kmของชาวเทคนิคพิจิตร

เชิญแสดงความคิดเห็นได้อย่างหลากหลาย..........คร๊าบ..........เจ้านาย
ดีใจจังที่เข้าใจกระบวนการkmเพื่อแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืนแล้ว และขอขอบคุณศูนย์ฯภาคเหนือ อศจ.น่าน ที่กรุณาอำนวยความสะดวกทุกๆอย่างตลอดระยะเวลาการอบรม(6-9ธ.ค.2548) มั่นใจว่าดำเนินงานkmให้กับ อศจ. พิจิตร ได้แน่นอนครับ ...............ธานินทร  บุญยะกาพิมพ์ ครู(คศ.3) วท.พจ.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ถนนkmวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร

คำสำคัญ (Tags)#uncategorized

หมายเลขบันทึก: 9304, เขียน: 09 Dec 2005 @ 21:41 (), แก้ไข: 21 Jun 2012 @ 10:23 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 16, อ่าน: คลิก


ความเห็น (16)

ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 

ขอเชิญชวนทุกท่านแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับknowledge management ได้ตามสบายครับ โดยเฉพาะการจัดการความรู้ที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน เพื่อที่จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ผ่านมาในบล็อกนี้ในการช่วยเหลือประชาชนไทยที่ยังมีความยากจนและต้องการหนีพ้นจากความยากจนนั้นด้วยวิธีการที่ยั่งยืน

ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 

อศจ.พิจิตร คงจะเริ่มต้นการดำเนินการkmเพื่อแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน ดังนี้ครับ

1.  รายงานผลการอบรมkmที่น่านให้ผู้บริหาร อศจ. ได้รับทราบ

2.  ขยายผลเท่าที่ทำได้

3.  สำรวจข้อมูลเดิมที่อศจ. มีอยู่ในมือ

4.  ประสาน/จัดหาภาคีในการดำเนินงานภาคสนาม

5.  จัดเวทีชาวบ้าน(ดำเนินการตามแบบของkm)

6.  นำผลที่ได้มาจัดทำโครงการ(ตามใจชาวบ้านนะคร๊าบ ไม่ตามใจเราแล้วครับเจ้านาย)

7.  ดำเนินการตามโครงการ(จัดเวทีชาวบ้านเป็นระยะๆ เพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการมีประสิทธิภาพ และตรงความต้องการของชาวบ้านที่ยากจน)

.......ไม่ทราบว่าเท่านี้จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีได้ป่าวครับ........

วิจารณ์ พานิช
IP: xxx.57.146.225
เขียนเมื่อ 

น่าจะประสานงานกับเครืออข่ายปราชย์ชาวบ้าน จ. พิจิตร ด้วยครับ    ติดต่อที่คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ๐๙ ๙๖๑ ๑๒๐๔   ท่านจะได้ภาคีร่วมงานที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศไทย

วิจารณ์

ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์เป็นอย่างสูงยิ่งครับที่ท่านกรุณาเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ นับว่าเป็นเกียรติและเป็นมงคลแก่พวกเราชาว อศจ. พิจิตร ที่ปรมาจารย์แห่ง km เข้ามาให้ความเห็นพวกเรา................ดีใจจังครับ
ประธานวิทย์ ยูวะเวส
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 
เรียนแล้วต้องรู้ ถ้าอยากรู้ก็ต้องเรียน
                                                                                                                                                   “สังคมแห่งการเรียนรู้”  “โลกแห่งการเรียนรู้”   ข้อความทั้งสองนี้ นับว่าเป็นข้อความที่นิยมกล่าวถึงกันอย่างยิ่งในสังคมโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมของคนไทยในยุคโลกาภิวัฒน์  เจตนาของคำกล่าวทั้งสองนี้ ก็เพื่อที่จะต้องการสื่อ หรือต้องการบอกให้รู้ว่า ต่อไปนี้คนไทยทุกคนจะต้องรู้จักแสวงหาความรู้ให้มากขึ้น เพราะความรู้ตามนัยที่กล่าวถึงนั้น มีอยู่มากมาย รอบ ๆ ตัวเรา รอบ ๆ บ้านเรา  รอบ ๆ หมู่บ้านเรา รอบ ๆ ที่ทำงานของเรา หรืออาจจะกล่าวได้ว่า มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
                เมื่อความรู้มีอยู่ทุกหนแห่งแล้ว คนไทยทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องแสวงหา หรือค้นหาความรู้เหล่านั้นแล้วนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งมีคำกล่าวในแวดวงการศึกษาว่า คนไทยในยุคปฏิรูปการศึกษา จะต้องมีลักษณะเด่น 3 อย่างคือ เก่ง ดี มีความสุข  นั่นหมายความว่าคนไทยทุกคนที่อยู่ในโลกแห่งการเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้แล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาจะต้อง เป็นคนเก่ง เป็นคนดี และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะไปถึงลักษณะเด่นทั้งสามที่ว่านั้นให้ได้?  ก็คงจะต้องย้อนไปที่
คำว่า “สังคมแห่งการเรียนรู้”  “โลกแห่งการเรียนรู้” ทั้งสองคำนี้ มีสิ่งที่เหมือนกันหรือซ้ำกันอยู่คือคำว่า เรียนรู้ ก็คงจะต้องถามอีกว่า เรียนรู้คืออะไร ทำอย่างไรจึงจะเกิดเรียนรู้ และเมื่อเรียนรู้แล้วจะได้อะไร ซึ่งคำถามที่ว่า “จะได้อะไร” เป็นคำถามยอดฮิตในสังคมไทย
                ถ้าศึกษาในตำราทางการศึกษาที่มีรากเหง้าจากต่างประเทศ ก็จะอธิบายเหมือน ๆ กัน และที่สำคัญคือ เมื่อเรียนรู้แล้วจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัย อ่านแล้วก็ต้องแปลความกันอีกยกใหญ่ หรืออาจจะเกิดความเหนื่อยอกเหนื่อยใจจนไม่อยากจะเรียนรู้แล้ว
                ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ ว่า การเรียนรู้ คือ การเรียนแล้วรู้ ท่านผู้อ่านอย่าด่วนสรุปว่าคำตอบนี้
ช่างกำปั้นทุบดินเสียเหลือเกิน สิ่งที่ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นในที่นี้ คือเมื่อคนเราได้เรียนแล้ว ก็ควรจะต้องรู้ในสิ่งที่เรียน นั่นคือเจตนาของผู้เขียน  แล้วท่านคงถามต่อว่า แล้วที่รู้นั่นคืออะไร?
                ในฐานะที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ในด้านการจัดการอาชีวศึกษามาตลอดชั่วชีวิต ผู้เขียนมีความเห็นว่า เมื่อคนเราเรียนแล้วต้องรู้ ซึ่งหมายถึงจดจำและเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้ หลังจากนั้นจะต้องนำสิ่งที่รู้ไปจัดการด้วยตนเองให้ได้ คำว่าจัดการในความหมายของผู้เขียนคือ นำความรู้นั้นไปสร้างคุณค่า
ไปสร้างประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะด้วยการฝึก ด้วยการประยุกต์ใช้ ด้วยการทดลองใช้ หรือตามแต่วิธีที่ผู้เรียนมีความถนัด เมื่อสามารถนำความรู้ไปจัดการได้เหมาะสมกับความสามารถของตนเองแล้ว จึงกล่าวได้ว่า เกิดการเรียนรู้ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การเรียนรู้ในทัศนะของผู้เขียน คือ เรียนแล้วรู้ เมื่อรู้แล้วจะต้องนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ ไปสร้างคุณค่าหรือไปจัดการให้ได้ 
              



