หลังจากงานมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๒ เสร็จสิ้นลง สแปนชั่น ไทยแลนด์ คือองค์กรที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในblogอย่างหนาตา เพราะทำการจัดการความรู้โดยยึด"คน" เป็นศูนย์กลาง และสร้างกระบวนการให้มีการจัดการความรู้ที่เนียนอยู่ในเนื้องาน ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้มาจากการปฏิบัติจริง ที่เรียนรู้ได้ด้วยการลงมือทำ ในขณะที่โรงเรียนใช้เวลาส่วนใหญ่เรียนรู้ไปบนการเรียน และเลียน เพื่อให้จำและเก่งทำข้อสอบ ซึ่งไม่ใช่วิถีของการเรียนรู้เที่มุ่งไปสู่การพัฒนาผู้คน

โรงเรียนเป็นสถาบันการศึกษาที่เสียโอกาสที่จะได้"เรียน" เพราะต่างก็มุ่งที่จะ"สอน" ในขณะที่โรงงานหรือภาคส่วนอื่นนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางภาวะการณ์ของการแข่งขันที่หมายถึงความเป็นความตายของกิจการ ชีวิตจึงจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปบนการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งมีรสชาติกว่าการเรียนจากตำรา ในขณะที่โรงเรียนยังมีจำเป็นต้องเรียนโดยใช้ตำราเป็นหลัก (ยกเว้นบางโรงเรียนที่แน่วแน่กับการเรียนรู้ในแบบของตน) การสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์เชิงประจักษ์ ด้วยการลงมือปฏิบัติจึงเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆที่ผู้เรียนได้พบพานในขณะที่ศึกษาอยู่ในรั้วโรงเรียนเท่านั้น

หากพิจารณากันในแง่นี้ ยิ่งโรงเรียนมุ่งไปสู่การเรียนการสอนในชั้นเรียนมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้โรงเรียนห่างไกลจากจากวิถีของ KM มากขึ้นไปเท่านั้น โรงเรียนจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ไปบนทุกหน้างานอยู่ตลอดเวลา ให้สมกับสถานภาพของความเป็นสถานศึกษา หรือโรงเรียน ( รู้ ) อย่างแท้จริง

เพื่อให้ความหวังนี้ก้าวเข้าไปใกล้กับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น นอกจากหัวปลาจะมุ่งไปสู่ทิศทางดังกล่าวแล้ว ตัวผู้เกี่ยวข้องคือฝูงปลาตะเพียน(ครู)ที่ว่ายน้ำตามมายังจะต้องมีวิธีตั้งคำถามกับตัวเอง ให้เกิดความท้าทายทุกครั้งที่ได้ก้าวเข้ามายืนอยู่ต่อหน้านักเรียนของท่านว่า "วันนี้พวกเขาจะได้เรียนรู้อะไร" และ "จะได้เรียนรู้สิ่งนั้นอย่างไร"แทนคำถามเดิมๆที่คุ้นชินว่า "ชั่วโมงนี้ฉันจะสอนอะไร"