..ท่ามกลางฟ้าครึ้มบ่ายวันนี้ เราส่งอาคันตุกะต่างแดนไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินอยู่ห่างจากบ้านประมาณ10กม. ประจวบกับต้องไปรับอาจารย์2ท่านที่มากับเที่ยวบินนี้ ดร.ประเสริฐ จริยานุกูล ดร.ไพรัช สู่แสนสุข ท่านเป็นกรรมการดูแลวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ศักดิ์พงศ์ หอมหวน เรื่องการจัดการความรู้ท้องถิ่นเพี่อเสริมสร้างวิถีการเรียนรู้ที่เข้มแข็งในสถานศึกษาและชุมชน:กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคามเป็นวิทยานิพนธ์เสนอต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในการศึกษาตามหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
จากรายงานผลการวิจัย เรื่องผลกระทบโลกาภิวัตน์ต่อการจัดการศึกษาไทย ใน5 ปีข้างหน้า ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวไว้ว่า.. ยังพบว่ามีผู้เรียนจำนวนมากเรียนเพื่อทำข้อสอบให้ผ่านหรือเพื่อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาให้ได้ มากกว่าเรียนเพื่อรู้และเข้าใจ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากระบบการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งให้ผู้เรียนท่องจำและสอบผ่าน ส่งผลให้การปลูกฝังการรักการเรียนรู้อาจไม่สำเร็จเท่าที่ควร..
ถ้าพิจารณาจากรายงานผลการวิจัยดังกล่าว จะเห็นผลลัพธ์ที่ตกทอดไปถึงการศึกษาระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ดร.ประเสริฐ เล่าว่า“ลูกศิษย์ผมหลายคน ยังหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ไม่ได้เลย” แสดงว่าเรียนมาแทบตายนั่นไม่ได้เกิดความบันดาลใจที่ตนเองอยากจะรู้เรื่องอะไร อยากจะทำการค้นคว้าสิ่งใดเป็นพิเศษ ระหว่างทางศึกษาก็เอาแต่ยึดตามตำราทุกอย่าง ไม่เคยคิดเอง ตัดสินใจเอง ตำราว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น ครั้นเมื่อต้องมาคิดเองตัดสินใจเอง จึงดูเป็นเรื่องยุ่งยากที่สุดของชีวิต ทั้งลูกศิษย์และพระอาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยงอมพระรามไปด้วยกัน
ในกรณีของอาจารย์ศักดิ์พงศ์ หอมหวน ค่อยยังชั่วหน่อย ตั้งแต่ลงเครื่องมา สักพักก็คุยเรื่องการบ้าน พักทานข้าวเย็นเสร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาได้ตรวจการดำเนินการวิทยานิพนธ์ต่อ พบว่าตลอดระยะเวลา3ปีที่ทำวิทยานิพนธ์ นักศึกษาได้ทุ่มเทความเหนื่อยยาก เพื่อที่จะค้นหาคำตอบเรื่องการเรียนรู้-ของเด็ก -ครู -และชุมชน จัดให้ทุกคนเป็นเจ้าภาพร่วมกันค้นหาความรู้ในป่าใหญ่โคกจิก ด้วยอานุภาพของความอยากรู้ ปรากฏการที่เกิดขึ้นระหว่างแสวงหาความรู้จึงเกิดขึ้นมากมาย มีเรื่องเด็ดๆมาใส่ลงในสาระการเรียนรู้ นำมาเขียนเป็นลายแทงความรู้ฉบับทุ่งกุลาร้องไห้ได้อย่างน่าสนใจ
สรุปว่างานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ทำให้ได้กระบวนการที่เป็นเนื้อแท้ของหลักสูตรท้องถิ่น และยังก้าวล่วงไปถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ทางปัญญาให้ใครต่อใครได้มาร่วมเรียนรู้ เป็นที่KM.ธรรมชาติกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิต พันธมิตรวิชาการก็มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง งานนี้เด็กเป็นพระเอก ครูเป็นพระเอก ชาวบ้านเป็นพระเอก แล้วผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์เป็นอะไร คงจะเป็นผู้อำนวยการไปจนกระทั่งบทคุณแจ๋ว เพราะแสดงบทเอื้ออำนวยให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้ผมเกิดคำถามใหม่เช่น
- มีวิทยานิพนธ์กี่ฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมชนบท
- มีวิทยานิพนธ์กี่เรื่องที่ตั้งใจทำเพื่อแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน
- มีวิทยานิพนธ์กี่โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านได้บ้าง
