บางทีอาจจะงดดูทีวีต่อไปอีกสักพัก...และอาจพบว่ามีทางเลือกหลากหลายที่จะปลดพันธนาการเงื่อนไขที่เอาตัวไปผูกเองนั้นได้

         นึกย้อนไปเมื่ออายุ 7 ขวบ ..การดูทีวีสำหรับเด็กบ้านนอกที่ฐานะทางบ้านไม่ดีนัก...ก็คือการไปรวมตัวกันที่บ้านของท่านปลัดอำเภอ หลังจากกินข้าวมื้อเย็นเสร็จแล้ว..และก็เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ..เพราะเวลากลางวันคือเวลาที่ต้องช่วยทำงาน และกลางคืนวันอื่นๆ ก็นอนดึกไม่ได้จะต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน ประกอบกับระบบไฟฟ้าในหมู่บ้านจะมีให้ใช้ตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงห้าทุ่มด้วย

      ทีวีจึงเป็นอุปกรณ์ที่น่าใฝ่ฝัน และการดูทีวีคือช่วงเวลาที่เฝ้ารอคอย เพื่อจะได้ดูการ์ตูน ดูหนัง ตามที่ท่านปลัดและภรรยาจะเปิดให้ลูกของท่านดู เมื่อถึงเวลาปิดทีวี เด็กๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

     อาปาและแม่ซื้อทีวีเครื่องแรกและเครื่องเดียวเป็นเครื่องใหญ่หนัก ที่ซื้อมาตอนหลังเมื่อท่านปลัดมีปัญหาในที่ทำงานและต้องคดี ขณะเดียวกันกับระบบไฟฟ้าในหมู่บ้านที่เริ่มมีให้ใช้ทั้งวันทั้งคืนทำให้หลายๆครอบครัวซื้อหาทีวีเป็นสมบัติส่วนตัว ทำให้การไปตระเวณดูทีวีบ้านของคนอื่นกลายเป็นเรื่องแปลกไปซะแล้ว

     แต่พฤติกรรมการดูทีวีในวัยเด็กก็ยังต่อเนื่องจนถึงชั้นมัธยม ตรงที่จะเปิดดูเฉพาะตอนเย็นหลังอาหารแล้ว และดูรวมกันทั้งครอบครัว ตามช่องทีวีที่อาปาและแม่เลือกให้ดู

     ทีวีเครื่องแรกที่เป็นสมบัติส่วนตัวซื้อก็เมื่อทำงานได้หลายปีแล้วเพื่อใช้ดูที่หอพัก จำได้ว่าเป็นยี่ห้อโซนี่ระบบสองภาษา แต่ก็ได้ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง เพราะทีวีถ่ายทอดรายการถึงเที่ยงคืนและไม่มีภาคกลางวัน การเป็นพยาบาลที่อยู่เวรกลางคืนบ่อยกว่ากลางวันจึงสวนทางกับเวลาของการถ่ายทอด

     แล้วก็ยกทีวีเครื่องนี้กลับบ้านไปให้อาปาและแม่ใช้แทนเครื่องเก่าที่เสียไปตามกาลเวลา จากนั้นก็ซื้ออีกเครื่องไว้ดูในห้องทำงานที่บ้านและก็ยกให้อาปาไปอีก

      เครื่องที่ใช้ปัจจุบัน เปลี่ยนยี่ห้อเป็นซันโย เพราะแรงโฆษณาการลดแลกแจกแถมในตอนนั้น ที่ซื้อก็เพราะเกิดเหตุ 11 กันยายน เครื่องบินพุ่งชนตึกในสหรัฐอเมริกา และต้องการติดตามดูข่าว