ประธานวิทย์ ยูวะเวส
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 
ความสำคัญของการวิจัย
เราเคยตั้งคำถามถามตัวเราบ้างหรือไม่ว่า ทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีขีดจำกัดใน โลกที่เราอยู่อาศัยกันอยู่ทุกวันนี้  หลายคนคงจะให้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่น่าจะเหมือนหรือคล้าย ๆ กันก็คือ วิทยาการต่าง ๆ และเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งมีผลต่อปริบทต่าง ๆในโลกนี้  อย่างน้อยที่สุดพลโลกต้องพยายามปรับตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บางคนปรับได้มากบางคนปรับได้น้อยขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้นั้น
                การทำงานในห้วงที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ขีดจำกัดนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง อย่างมีเหตุผล ต้องอาศัยแหล่งข้อมูลเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และกระบวนการหรือวิธีการทำงานที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อสภาวะเช่นนี้ คือการนำเอากระบวนการวิจัย หรือวิธีวิจัยมาบูรณาการเข้าด้วยกัน
                ถึงตรงนี้ท่านคงเกิดข้อสงสัย หรือเกิดความกังวลว่าหากนำเอาเรื่องการวิจัยมาบูรณาการเข้ากับการทำงานคงปวดหัวแย่เพราะกระบวนการต่าง ๆของการวิจัยที่หลาย ๆคนคุ้นเคยถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมีขั้นตอนมากมาย ดังนั้นจึงขอบอกทุกท่านตรงนี้ว่าการวิจัยที่กล่าวนี้ไม่มีความยุ่งยากอะไรเลย ในทางตรงข้ามกลับเป็นการนำเอาวิธีการทำงานที่ทำกันเป็นประจำมาจัดระบบระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง ให้มีเหตุมีผลมากขึ้นเท่านั้นเอง และที่สำคัญเวลาจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลต่างก็ทำได้ง่ายขึ้น ทำได้รวดเร็วขึ้น ที่สำคัญมีประสิทธิภาพมากขึ้น
                ถ้าให้อธิบายถึงคำว่า วิจัย หรือ Research  ก็ต้องบอกว่า คือ กระบวนการในการศึกษาหาความรู้ความจริงอย่างมีระบบ สมเหตุสมผล และมีความรอบคอบ ด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ โดยสามารถตรวจสอบความรู้ความจริงที่ค้นพบได้ (เกษมสาหร่ายทิพย์, 2540: 3)  จากความหมายนี้คงต้องย้อนถามตัวเราเองว่าในการทำงานนั้นเราต้องทำงานอย่างมีระบบมีระเบียบ มีเหตุผลในการพิจารณาดำเนินการ และต้องการความรอบคอบทั้งการตัดสินใจ การวางแผน หรือแม้แต่การดำเนินงานใช่หรือไม่ ตรงนี้คงมองเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าการวิจัยเกี่ยวข้องกับการทำงานอยู่โดยตลอด คำถามที่เกิดตามมาคงหนีไม่พ้น “แล้วจะบูรณาการวิจัยเข้ากับการทำงานได้อย่างไร”
                ในการบริหารงานหรือการปฏิบัติงานของนักพัฒนาทุกอาชีพ หากนักพัฒนามีความสามารถในการวิจัย จะส่งผลให้สามารถปรับปรุง พัฒนา หรือยกระดับคุณภาพงานได้อย่างต่อเนื่อง (สุพักตร์ พิบูลย์, 2544: 7) การวิจัยจะทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน เป็นการช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและถูกต้องมากขึ้น เพราะการตัดสินใจใด ๆ หากไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องย่อมนำมาซึ่งความผิดพลาดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย กิจกรรมต่าง ๆ ในการวิจัยเป็นกิจกรรมที่มีระบบมีขั้นตอนมีเหตุมีผลมีความรอบคอบซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติงาน
                กระบวนการทำงานมักจะเป็นวิธีการเชิงระบบหรือเรียกอีกอย่างว่ากระบวนการตัดสินใจ(สุพักตร์ พิบูลย์, 2544: 12) ที่เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันหรือสภาพปัญหาขององค์กร วิเคราะห์ทางเลือกในการแก้ปัญหา ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสม วางแผนดำเนินการ ดำเนินการตามแผนที่กำหนดและประเมินผลการดำเนินงาน  ทั้งหมดนี้คือกระบวนการวิจัยนั่นเอง
                ในกระบวนการทำงานเราสามารถนำเอาวิธีการทางการวิจัยเข้ามามีบทบาทในการวางแผนพัฒนางาน การพิจารณาเลือกวิธีการพัฒนา การประเมินความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงาน การตรวจสอบความก้าวหน้าของการทำงาน การตรวจสอบหรือประเมินความสำเร็จของงานหรือโครงการ ทั้งยังสามารถตรวจสอบผลกระทบของการทำงานที่มีต่อสภาวะรอบด้านได้อย่างดี
                การประยุกต์ความรู้เรื่องการวิจัยเข้าสู่การปฏิบัติงานนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งและจะส่งผลต่อความสำเร็จของการปฏิบัติงานได้อย่างแน่นอน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ นักบริหาร นักปฏิบัติมืออาชีพต้องเร่งศึกษาและทำความเข้าใจ “วิจัย”ให้ถ่องแท้ ก็จะส่งผลให้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ขีดจำกัดได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
แหล่งข้อมูล
-          กลยุทธ์การวิจัยเพื่อพัฒนางานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กร โดย ดร. สุพักตร์ พิบูลย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จตุพร ดีไซน์ 2544
-          ระเบียบวิธีวิจัย โดย รองศาสตราจารย์เกษม สาหร่ายทิพย์ ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โรงพิมพ์นิวเสรีนคร 2540
ประธานวิทย์ ยูวะเวส
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 

