ผมเดินทางไปออสเตรเลีย 17 วัน วันที่จะกลับเป็นวันที่ 3 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 3 ของน้องขลุ่ยลูกชายคนเล็ก แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเดินทางต้องใช้วิธีโทรศัพท์จากที่สนามบินซิดนีย์มาอวยพรวันเกิดลูกชายและก็นัดให้ภรรยาพาลูกชายไปรับผมที่พิษณุโลกในวันที่ 4 ธันวาคม เพื่อพาลูกชายเที่ยวและก็เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันครอบครัวตามนโยบายของรัฐบาลพอดี ตอนนี้ผมมีลูกทำให้ผมได้เป็นพ่อ แต่พ่อของผมเองเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังคงรับรู้ความรักของพ่อที่มีต่อเราได้ ยิ่งเป็นพ่อเองก็ยิ่งรับรู้ว่าพ่อรักเราแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่จะทดแทนพระคุณของพ่อได้ตอนนี้ก็คือทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่แผ่นดินไทย ไม่ทำให้พ่อเสียชื่อ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมเมื่อผมและลูกๆเจอกันหลังจากห่างกันไป 17 วันก็คือการวิ่งเข้าหากันและอุ้มลูกทีละคนพร้อมกับของขวัญชิ้นใหญ่คือการหอมแก้มกันซึ่ง เรามักจะหอมแก้มกันเสมอโดยเฉพาะก่อนนอน และที่สำคัญกว่านั้น น้องแคน ลูกชายคนโตก็เป็นผู้นำทีมน้องๆเข้ามาบอกรักพ่อเนื่องในโอกาสวันพ่อ(วันรุ่งขึ้น)พร้อมกับคลานเข้ามากราบเท้าผมกันทั้งสามคน เป็นภาพที่น่ารักมาก

           ผมเองจำความรู้สึกครั้งแรกของการได้เป็นพ่อได้อย่างดี ตอนนั้นผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่พริก ขนาด 10 เตียงที่ห่างจากลำปาง 120 กิโลเมตร ในวันที่ลูกชายคนแรก(น้องแคน)เกิด  ภรรยาตั้งครรภ์หลังแต่งงานได้ 6 เดือนและลูกก็คลอดครบกำหนด(ไม่มีก่อนกำหนดแล้วเด็กตัวโตๆแบบคนบางกลุ่มในสังคม) 1 เมษายน 2540 ภรรยาเริ่มมีเจ็บครรภ์เตือนเล็กน้อย วันที่ 2 ก็เริ่มเจ็บบ่อยขึ้นแต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นเจ็บจริง ตอนเย็นผมไปแข่งฟุตบอลกับทีมตำรวจ ในงานกีฬาข้าราชการสัมพันธ์ของอำเภอแม่พริก เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์ภรรยาอยู่ที่บ้านพักคนเดียวต้องยืมวิทยุมือถือของคนขับรถไว้ติดต่อกันเพราะสนามแข่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 2 กิโลเมตร แข่งเสร็จประมาณ 1 ทุ่มกลับบ้านพัก

           ประมาณ 2 ทุ่ม ก็เริ่มเจ็บครรภ์มากขึ้น ผมก็เลยพาขึ้นไปนอนบนโรงพยาบาลที่มีห้องพิเศษอยุ่ห้องเดียวและก็ว่างพอดี (ตึกโรงพยาบาล 10 เตียงจะไม่มีห้องพิเศษ ผมปรับห้องเก็บของเล็กๆข้างหอผู้ป่วยทำเป็นห้องพิเศษเพื่อให้กลุ่มที่เบิกได้หรือมีฐานะที่มานอนโรงพยาบาลได้ใช้ หากให้อยู่ห้องรวมเขาจะไม่ยอมนอน) ตรวจภายในปรากฎว่าปากมดลูกเปิด 2 ซม.แล้ว ผมก็รับอาสาพยาบาลเวรนั่งเฝ้าคลอดเองพร้อมกับการอยู่เวรดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินไปด้วย  การนั่งเฝ้าคนไข้คลอดเองทำให้ได้รับรู้ความรู้สึกของคนเจ็บท้องคลอดว่ารุนแรงแค่ไหน ทุกครั้งที่มดลูกบีบตัว เขาจะเจ็บปวดรุนแรงมากสังเกตจากการบีบมือเราแน่นมาก  การเปิดขยายปากมดลูกก็ค่อนข้างช้า เกือบตกเกณฑ์ปกติ จนประมาณตี 5 ปากมดลูกเปิดหมด ก็เข้าห้องคลอด มีน้องพยาบาลจบใหม่ 2 คน อยู่เวร เบ่งคลอดอยู่เกือบชั่วโมงก็ยังไม่คลอด จนผมต้องบอกว่าจะใช้เครื่องดูดสูญญากาศดูดออก ภรรยาบอกว่าขอลองเบ่งอีกครั้งปรากฎว่าคลอดศีรษะออกมาได้ มีรกพันคอ ต้องค่อยๆจับออกแล้วดูดน้ำคร่ำออกจากปากจมูกแล้วก็ทำคลอดไหล่ แขน ตัวและขาออกมา เป็นเพศชาย ผมก็เรียกดังๆว่า น้องแคนนี่พ่อนะ ร้องดังๆหน่อยลูก พร้อมกับการหนีบสายสะดือและกระตุ้นจนร้องเสียงดัง เสร็จสิ้นการคลอดก็ได้ให้ลูกกินนมแม่ทันทีหลังคลอดขณะเดียวกับที่ผมเย็บแผลฝีเย็บไปด้วย  (การที่ผมเรียกชื่อลูกได้เลยเพราะเราตกลงกันว่าถ้าเป็นผู้ชายชื่อแคน ถ้าเป็นผู้หญิงชื่อขิม) น้องพยาบาลทั้งสองคนได้คุยกันภายหลังเขาบอกว่าเขาตื่นเต้นมากเลยเพราะเพิ่งจบใหม่มาทำงานได้ไม่ถึง 1 ปี เขาถามว่าผมไม่ตื่นเต้นเลยหรือ จะไม่ตื่นเต้นอย่างไรละครับ ทั้งภรรยา ทั้งลูก แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้กลัวน้องพยาบาลเขาจะลุกลี้ลุกลน สำหรับลูกอีกสองคนผมก็ทำคลอดเองแบบเดียวกันที่โรงพยาบาลบ้านตาก

           พอได้เห็นหน้าลูก ได้สัมผัสตัวลูก เราก็รับรู้โดยอัตโนมัติว่าภาระของความเป็นพ่อได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แบบแล้ว เปรียบเสมือนห่วงที่ผูกคอเราไปตลอดชีวิต ที่ผมเขียนเรื่องนี้เพราะอยากจะเชื่อมไปถึงวันสำคัญคือวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ขนาดการเป็นพ่อของลูก 3 คนอย่างผม ก็รู้สึกว่าเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่แล้ว แต่การเป็นพ่อของแผ่นดินที่มีลูกๆกว่า 60 ล้านคนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นภาระที่หนักมากแต่พระองค์ท่านก็สามารถดูแลลูกๆของพระองค์ได้อย่างดี เป็นที่พึ่งของคนไทยมานานถึง 60 ปี จึงควรที่คนไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยเป็นล้นพ้น