทำไม่ได้เพราะ ไม่เคยทำ ทำไม่ได้เพราะไม่รู้ หรือ ทำไม่ได้เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน -_-"
-ความรู้ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางทุกคนรู้ว่าจะเดินอย่างไร-หากจุกหมายไม่เคยถูกกำหนด-ก้าวแรกจึงไม่เกิด-เราจึงเดินวนตรงที่เดิมซ้ำเหมือนว่าจะเหน็จเหนื่อยกับชีวิตไปวันๆเท่านั้นเอง-วกวนกับการงาน กับหน้าที่ที่คนอื่นกำหนดให้-ไม่มีใครสอนให้เราตัดสินใจ-มีแต่คนสอนเดิน-เราจึงรู้เหมือนไม่รู้- เหมือนมีตาหามีแววไม่ -_-"
เคยฟังอาจารย์บรรยายแล้ว ประทับใจ....
ชัดเจนและโดนใจครับ
ปัจจุบันเขาทำกันอย่างไรไม่ทราบได้ ตรวจสอบ ประเมินกันแล้ว ผู้ที่เข้าแถวรับผลประโยชน์จากเงินภาษีชาวบ้าน กลับกลายเป็นคนรู้ประเภท ความรู้ท่วมหัว แต่ทำตัวเหนือการปฏิบัติ อยู่ทั่วไป
คน รู้จริง แบบ ทำได้ + ได้ทำ ถูกซ่อนไว้ตามซอกหลืบขององค์กร และ สังคมอย่างน่าเสียดาย ผมยืนยันว่าคนกลุ่มหลังนั้นมีมาก และล้มหายตายจากไปโดยไม่ค่อยมีใครได้เหลียวแล เพราะไปหลงติด มาตรฐานความรู้แบบเปลือกๆ แบบกะพี้ จน ตาในบอด มองไม่เห็นคุณค่าของความรู้แท้อย่างที่อาจารย์พูดถึงครับ
ที่สำคัญ CKO ควรจัดเวทีแห่งการเรียนรู้ให้กับ Process Owner เพื่อให้เขาได้ เรียนจริง+ทำจริง ควบคู่ขนานกันไป ดังคำคมชวนคิดที่ว่า
"เราไม่ควรเรียนเรื่องที่...จะเรียน
แต่เราจะเรียนเรื่องที่...ควรเรียน"
"การเรียนรู้ เกิดขึ้นได้ทุกที่ และทุกเมื่อ
ทุกคนเป็นครู ทุกที่เป็นห้องเรียน"
ขอบคุณครับ
นั่นสิค่ะ คงต้องวัดที่ผลของงานจริงๆค่ะ
สวัสดีค่ะ
แต่บางคน ไม่รู้ แต่ทำเป็นว่ารู้ดี พอเขาจะให้ทำจริงๆและทำไม่ได้ ยิ่งแย่ใหญ่นะคะ
คนเราไม่ใครรู้อะไรดีไปหมดหรอก ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมกันทั้งนั้น การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้นนะคะ
การจะทำหรือไม่ทำยังมีขบวนการเปลี่ยนพฤติกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ จะมีปัจจัยอีกหลายอย่างซึ่งมักจะชี้ไปที่ผู้บริหารอีกค่ะว่าต้องมาดำเนินการให้เกิดขึ้น
ผมเห็นด้วยครับ
มีสิ่งที่น่าสังเกตุจากตัวเองในอดีตที่ผ่านมา พิสูจน์ได้ว่า เราจะไม่ได้ทำในสิ่งที่แม้จะตั้งใจ แต่ถ้าไม่ได้จดบันทึกไว้ เพื่อต่อยอดต่อไปเรื่อยๆ ก็จะทำไม่สำเร็จเป็นส่วนใหญ่ครับ
ปัจจุบัน ผมจะใช้ Notebook Computer ในการทำบันทึกย่อ บริหารจัดการกับตัวเองทันที แล้วเก็บไว้หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีการ Alert ทุกวัน เพื่อผลักดันไปสู่เป้าหมายครับ
7 May 07
คนที่รู้แต่มิอาจทำได้ เนื่องจากเวลาไม่เอื้อ การสร้างกระบวนการคิดมันไม่เกิดอาจจะเกิดมาจากหน้าที่การงานที่เพียงแค่ทำตามหน้าที่ไปวัน ๆ หน้าที่ได้รับไม่สร้างสรรค์ หัวหน้าไม่สนับสนุนให้แสดงความคิด ถึงแสดงออกก็ไม่มีน้ำหนักในสายตา งานที่ทำก็มีอำนาจที่เป็นแบบข้าราชการแอบแฝง / ระบบศักดินา ผู้น้อยมีหน้าที่เพียงแค่ทำหน้าที่โดยการรับคำสั่งแต่เพียงอย่างเดียว ทำงานให้เสร็จตามคำสั่ง ทำให้ไม่มีประสบการณ์ แค่ทำงานก็หมดวัน คนที่เป็นเพียงผู้น้อยที่ทำแต่เอกสาร พิมพ์งานร่างรายงานต่าง ๆ การที่มีหัวหน้าที่ละเอียด เข้มงวดมากเกิน โดยไม่ให้ลูกน้อยทำผิด เลย ทำให้ผู้น้อยไม่เคยเจอเหตุการณ์ผิดพลาดที่เป็น Case Study ที่หลากหลาย ผู้น้อยที่อยู่ภายใต้หัวหน้าแบบนี้ จะไม่มีโอกาสรุ่งได้หรือเป็นผู้นำได้ครับ