ครูกับเครือข่ายการเรียนรู้

คำว่า “การศึกษา” ที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  หมายถึงกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก
การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้าง
องค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้
อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต   
                เมื่อพิจารณาจากความหมายดังกล่าวจะพบว่า กิจกรรมต่าง ๆ ด้านการศึกษาจะต้องดำเนินไปอย่างเป็นกระบวนการ ที่มีความต่อเนื่องกัน มีความสอดคล้องกันในหลาย ๆ ส่วนทั้งด้านการถ่ายทอดความรู้ หรือองค์ความรู้ การฝึกฝนความชำนาญ การเห็นคุณค่า การผสมผสานองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม โดยผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น คือความเจริญงอกงามของบุคคล
และสังคม
                การจัดการศึกษาจึงเป็นการบูรณาการ(Integration) หลาย ๆ สิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน เป็นการ
ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ความร่วมมือ
ประสานงานกัน โดยเป้าหมายสุดท้าย คือ การสร้างความเจริญงอกงามให้เกิดแก่ผู้เรียนและสังคมอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้อาจจะเป็นการบูรณาการหลักสูตรเนื้อหาการเรียนรู้กับการแก้ปัญหาจริงที่พบในชีวิต
ประจำวันของการทำงาน (NCRVE, 1998)
                การสร้างเครือข่ายนับว่ามีความสำคัญและได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น แนวคิดในการการสร้างเครือข่ายหรือการเชื่อมโยงกันด้านวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี ระหว่างสถานศึกษากับ หน่วยงานด้านพลังงานถือว่ามีความสำคัญ  การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้นับว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการบูรณาการเพื่อสร้างสรรค์งานวิชาการและสนองตอบต่อการพัฒนาความเจริญงอกงามให้แก่ผู้เรียน และสังคมไ ด้เป็นอย่างดี เนื่องจากเครือข่ายการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์
ในการสร้างความร่วมมือระหว่างบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับ
การศึกษา โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างกัน นอกจากนั้นยังมุ่งหวังการขยายฐานการสร้างองค์ความรู้ให้กว้างขวาง มีการเผยแพร่ และสร้างสรรค์งานด้านการศึกษาให้แพร่หลาย และเกิดประโยชน์ต่อบุคคล และสังคมโดยส่วนรวม
               