อีตายานุสที่ได้รางวัลระดับโลกนั้นความรู้ที่แก่สร้างขึ้นมาไม่ได้มาจากวิทยานิพนธ์ฉบับใด แกสร้างของแกเองจากการปฏิบัติจริงในชุมชน ทำไปคิดไป ทำไปแก้ไป หาทางพัฒนาขึ้นไป แฮ่ม...ผมไม่ปฏิเสธการเรียนปริญญานะครับ จะตรี โท เอก หรือมากกว่า เอก หรือเอกหลายใบก็ตาม ผมก็ว่าดีมาก แต่เอาความรู้มาใช้ให้ปรากฏระบือลือลั่นหน่อย
ผมไปอ่านร่างวิทยานิพนธ์หลายๆคนแล้วก็ดี ที่เขารวบรวมองค์ความรู้มาไว้ ที่รียกว่า review literature น่ะ ความรู้เยอะแยะเลย ผมก็เลยคิดว่าหาคนรวบรวมเอามาเผยแพร่ให้นักปฏิบัติอย่างเราเรียนรู้เพื่อเอาไปใช้หน่อยจะดีไหม เราเอาแต่ทำ ทำ ไม่ค่อยมีเวลาไปนั่งเปิดวิทยานิพนธ์เป็นพันเป็นหมื่นเล่มในห้องสมุด
ดีใจที่มีคนทำวิทยานิพนธ์ที่ก่อเกิดประโยชน์อย่างกล่าว ครับ
ชื่มชมและให้กำลังใจท่านอาจารย์ศักดิ์พงศ์ ผ่านบันทึกนี้ครับ
งานวิชาการที่หลากหลายที่ทุกคนก็ทำ หมายถึง นักศึกษาที่ทำจบตามเกณฑ์ หากเดินไปตามหอสมุดมหาวิทยาลัย เราพบว่า มันมีมากมาย มหาศาล บางท่านเปิดประเด็นงานได้น่าสนใจ ชื่อเรื่อง หัวข้อ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง
วิทยานิพนธ์ของกระผมเอง ก็ออกจะเข้าข่ายที่ว่า แต่ด้วยเป็นคนในพื้นที่ ผมก็คิดหนักว่าจะทำยังไงให้งานวิทยานิพนธ์ที่ผมทำได้ใช้งานต่อ นอกจากคนอื่นได้อ่านและ review อย่างเดียว ต่อมาได้ทุนวิจัยทำ Action ต่อ ...ก็เป็นทางออกของงานวิชาการในการเรียนในสถาบัน
แต่หาก วิทยานิพนธ์ ที่โลดแล่นในพื้นที่ ทำงาน Action คลุกเคล้ากับวิถีชนบทได้เป็นหนึ่งเดียว และสามารถตอบคำถาม เดินเนื้อเรื่อง เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ ...มีคุณค่ามากครับ
เป็นกำลังใจให้นะคะ ว่าที่ดุษฎีบัณฑิตแห่งทุ่งกุลา ผอ.ศักดิ์พงศ์ หอมหวน ผู้เป็นดร.ของชุมชนจริงๆค่ะ
ก่อนอื่น ขอแสดงความยินดีกับท่าน ผอ. ศักดิ์พงศ์ หอมหวนด้วยค่ะ
ส่วนที่ครูบาตั้งคำถามว่า
เป็นคำถามจ๊าบโดนใจจังค่ะ ..แต่ไม่ได้มาเพื่อตอบนะคะ มาเพื่อให้ข้อมูลตามความที่เกี่ยวข้อง(บ้าง) ค่ะว่า
วิทยานิพนธ์คงไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในระดับเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเด่นชัด เพราะงานวิทยานิพนธ์ในแต่ระดับมีข้อผูกพันหนึ่งคือการกำหนดหัวข้อให้สอดคล้องกับหลักสูตรและระยะเวลาในการเรียนของแต่ละหลักสูตร เป็นเหมือนบทเรียนสำหรับการพัฒนาองค์ความรู้ แต่ไม่ใช่ความรู้สำเร็จรูป ยังจะต้องวิจัยต่อแม้จะจบการศึกษาแล้ว
ความสำคัญของการนำวิทยานิพนธ์ไปต่อยอดในการปฏิบัติและหรือการวิจัยในระดับต่อๆ ไปได้น่าจะเป็นเป้าหมายของคำตอบตั้งแต่ก่อนการเริ่มก่อตั้งหลักสูตร การพิจารณาหัวข้อวิทยานิพนธ์ และการมีอาจารย์ในสาขาที่มีความสามารถเพียงพอที่จะดูแลงานวิทยานิพนธ์ด้วย
ส่วนการจะนำวิทยานิพนธ์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรนั้น น่าจะขึ้นกับว่า มีการเผยแพร่วิทยานิพนธ์ได้หลากหลายหรือไม่ด้วยนะคะ..ก่อนจะระบุว่า งานวิทยานิพนธ์ที่ผ่านมาล้วนอยู่บนหิ้ง...คำถามคือ ผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์มีความภาคภูมิใจในงานของตัวเองและอยากเสนอให้สาธารณะชนได้รับรู้ เปิดใจกว้างสำหรับการวิจารณ์งานในที่สาธารณะหรือในการประชุมวิชาการอย่างไรบ้าง และอยากให้งานนั้นนำไปสู่การปฏิบัติในลักษณะใด...รวมทั้งเคยหัดวิเคราะห์วิจารณ์งานวิจัยในสาขาตัวเองและนำเสนอความคิดเห็นต่องานแต่ละชิ้นอย่างตรงไปตรงมาหรือยัง..
คิดว่า ที่น่าจะทำความเข้าใจกันสักหน่อย โดยเฉพาะทางสายสุขภาพคือ อย่าไปยึดงานวิทยานิพนธ์เดียวเป็นสรณะแล้วนำมาสร้างระเบียบปฏิบัติหรือบอกว่าเป็นงานชิ้นเดียวที่แก้ปัญหาสุขภาพได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะนั่นจะเป็นหลุมดำที่อันตรายมากค่ะ
กราบเรียนครูบาด้วยความเคารพ
แสดงว่า วิทยานิพนธ์เป็นเพียงก๊อกแรก
ต้องมีก๊อกที่2
จะมีก๊อกที่2 ได้ ควรตั้งเป้าเผื่อไว้ที่ก๊อกแรกบ้างก็จะดี
ปัญหาส่วนใหญ่ ก๊อกมันเสียตั้งแต่ก๊อกแรก ก็มีไม่น้อย
ประเทศนี้จึงไม่มีฐานทรัพยากรทางปัญญาที่เป็นของตนเอง
ขอร่วมชื่นชมความขยันขันแข็งของ ผอ. ครับ
สวัสดีครับท่าน ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ขอบคุณครับ