เรื่องการจัดการความรู้ท้องถิ่นเพี่อเสริมสร้างวิถีการเรียนรู้ที่เข้มแข็งในสถานศึกษาและชุมชน:กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

 

..ท่ามกลางฟ้าครึ้มบ่ายวันนี้ เราส่งอาคันตุกะต่างแดนไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินอยู่ห่างจากบ้านประมาณ10กม. ประจวบกับต้องไปรับอาจารย์2ท่านที่มากับเที่ยวบินนี้ ดร.ประเสริฐ จริยานุกูล  ดร.ไพรัช  สู่แสนสุข  ท่านเป็นกรรมการดูแลวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ศักดิ์พงศ์ หอมหวน เรื่องการจัดการความรู้ท้องถิ่นเพี่อเสริมสร้างวิถีการเรียนรู้ที่เข้มแข็งในสถานศึกษาและชุมชน:กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคามเป็นวิทยานิพนธ์เสนอต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในการศึกษาตามหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  

จากรายงานผลการวิจัย   เรื่องผลกระทบโลกาภิวัตน์ต่อการจัดการศึกษาไทย ในปีข้างหน้า    ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวไว้ว่า.. ยังพบว่ามีผู้เรียนจำนวนมากเรียนเพื่อทำข้อสอบให้ผ่านหรือเพื่อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาให้ได้ มากกว่าเรียนเพื่อรู้และเข้าใจ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากระบบการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งให้ผู้เรียนท่องจำและสอบผ่าน ส่งผลให้การปลูกฝังการรักการเรียนรู้อาจไม่สำเร็จเท่าที่ควร.. 

ถ้าพิจารณาจากรายงานผลการวิจัยดังกล่าว จะเห็นผลลัพธ์ที่ตกทอดไปถึงการศึกษาระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต  ดร.ประเสริฐ เล่าว่าลูกศิษย์ผมหลายคน ยังหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ไม่ได้เลย แสดงว่าเรียนมาแทบตายนั่นไม่ได้เกิดความบันดาลใจที่ตนเองอยากจะรู้เรื่องอะไร อยากจะทำการค้นคว้าสิ่งใดเป็นพิเศษ ระหว่างทางศึกษาก็เอาแต่ยึดตามตำราทุกอย่าง ไม่เคยคิดเอง ตัดสินใจเอง ตำราว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น ครั้นเมื่อต้องมาคิดเองตัดสินใจเอง จึงดูเป็นเรื่องยุ่งยากที่สุดของชีวิต  ทั้งลูกศิษย์และพระอาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยงอมพระรามไปด้วยกัน  

ในกรณีของอาจารย์ศักดิ์พงศ์ หอมหวน ค่อยยังชั่วหน่อย ตั้งแต่ลงเครื่องมา สักพักก็คุยเรื่องการบ้าน พักทานข้าวเย็นเสร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาได้ตรวจการดำเนินการวิทยานิพนธ์ต่อ พบว่าตลอดระยะเวลา3ปีที่ทำวิทยานิพนธ์ นักศึกษาได้ทุ่มเทความเหนื่อยยาก เพื่อที่จะค้นหาคำตอบเรื่องการเรียนรู้-ของเด็ก -ครู -และชุมชน จัดให้ทุกคนเป็นเจ้าภาพร่วมกันค้นหาความรู้ในป่าใหญ่โคกจิก ด้วยอานุภาพของความอยากรู้ ปรากฏการที่เกิดขึ้นระหว่างแสวงหาความรู้จึงเกิดขึ้นมากมาย มีเรื่องเด็ดๆมาใส่ลงในสาระการเรียนรู้ นำมาเขียนเป็นลายแทงความรู้ฉบับทุ่งกุลาร้องไห้ได้อย่างน่าสนใจ 

สรุปว่างานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ทำให้ได้กระบวนการที่เป็นเนื้อแท้ของหลักสูตรท้องถิ่น และยังก้าวล่วงไปถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ทางปัญญาให้ใครต่อใครได้มาร่วมเรียนรู้ เป็นที่KM.ธรรมชาติกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิต พันธมิตรวิชาการก็มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง งานนี้เด็กเป็นพระเอก ครูเป็นพระเอก ชาวบ้านเป็นพระเอก แล้วผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์เป็นอะไร คงจะเป็นผู้อำนวยการไปจนกระทั่งบทคุณแจ๋ว เพราะแสดงบทเอื้ออำนวยให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้ผมเกิดคำถามใหม่เช่น 

  • มีวิทยานิพนธ์กี่ฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมชนบท
  • มีวิทยานิพนธ์กี่เรื่องที่ตั้งใจทำเพื่อแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน
  • มีวิทยานิพนธ์กี่โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านได้บ้าง