ประโยชน์ที่เกิดจากการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้มีมากมายแต่ที่ชัดเจนได้แก่  ความร่วมมือ
ในการดำเนินกิจกรรมทางการศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ผู้เรียนและสังคม ความสำเร็จในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ ระหว่างสมาชิกเครือข่ายอันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม   ความต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรมการศึกษาทั้งด้านการสอน การฝึกอบรม การสร้างสรรค์องค์ความรู้และสืบสานวัฒนธรรม  ความหลากหลายของประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนนับว่าเป็นประโยชน์
ที่เห็นได้ชัดจากการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
                กลยุทธ์สู่ความสำเร็จตามแนวทางของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ที่สมควรนำไปใช้ คือ “ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ อย่างต่อเนื่องเพื่อความสำเร็จของผู้เรียน” ความสำเร็จในที่นี้ หมายถึง
ความเจริญงอกงามทั้งส่วนบุคคลและสังคม
                การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้สามารถมีได้หลายระดับ ทั้งเครือข่ายภายในกลุ่มหรือแผนกวิชาเดียวกัน เครือข่ายต่างแผนกวิชากัน หรือ เครือข่ายต่างสถาบันแต่มีความสนใจตรงกัน ทั้งนี้กิจกรรม
ที่เครือข่ายตกลงร่วมกันดำเนินการถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารข่าวสารระหว่างกัน การจัดประชุมวิชาการ การเสวนา การร่วมกันศึกษาค้นคว้าความรู้ใหม่ ๆ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า การถ่ายทอดความรู้สู่สมาชิกเครือข่าย และนักเรียนนักศึกษา การพัฒนาผู้เรียน การแสดงผลงานนักเรียนนักศึกษา การสาธิต การฝึกงาน หรือ การศึกษาดูงานฯลฯ โดยภาพรวมแล้ว
สามารถจำแนกกิจกรรมเครือข่ายได้ 2 ลักษณะ คือ กิจกรรมระหว่าสมาชิกในกลุ่มหรือระหว่างกลุ่ม และ กิจกรรมระหว่าสมาชิกกับนักเรียนนักศึกษา
                การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้นับว่ามีประโยชน์มหาศาลต่อการศึกษา แต่สิ่งที่ไม่สมควรจะมองข้ามคือ ความชัดเจนในเรื่องภาระและกิจกรรม งบประมาณและการแสวงหาแล่งงบประมาณ เป้าหมายของเครือข่าย และที่สำคัญที่สุดคือความตั้งใจจริงของมวลสมาชิกที่ต้องการดำเนินกิจกรรมเพื่อนผู้เรียน และสังคมโดยส่วนรวม
แหล่งข้อมูล:
-          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดย กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
-          NCRVE(1998), The 1998 Agenda and Personnel Directory for the National Center for
        Research in Vocational Education
-          Vocational Education Schools and Colleges and the Needs of the Economy by Dr. David Lancaster, Managing Director of International Training, Research and Education Consortium, The United Kingdom

ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 

ครูโซนนิ่ง

จากหัวข้อบทความ “ครูโซนนิ่ง” ที่ปรากฏด้านบน คุณครูที่เคารพ และท่านผู้อ่านทุกท่าน       คงสงสัยว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ หรือกำลังจะเขียนอะไร แต่หากทุกท่านย้อนระลึกถึงอดีตนักการเมือง    ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่ผมยอมรับนับถือว่าท่านมีคุณอเนกอนันต์ ต่อวงการศึกษา ต่อเยาวชนของชาติและต่อสังคมไทย นักการเมืองท่านนี้คือ ท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ท่านเป็นนักการศึกษาที่ได้รับ      การยอมรับทั้งในประเทศไทย และนานาชาติ   ท่านเคยหันเหเสี้ยวชีวิตเหนึ่งของการเป็นนักการศึกษา  ที่มีชื่อเสียง มารับใช้ชาติบ้านเมืองในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ผลงานชิ้นเอกของท่านที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผม และคนไทยทุก ๆ คน โดยเฉพาะวงการศึกษาของชาติ คือการจัดโซนนิ่งสังคมไทย ถึงตรงนี้ผมคิดว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงพอที่จะมองออกแล้วว่าทำไมผมจึงใช้ชื่อบทความนี้ว่า “ครูโซนนิ่ง”  ในขณะเดียวกันผมคงไม่ต้องอธิบาย หรือขยายความคำว่า “โซนนิ่ง” ให้มากไปกว่าสิ่งที่บันทึกอยู่ในความทรงจำของทุกท่าน หากแต่ผมอยากให้ทุกท่านได้ลอง โยงคำว่า “โซนนิ่ง” เข้ากับความเป็นครู และเส้นทางการทำงานของคุณครูที่เคารพทุกท่าน.............
                ผมมีเพื่อนที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักทำงาน เป็นนักทุ่มเทให้กับงานด้านการศึกษาอยู่มากมายหลายคน ทั้งที่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกัน และต่างสถานศึกษา ผมพยายามเฝ้ามองเพื่อน ๆ เหล่านี้ว่า    เขาทำงานกันอย่างไร เขาทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างไร ทำไมเขาจึงทุ่มเทมากมายขนาดที่เรียกได้ว่า “ทำกันมากมายจนเราอาย”  ทุกเวลานาทีของเพื่อน ๆ เหล่านี้  ล้วนแต่ทำงานที่ตนรับผิดชอบ   ตัวอย่าง      ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตัวเราต้องการพักผ่อน ต้องการเวลาที่เป็นของตนเอง ต้องการนอนตื่นสาย ต้องการเดินดูต้นไม้ต้นไร่ ฯลฯ   แต่เพื่อน ๆ จำนวนหนึ่ง  ตื่นแต่เช้า ทำภารกิจส่วนตัวตามปกติ  เช่นเดียวกับวันจันทร์-ศุกร์  หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกจากบ้าน ตรงไปยังที่ทำงานที่พวกเขา ไปเป็นประจำ  แล้วลงมือทำงานด้วยความสุขเช่นเคยกับทุก ๆ วัน สรุปว่า   “ทำงานกันตามปกติตั้งแต่  วันจันทร์ ถึง วันอาทิตย์”  ผมศรัทธาเพื่อน ๆ เหล่านี้มาก ในทางตรงกันข้ามก็ตั้งคำถามในใจว่าพวกเขาไม่เหนื่อยกันบ้างหรือ เมื่อใดก็ตามที่ถามคำถามนี้ เพื่อน ๆ มักตอบว่า “ไม่เหนื่อย” “ก็งานมันไม่เสร็จ” “ภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อลูกศิษย์” “ถ้าเราเหนื่อยแล้วใครจะทำให้ลูกศิษย์เล่า” ฯลฯ
                ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ตัวอย่างที่ผมกล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณครูที่น่ารัก น่าบูชาจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากแจงนับกันแล้ว ผมมั่นใจว่ามิใช่น้อยเลยทีเดียวในวงการวิชาชีพครูที่เป็นดั่งที่ผมกล่าวมาข้างต้น ผมอยากให้กำลังใจ อยากสรรเสริญ และอยากยืนเคียงข้างแม่พิมพ์ที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
                “แม่พิมพ์” ผู้เสียสละทุกท่านครับ บทความฉบับนี้ผมขอมอบเป็นสิ่งบูชาและเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านเพื่อสร้างเสริม เพิ่มเติมสิ่งที่ผมคิดว่ายังขาดหายไปจากโอกาสที่ทุกท่านสมควรได้รับมากกว่าผู้อื่น หากท่านหันมาพิจารณาสิ่งที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า “แม่พิมพ์ผู้เสียสละ” “แม่พิมพ์ผู้สมควรได้รับการสรรเสริญ”  คงจะมีกำลังใจ คงจะมีพลัง คงจะมีโอกาสทำงานที่ท่านรัก      ที่ท่านทุ่มเท ที่ท่านเสียสละ ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
                คุณครูครับหากท่านพิจารณาการทำงานของท่าน จะพบว่างานที่ทำพอจะแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
-          งานในหน้าที่ของครูโดยตรง คือ การสอน หรือให้ทันสมัยหน่อย ก็เรียกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  และแก้ปัญหานักเรียน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า การอบรมบ่มนิสัยนักเรียน
-          งานที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา หรืองานพิเศษที่สถานศึกษามอบให้ทำ เช่น     งานอาจารย์ที่ปรึกษา งานแนะแนว งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา งานหัวหน้าแผนก หัวหน้าหมวดวิชา หัวหน้าคณะวิชา งานการเงิน งานอาคารสถานที่ ฯลฯ
งานทั้งสองลักษณะเป็นสิ่งที่คุณครูทุกท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในสถานศึกษาของทุกท่านจำเป็นต้องมีการพัฒนา มีการเคลื่อนไหว มีการปรับตัวให้ทันกับพลวัตรอบด้าน คุณครูทุกท่านทำหน้าที่ ใน 2 ลักษณะด้วยความเสียสละ อย่างดียิ่ง น่าสรรเสริญอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาพร้อมไปกับเวลาที่ท่านทุ่มเทให้กับงาน ก็อาจจะพบว่าหลายท่านทุ่มเทให้กับงานทั้งสองลักษณะเต็มที่ เต็มเวลาที่มีอยู่ถึง 100 %
“ท่านมีเวลาเผื่อไว้สำหรับพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพของท่านบ้างไหมครับ”
                ผมอยากจะขออนุญาตเสนอแนะความคิดเห็นส่วนตัว (หากไม่ได้เรื่องก็โปรดให้อภัยกัน แต่หากมีประโยชน์ผมก็จะได้ดีใจ) ไว้ในบทความนี้ว่า งาน หรือภาระที่คุณครูทุกท่านต้องแบกอยู่น่าจะได้รับการจัดโซนออกเป็น 3 โซนคือ
-          โซนที่ 1 งานสอน และการอบรมบ่มนิสัยนักเรียนให้เป็นคนดี ซึ่งเป็นภาระงานในหน้าที่ครูโดยตรง
-          โซนที่ 2 งานสนับสนุนการเรียนการสอน หรืองานที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา หรืองานพิเศษที่สถานศึกษามอบให้ทำ เช่น งานอาจารย์ที่ปรึกษา งานแนะแนว งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา    งานหัวหน้าแผนก    หัวหน้าหมวดวิชา    หัวหน้าคณะวิชา          งานการเงิน   งานอาคารสถานที่ ฯลฯ
-          โซนที่ 3 งานพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ เช่น การเลื่อนวิทยฐานะ(เดิมเรียกว่าการทำผลงานวิชาการนั่นเอง)
กฎระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาชีพครู มากมายในปัจจุบันล้วนเป็นสิ่งที่คุณครูทุกท่านต้องให้ความสนใจ หากพิจารณาให้ถ้วนถี่  โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ท่านก็จะพบว่า สาระที่ปรากฏล้วนเป็นประโยชน์ต่อท่านเอง ที่สำคัญคือสามารถนำมาเป็นกรอบในการทำงานหรือนำมาจัดโซนในการทำงานสำหรับตัวคุณครูเองได้เป็นอย่างดี  มีบทความหนึ่งที่คุณครูสามารถนำมาพิจารณาเกี่ยวกับโซนนิ่งการทำงานของท่านเอง คือ บทความเรื่อง “พร้อมหรือยังกับการเป็นครู มืออาชีพ ในปีการศึกษา 2548” เขียนโดย ประธานวิทย์  ยูวะเวส  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร    ในบทความนี้กล่าวถึงการก้าวสู่ครูมืออาชีพ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่โดยตรงของการเป็นครูมืออาชีพ (โซนที่ 1 ) หรือ แม้แต่หน้าที่พิเศษ (โซนที่ 2 )  แต่สิ่งที่ผมให้ความสนใจ คือ (โซนที่ 3) ที่ท่านผู้เขียนกล่าวไว้ว่า “ครูมืออาชีพจะต้องพัฒนาตนเองโดยการศึกษาหาความรู้จากเอกสาร หรือตำราทางวิชาการพร้อมทั้งนำความรู้นั้นมาวิเคราะห์ วิจารณ์และเผยแพร่ให้เพื่อนครูให้ชุมชน  จะได้ชื่อว่าครูมืออาชีพมีการพัฒนางานและพัฒนาวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ  ครูมืออาชีพต้องรู้จักร่วมมือกับชุมชนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา การพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนนี้ครูมืออาชีพสามารถใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา(Research and Development)ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่”
                “แม่พิมพ์” ผู้เสียสละทุกท่านครับ หากท่านยังคงทุ่มเทเวลาทั้ง 100 % เท่าเดิมที่ท่านมีอยู่ให้กับงานที่ท่านรัก ให้กับงานที่ท่านภูมิใจ  พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนเวลา    ปรับเปลี่ยนโซนนิ่งใหม่ จาก  2 โซน     2  ภาระงาน  มาเป็น 3 โซน 3 ภาระงาน   ผมเชื่อมั่นเหลือเกินครับว่า ท่านจะไม่เพียงพบกับความสำเร็จ   ท่านจะไม่เพียงพบกับความภาคภูมิใจตามที่ท่านปารถนาดังเดิม ตามที่ท่านเคยปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ   แต่ผลพลอยได้ที่  จะเป็นกำลังใจ   จะเป็นเพื่อนยืนเคียงข้างท่าน จะเป็นสิ่งเพิ่มโอกาสการทำงานให้แก่แผ่นดินของท่าน ก็คือ การที่ท่านได้รับการพัฒนาตนเองพร้อม ๆ ไปกับการทุ่มเททำงานที่ท่านรัก     การที่ท่านมีโอกาสพัฒนาวิทยฐานะให้สูงขึ้น  จากครูชำนาญการ เป็นครูชำนาญการพิเศษ   จากครูชำนาญการพิเศษเป็น ครูเชี่ยวชาญ ฯลฯ ซึ่งเป็นเกียรติภูมิ และรางวัลแห่งความสำเร็จ  ของตัวท่านเอง ของครอบครัวอันเป็นที่รักของท่าน ของวงศ์ตระกูลอันเป็นที่เคารพเทิดทูนของท่าน และท้ายที่สุดก็คือของสถานศึกษาต้นสังกัดที่มอบโอกาสให้กับตัวท่าน

ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 
Hello!  Good morning!   เสียงของคำทักทายทั้งสองนี้ ถูกเปล่งออกมาพร้อมด้วยความเบิกบาน และเป็นธรรมชาติ ในทุก ๆเช้า ที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ด้วยเหตุที่นักเรียน-นักศึกษาของสถานศึกษาแห่งนี้ ถูกปลูกฝังให้กล้าพูด กล้าทักทาย โดยใช้ภาษาอังกฤษที่มีความเป็นธรรมชาติ และออกมาจากจิตใจที่เบิกบานในยามเช้าของทุก ๆ วัน ไม่ว่าวันฝนตก วันแดดออก หรือแม้แต่ในวันที่เหน็บหนาว
หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมครูภาษาอังกฤษของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร เขาฝึกเรื่องที่ง่าย ๆ ไม่เหมาะสมกับระดับการศึกษาของผู้เรียนเลย” เพราะการทักทายแบบนี้เขาใช้กันมาตั้งแต่เริ่มเรียน
ภาษาอังกฤษแล้ว
                ในฐานะที่เป็นหนึ่งในครูภาษาอังกฤษของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ก็คงจะต้องรีบทำความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่านในประเด็นนี้ ถ้าจะบอกว่าคำทักทายดังกล่าวเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องหมู ที่ฝึกกันมานาน  นานจนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติวิสัย แต่สิ่งที่พบกันเสมอ อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีทางหนีพ้น ก็คือ คำทักทาย
ที่หลายคนคิดว่าง่ายนี้เอง กลับถูกเปล่งออกจากปากของผู้เรียนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับชั้น ด้วยความยากลำบาก ไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่ก็ผิดพลาดเสมอ เช่น Good-s-mor-ning! หรือ Good-sa-morning! แล้วเสียงที่ตามมาหลังจากข้อความทักทายนี้ คือ เสียงหัวเราะที่บ่งบอก ถึงความอาย ความตลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร?  มีใครเคยให้ความสนใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้บ้างหรือไม่
                Hello! Good morning! นับว่าเป็นคำทักทายที่ใช้กันมากมายในภาษาอังกฤษ และเป็นคำพื้นฐานที่สุดในการเปล่งเสียงภาษาอังกฤษ ดังนั้นถ้าผู้เรียนสามารถเปล่งเสียงคำทักทายดังกล่าวด้วยความเคยชิน ด้วยความกล้า ด้วยความเข้าใจธรรมชาติของคำทักทายนี้แล้ว ผู้เขียนมั่นใจว่าการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในระดับต่อ ๆ ไปจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
                ด้วยความเชื่อดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ Hello! Good morning! จึงดังกังวานในทุก ๆยามเช้าของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ด้วยเจตนาที่ว่า “นี่แหละคือการเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร”
                เมื่อมีความสุข มีความเบิกบาน มีความมั่นใจในยามเช้าแล้ว การฝึกภาษาอังกฤษในลำดับต่อไปก็จะง่าย จะสะดวก และจะเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นถ้าผู้สอนภาษาอังกฤษรู้จักใช้เทคนิคง่ายๆ ที่ถูกลืมไปจากสังคมไทยแล้ว นั่นก็คือการทำซ้ำ ทำบ่อยๆ ดังเช่นที่สังคมไทยเคยใช้ในอดีตซึ่งก็คือเทคนิคที่ใช้
ในการท่องอาขยาน ผู้เขียนมั่นใจว่า สำหรับเยาวชนยุคปัจจุบันคงไม่รู้จัก คำว่า “อาขยาน” เป็นแน่แท้
                “จะฝึกแนวท่องอาขยานอย่างไร?”  คงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบจากผู้เขียนแน่นอน คำตอบง่ายที่สุดที่ผู้เขียนอยากจะตอบให้เพื่อนครูภาษาอังกฤษนำไปใช้ ก็คือ การซักถามคำถามง่าย ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน โดยถามบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ในทุกต้นชั่วโมงที่ทำการสอน และให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบอย่างทั่วถึง ทั้งนี้อาจจะใช้วิธีแข่งขัน หรือวิธีการให้แรงเสริมด้วยคะแนนก็ได้
                คำถามที่สามารถใช้ได้บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อฝึกความสามารถในการสื่อสาร ได้แก่
-          Where do you usually go to the market?
-          Where do you usually go to the hospital?
-          When do you usually go to school?
-          When do you usually go to bed?
-          How do you come to school?
-          How tall are you?
-          What is your last name?
-          What is your favourite subject?
-          Who is your best friend?.....................
ผู้อ่านคงคิดว่าคำถามข้างต้นล้วนเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่า ง่าย ๆ แบบนี้ใช้แก้ปัญหาในการฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้อย่างแนบเนียนดีนักแล ที่สำคัญครูภาษาอังกฤษต้องถามอย่างเป็นกันเอง อย่างเป็นธรรมชาติ และอย่างมีความสุข ห้ามตำหนิผู้เรียนเมื่อตอบผิดโดยเด็ดขาด
                ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีผู้เรียนคนไหนอยากพูดภาษาอังกฤษที่ยาก และสลับซับซ้อน รวมทั้งไกลจากตัวเองมากนัก (เพราะผู้เรียนมิใช่นักภาษา แต่เป็นผู้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารกัน) ดังนั้นการให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษที่ง่าย ไม่สลับซับซ้อน มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับตนเอง ให้โอกาสในการใช้บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ นับว่าเป็นเทคนิคที่ดี และเหมาะสมสำหรับเด็กไทย โดยเฉพาะเด็กไทยที่เรียนภาษาอังกฤษในวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ถ้าท่านอยากได้ยินภาษาอังกฤษที่เปล่งออกมาด้วยความเบิกบาน ด้วยความสุข และเป็นธรรมชาติ ในยามเช้า ผู้เขียนคิดว่า วิทยาลัยเทคนิคพิจิตรเป็นหนึ่งในหลาย ๆแห่งทีท่านสามารถสัมผัสได้
ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 