ขออนุญาตครับอาจารย์ แบบบล็อกใหม่นี้ ขาดกลิ่นไอของ “ความเรียบง่าย” ครับอาจารย์ ผมรู้สึกได้ถึงความว้าวุ่นครับ…สิ่งที่อาจารย์ต้องการจะสื่อ อยู่เกินภูมิปัญญาผมจะเข้าใจ ก็โปรดอภัยด้วยครับ
ด้วยความเคารพจากใจจริง
ขอเข้าเรื่องประเด็นที่อาจารย์นำเสนอครับ
เรื่องนี้อาจสอดคล้องกับเรื่อง “คนองค์รวม” ที่เสนอโดยนักวิชาการและนักปฏิบัติการท่านหนึ่ง แนวคิดคนองค์รวมที่ท่านได้คิดค้นและนำไปใช้กับตนเองและฝึกปฏิบัติผู้ที่เข้าอบรมกับท่านประกอบด้วย
๑. จิตวิญญาณ
๒. ปัญญา
๓. วินัย
๔. ไฟในตัว
ท่านอธิบายว่า จิตวิญญาณจะเป็นตัวกำหนดให้คนเดินไปสู่จดหมายปลายทาง ปัญญาจะทำให้เขาเห็นจุดหมายปลายทาง วินัยจะเป็นตัวทำให้เขาลงมือปฏิบัติเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง และ ไฟในตัว จะเป็นตัวทำให้เขาไม่ย่อท้อในการเดินไปสู่จุดหมายปลายทาง
ผมศึกษางานของปราชญ์ท่านนี้หนึ่งรอบแล้ว กำลังทำให้เจิรญงอกงามในตัวเองอยู่ครับ
ไม่น่าเชื่อว่า “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่เราต้องอาศัยคำแนะนำในการปฏิบัติพทุธศาสนาจากชาวคริสต์” ต้องขอบคุณในความเอื้อเฟื้อของท่านผู้รู้ท่านนั้น
นับว่าเรายังโชคดีที่มีอาจารย์นำเสนองานดี ๆ มาให้เราได้อ่านเสมอ ๆ ในงาน “เชาว์ปัญญา” ทำให้เนื้อเยื่อที่หุ้ม “ต่อมไพนีล” ของผมเริ่มบางลง ๆ ต้องขอบคุณท่านอาจารย์อีกครั้ง
สวัสดีครับทุกๆ ท่านทั้งที่อ่านเฉยๆ และท่านที่กรุณาต่อยอดหมุนเกลียวความรู้ให้ฟูยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ผมต้องขอโทษอาจารย์ beeman ด้วยครับที่ไม่ได้ตอบคำถาม เพราะวันนั้นที่กรมส่งเสริมฯ เป็นการบรรยายครับไม่ได้ทำกระบวนการอะไร
ความแตกต่างในความเหมือน
ความสอดคล้องแต่ขัดแย้ง
การศึกษาที่เรากำลังศึกษาในปัจจุบัน มันก็เหมือน รู้แต่ไม่ได้ทำ คือไม่รู้
แต่ในการดำเนินชีวิตของเรา มันก็เหมือน ไม่รู้แต่ได้ทำ คือรู้ แต่ไม่รู้ว่าเรารู้
แล้ว เรา รู้หรือเปล่าว่า รู้ หรือว่า ไม่รู้
การที่จะรู้ว่าเขาทำหรือไม่ได้ทำเป็นการวัด กระบวนการ…แต่เป้าหมายใหญ่ของการจัดการความรู้ที่แท้จริงคือ การนำความรู้ที่ได้ใหม่…ไปจัดการให้เกิดผล….นั่นแหละสำคัญยิ่ง….ซึ่งเรามักจะลืมติดตามค่ะ…เพราะบางคนหมดแรงข้าวต้มไปกับกระบวนการซะแล้ว….ขอบคุณสำหรับความรู้ที่จุดประกายในบันทึกค่ะ
ไม่รู้ไม่ชี้ดี รู้แล้วชี้ดีกว่าไม่รู้แล้วชี้มันน่าจะแย่ แต่ที่แย่มากกว่าคือรู้แล้วไม่ชี้ พอจะนำมาใช้กับความคิดนอกกรอบได้ดีทีเดียว อันว่านักวิชาการส่วนใหญ่ถูกตีกรอบมาตลอด พอออกนอกกรอบก็งงทำอะไรก็กลัวไปหมด เพราะไม่กล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ทั้งๆที่ความผิดพลาดทำให้เรียนรู้มากกว่าความไม่ผิดพลาดเสียด้วยซ้ำ ยิ่งสูงยิ่งหนาวกลัวความเป็นจริงของธรรมาติ เหมือนคนอยู่ในที่มืดไม่เห็นอะไรเลยก็กลัวไปเสียหมด พอมีแสงสว่างก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ไม่ลองเดินดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเดินเป็น
เห็นด้วยครับว่า "ไม่รู้ไม่ชี้" ดีกว่า "ไม่รู้แล้วดันไปชี้" ส่วนพวกที่ "รู้แล้วชอบชี้ ชอบสั่ง" บางทีอาจจะสู้พวกที่ "รู้แต่ไม่ชี้" ไม่ได้ หรือใครเห็นว่าเป็นอย่างไรครับ???
ส่วนพวกที่ไม่รู้แล้วดันไปชี้นี่ก็สาหัสสำหรับเรามากๆ ซึ่งโดยมากมักเป็นระดับหัวหน้าของเรา...(นี่แหละจึงยาก)แต่บางท่านที่เราสามารถเข้าถึงได้ ก็สบายค่ะ ทำให้ท่านรู้ได้ไม่ยาก แถมยังช่วยสนับสนุนเราได้ดีทีเดียวค่ะ