"Transforming Life, Transforming Business" from Harvard Business School
 จาก ความเดิมในคราวที่แล้วที่ปิดท้ายด้วย...ความแตกต่างในเรื่องของ "การศึกษา" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "Scientific Literacy" นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องของความมั่งคั่ง

 คราวนี้มาลองมองย้อนดูอีกที <p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 14.2pt 42.55pt 2.0cm 99.25pt" class="MsoNormal">เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เม็กซิโก ผลิตสินค้าได้เป็น 2 เท่าของไต้หวัน  แต่ในปี 1974 ไต้หวันทุ่มเทให้กับเรื่องของการศึกษามาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย จึงก่อให้เกิดการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม  ขึ้นมาทั้งในเรื่องของ Computer และ Chip และวันนี้ไต้หวันผลิตสินค้าได้เป็น 4 เท่าของเม็กซิโก เป็นผลให้ Hourly Wage สูงกว่า Maxico กว่า 2 เท่า</p><p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 14.2pt 42.55pt 2.0cm 99.25pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 14.2pt 42.55pt 2.0cm 99.25pt" class="MsoNormal">World Economy ทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมจากภาคการเกษตรมุ่งสู่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของ Knowledge Economy</p>

เหตุที่เป็นเช่นนี้  เนื่องจากนักพัฒนาในประเทศใหญ่ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก  มี "ตรรกะความคิด" ที่มุ่งแต่จะนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างไร  ->  แล้วสะสมทุน  ->   ให้การศึกษาแก่ประชากร     ซึ่งเป็น Logic ที่ผิด  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 14.2pt 42.55pt 2.0cm" class="MsoNormal">ในยุค Global Economy เราควรมุ่งให้การศึกษาแก่ประชากรมากกว่า -> การมุ่งจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร</p>

 

ตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ถูกแยกตัวเป็นประเทศอิสระในปี 1965 และแทบจะไม่มีอะไรเลย แต่ภายในการนำของ ลี กวน ยู  เขาเริ่มต้นเน้นเรื่องการให้การศึกษา  การปฏิรูปรัฐบาล  เพื่อเปิดประเทศรับความรู้  และให้พลเมือง   มุ่งมั่นเรื่องการทำงาน จนในปี 1999 สิงคโปร์ซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษแต่กลับมี Per Capita สูงกว่าประเทศอังกฤษ 2% แล้ว .... (ยังมีต่อ)

 (บันทึกนี้ - - ได้จากการสังเคราะห์บทความของ Director of the Life Sciences Project at HarvardBusinessSchool ที่มีชื่อว่า Juan Enriquez)

 

</font></font></span></span></span>