ผมคิดว่าทุกๆท่านคงได้ลิ้มรสความเครียดมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย(แต่ผมว่ามาก) คนทุกคนที่อยู่ในสังคม ที่อยู่ในวัฎสงสาร ล้วนแล้วแต่ได้สัมผัสความเครียดมากันโดยถ้วนหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน การทำงาน การพบปะผู้คน การเล่นกีฬา การรับประทาน ฯลฯ ร้อยแปดพันประการ แต่ความเครียดที่เห็นจะรุนแรงและมีผลต่อทุกๆท่าน ก็น่าจะเป็นความเครียดจากการทำงาน และความเครียดในกลุ่มนี้ที่เห็นจะรุนแรงที่สุดก็น่าจะความเครียดที่เกิดกับเพื่อนร่วมงาน จะให้ตรงเป้าก็คงจะเป็นความเครียดจากการอิจฉาริษยา จากการแก่งแย่งชิงดี จากการหวังดีเกินผิดปกติ จากการหวังดีประสงค์ร้าย ทำไงดีถึงจะกำจัดความเครียดชนิดนี้ให้จงได้  ผมขอแนะนำสูตรสำเร็จ "3 ค" ครับ

สูตรนี้ ตัว"ค" หมายถึง คน ครับ

คนที่ 1 เป็นคนที่รักเรา เห็นเราทำอะไรก็ดีไปหมด แม้แต่เดินไปตดไป(ขออนุญาตใช้วาจาไม่สุภาพหน่อยนะครับ) เขาก็หัวเราะไม่ว่าอะไรเรา ดูแล้วเราทำอะไรก็ดีไปหมด

คนที่ 2 คนนี้ตรงข้ามกับคนที่ 1 อย่างสุดกู่เลยครับ เราทำอะไรก็เลวไปหมด ทำงานมากก็ว่าเว่อร์ ไม่ทำงานก็ว่าขี้เกียจ ทำปานกลางก็ว่าไม่เหมาะสม (แต่ถ้าเป็นพวก เป็นเพื่อนของเขา ไม่เป็นไร)

คนที่ 3 คนนี้น่าสนใจนะ เพราะ มักจะพูดว่า"เออ.....ช่างเขา" "เออ....ช่างมันเถอะ"

ผมอยากถามท่านผู้อ่านว่าถ้าเป้นท่าน ท่านจะใส่ใจหรือฟังคนที่ 1 2 หรือ 3

ถ้าท่านฟังคนที่ 2 ท่านจะรู้สึกเครียดมากๆๆๆๆๆๆ

ดังนั้นถ้าต้องการหนีพ้นความเครียดจากเพื่อนร่วมงาน หรือจากการทำงานก็ต้องฟัง คนที่1 หรือ 3 แล้วท่านจะมีความสุขตลอดเดือนสุดท้ายของ ปี 48 และตลอดไปตั้งแต่ปี 49 ครับ.........ด้วยความห่วงใจจากใจ ธานินทร ครับ

ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.172.181.68
เขียนเมื่อ 

          30 ธันวาคม 2548 มีโปรแกรมจัดเวทีkmที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร(กำลังนำเสนอท่านผู้อำนวยการประธานวิทย์ เพื่อขออนุญาต) เวทีนี้ไม่มีพระเอกแต่ทุกท่านคือพระเอก(คำคมนี้มาจากครูหม่ำ...แห่งแผนกช่างยนต์)  ขอเชิญชวนทุกท่านที่ผ่านมาในบล็อกนี้เข้าร่วมนำเสนอKM ที่เวทีของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ไม่จำกัดเนื้อหา ไม่จำกัดวิชา ขอเป็นความรู้ก็ใช้ได้

          ดีใจมากๆที่ได้ครูหม่ำอาสามาช่วยประชาสัมพันธ์เวที KM รวมทั้งได้ครูมณี ครูพินิจ มาช่วยเรื่องเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้

          กระซิบอีกนิดว่า ครูสิทธิพงษ์(ครูฮูกของลูกน้อง)ครูเรณู ครูสริมนต์ ครูหม่ำ ครูบุญธรรม ต่างจองเวลาขึ้นเวที KM แล้ว...คร๊าบ.เจ้านาย........