     จากข่าวหนึ่งสู่ข่าวหนึ่ง กลายเป็นว่าทุกเช้าเมื่อเดิมตื่นนอนแล้วรำไท้จี๋ชี่กง ก็เปลี่ยนเป็นปั่นจักรยานหน้าทีวี ดูทีวีไปปั่นจักรยานไป หยุดปั่นจักรยานแล้วก็ยังเปิดทีวีเอาเสียงบ้าง โดยเฉพาะวันหยุด เบื่อช่องหนึ่งไปช่องหนึ่ง ยิ่งทีวีออกอากาศทั้งวันทั้งคืน รีโมทจึงทำงานเต็มที่

ทีวีกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องมี และได้รู้เห็นอะไรหลายๆอย่าง แต่ก็แถมมากับความหงุดหงิดเวลาที่พิธีกรหยิบเอาข่าวมาวิพากษ์วิจารณ์ตอนเช้าๆ จนทำให้อยากไปหารายละเอียดเพิ่มตามเนต ตามหนังสือพิมพ์ ในวันทำงานตอนกลางวันกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานก็เปิดทีวีดูข่าวภาคเที่ยง ดูแล้วก็ออกความเห็นกันไปต่างๆนานา บางทีก็ขัดกันเถียงกัน ก็เรื่องข่าวเดิมๆ ที่ซ้ำจากตอนเช้า 

   เย็นๆ เพื่อนๆ ที่เคยกินข้าวคุยกันก็เปลี่ยนไป ทุกคนเร่งกลับไปดูละคร นัดกันยากขึ้นๆ และกลายเป็นเลิกนัดมีอะไรก็โทรศัพท์คุยกัน หรืออีเมล์ให้กันแทนทั้งๆที่อยู่จังหวัดเดียวกัน

เมื่อข่าวเดิมๆ เริ่มซ้ำซาก ก็หันไปติดตั้งเคเบิ้ลทีวีด้วยเหตุผลว่าเอาไว้ดูข่าวต่างประเทศ และดูหนัง

  ดูเหมือนอิสระมากขึ้นแต่เหงาง่ายขึ้น..

เคเบิ้ลทีวีก็ไม่ได้ต่างจากทีวีในประเทศเลย ข่าวก็ซ้ำไปมา หนังก็วนเวียน จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมถึงรับแต่ข้อมูลซ้ำซากอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน  หนำซ้ำยังปล่อยเวลาอันมีค่าอยู่กับข้อมูลเดิมๆ เรื่องเดิมๆ นานๆจะได้ดูสารคดีหรือรายการดีๆ แต่ก็ทำให้ต้องนอนดึกไปเรื่อยๆ ทำราวกับว่ารายการดีๆ เหมาะสำหรับคนนอนดึกไปเสียอย่างนั้น

 แล้วก็ตัดสินใจเลิกดูทีวีสักหนึ่งอาทิตย์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ตรงกับคำเชิญชวนร่วมสัปดาห์งดดูทีวีพอดิบพอดี

หนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้ดูหน้าตาพิธีกร ไม่ได้ฟังเสียงผ่านจอสี่เหลี่ยม ไม่ได้ดูละคร ...ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงจนเห็นชัดเพราะยังคงใช้อินเตอร์เนต ยังคงฟังวิทยุ ยังคงอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ และยังคงฟังการสนทนาวิพากษ์วิจารณ์ข่าวจากผู้ร่วมงาน

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือใจนิ่งขึ้นบ้าง มีทางเลือกในการได้เลือกอ่านข่าวและหนังสือเจาะเรื่องที่ต้องการมากขึ้น และไม่ติดกับดักเวลาที่ถูกกำหนดโดยรายการทีวี

ต่อไป....คิดว่าอาจจะงดดูทีวีต่อไปอีกสักพัก...และคาดว่าอาจจะพบว่ามีอีกหลายทางเลือกที่จะปลดพันธนาการเงื่อนไขที่เอาตัวไปผูกเองนั้นและน่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นอิสระตามวิถีของตนเองได้มากขึ้น และนำไปสู่เส้นทางความเพียงพอของชีวิตได้เหมาะสมมากขึ้น

คุณๆ ละคะ ...ทีวีกับวิถีชีวิตของคุณเป็นอย่างไรบ้าง