         

เรณู สมบัติใหม่ (ครูแจ๊ว)
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ 
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่เหล่า  เพื่อการดำเนินชีวิตและภารกิจต่าง ๆ ร่วมกันให้เกิดความอยู่รอดและความก้าวหน้าของสังคมนั้น  จึงมีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาเพื่อให้คนจำนวนมากมารวมกันดำเนินภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์ แต่บุคคลเหล่านี้มีความแตกต่างกันทั้งด้านความคิด ความรู้ความสามารถ จึงมีพฤติกรรมที่แตกต่างและยากแก่การที่จะปฏิบัติงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน  จึงจำเป็นต้องมีบุคคลที่สมาชิกในองค์การให้การยอมรับ  เพื่อเป็นผู้นำการทำงานและความคิด ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง  เป็นบุคคลที่ทำให้องค์การประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ เป็นผู้มีลักษณะความเป็นผู้นำอยู่ในตัวเอง  และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่นได้ ซึ่งเราเรียกบุคคลนี้ว่ามี  “ภาวะผู้นำ”
จากประสบการณ์การทำงาน การเรียนรู้ และการศึกษาของข้าพเจ้ามากว่า 20 ปี ข้าพเจ้าได้แนวคิดว่าผู้ที่มีภาวะผู้นำที่ดีและเป็นแบบอย่างได้นั้นควรมีคุณสมบัติ   5  น.
ดังนี้
1.       หนักแน่น  คือ  มีอารมณ์มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและมากระทบต่อการทำงาน  พร้อมทั้งยืดหยัดที่จะทำในสิ่งที่สร้างความเจริญก้าวหน้าและถูกต้องต่อองค์การและสังคม
2.       น้อมนำ  คือ  เป็นผู้ที่นำนโยบาย  นำความคิด  นำการทำงานให้เกิดขึ้นกับผู้ร่วมงานทุกคน เพื่อให้องค์การดำเนินงานไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 
3.       นบนอบ  คือ  เป็นผู้มีกริยาวาจาสุภาพ  อ่อนโยน และเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน  ไม่เอาแต่ใจตนเอง  ข่มขู่บังคับหรือวางอำนาจใหญ่โต  ควรมีการประชุมปรึกษาหารือและรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงานบ้าง
4.       หนุนเนื่อง  คือ  ควรยกย่องชมเชย  สนับสนุนและให้กำลังใจกับผู้ร่วมงานอยู่เสมอ  ให้โอกาสผู้ร่วมงานได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  มีการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ยุติธรรม  เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ร่วมงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์การเจริญก้าวหน้าต่อไป
5.       แนบเนียน  คือ  เป็นผู้มีศิลปะในการพูดและในการใช้คนให้ทำงานด้วยความเต็มใจ  ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์การ  รู้กลวิธีการว่ากล่าว ตำหนิติเตียน ผู้ร่วมงานโดยไม่ให้เกิดความคับข้องใจ ไม่สบายใจ ให้ผู้ร่วมงานรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการทำให้เขายอมรับอย่างแท้จริง
สรุปแล้วจากคุณสมบัติ  5  น. ตามที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั้น  เป็นคุณสมบัติของ ผู้ที่มี  ภาวะผู้นำ  ในการทำงาน ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ร่วมงานในองค์การ  ดังคำที่ว่า  “ตัวอย่างที่ดีมีคุณค่ามากกว่าคำสอน”
ธานินทร บุญยะกาพิมพ์
IP: xxx.129.4.163
เขียนเมื่อ 
ดีใจจังที่ครูเรณู ส่งองค์ความรู้เข้ามาในถนนkmของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร คิดว่าครทุกท่านคงรีบส่งมานะครับ วันนี้ครูวนิดาเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการพรำสอนวิชาภาษาอังกฤษอินเทอร์เน็ตมาให้อ่าน ดีใจมากที่ครูของเรามีองค์ความรู้กันมากมายครับ ที่ส่งมาให้อ่านบนโต๊ะผมก็มีอีกหลายๆท่าน แต่ต้องขอโทษที่ยังไม่ได้เอามาลงเพราะหาเวลาว่างไม่ได้เลยครับ
เจ้าน้อย
IP: xxx.183.89.82
เขียนเมื่อ 

ชอบเด็กอิเล็กคอมฯ ทุกคนเรย

ทุกคนน่ารักดี

ออกฟิตอิดแล้วเท่ห์มากเรยอ่า

.......................................

เรณู สมบัติใหม่
IP: xxx.172.181.68
เขียนเมื่อ 

ตอนนี้ครูแจ๊วเขียน "เรื่องเล่าของคุณครู" ลงในเว็ปไซต์ www.dek-d.com เป็นเรื่องยาว (บทความ) ลงได้ 7 ตอนแล้วนะคะ

ขอความกรุณาช่วยเข้าไปอ่านและให้ความเห็นนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

IP: xxx.84.182.103
เขียนเมื่อ 

ผมเพิ่งจบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคเมื่อเทอมที่ผ่านมาผมเรียนอยู่แผนกช่างกลโรงงานครับผมขอบคุณอาจารย์มากที่สอนผมเป็นอยา่งดี