พอนึกออกไหมคะจะนำเรื่องราวทำนองนี้ไปสอดแทรกสอนเรื่องความพอเพียงให้กับลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร


          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังโต ฐานะร่ำรวย มีเงินทองมากมายใช้จ่ายได้ทั้งชาตินี้และชาติหน้าก็ไม่มีวันหมด ใคร ๆ ก็นึกอิจฉาว่า เศรษฐีมีเงินทองมากมายอย่างนี้แล้ว เป็นต้องสบายไปทั้งชาติ นั่งนอนอยู่บนกองเงินกองทอง อยากจะกินอะไร ได้อะไรก็ซื้อหามาปรนเปรอได้ทุกเมื่อ คงจะมีแต่ความสุขจนเหลือล้น

          แต่ไม่เป็นดังที่ชาวบ้านคาดคิด แทนที่เศรษฐีจะมีความสุข กลับต้องมานั่งทุกข์ใจที่มีเงินทองเยอะแยะจนไม่รู้ว่าจะเอาไปเก็บซ่อนไว้ที่ไหน กลัวว่าโจรขโมยจะรู้ แล้วจะมาลักทรัพย์สินเงินทองของแกไป เศรษฐีก็เป็นทุกข์ใจมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดระแวง ไม่เป็นอันหลับอันนอน กินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความเป็นห่วงทรัพย์สิน

          ต่อมามีชายกระยาจกขอทานคนหนึ่งมาปลูกเพิงพักซอมซ่อ อาศัยอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเศรษฐีผู้นี้ เศรษฐีแกก็เฝ้ามองดูอย่างไม่ใคร่ไว้ใจชายขอทานผู้นี้มากนัก แต่ทุกวันแกก็เห็นว่าชายขอทานใช้ชีวิตปกติดี วัน ๆ หนึ่งแกก็ขอทานจากคนที่ผ่านไปผ่านมา ไม่สร้างความเดือดร้อนอะไรให้ใคร กินนอนได้เป็นปกติดี ดูแล้วช่างมีความสุขเสียนี่กระไร ต่างกับตัวเองที่ร่ำรวยเงินทองผิดกันลิบลับ ไฉนจึงหาความสุขไม่ได้

          วันต่อมาเศรษฐีก็ให้คนรับใช้ไปเรียกขอทานมาพบ แล้วถามว่าทำไมวัน ๆ หนึ่ง ขอทานจึงดูมีความสุขนัก ขอทานก็บอกว่า
ไม่มีอะไรมากก็ไม่ต้องคิดมาก วันนี้ขอทานได้ห้าบาท ก็ใช้จ่ายแค่ห้าบาท พรุ่งนี้ขอทานได้สิบบาท ก็ใช้จ่ายแค่สิบบาท ไม่ต้องมีเงินทองมาก มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น เศรษฐีฟังแล้วก็อยากจะพิสูจน์ว่าจริงหรือที่ว่ามีเงินมากแล้วไม่ดี ก็เลยบอกว่าวันนี้แกจะให้เงินทำทานแก่ขอทานหนึ่งหมื่นบาท แล้วก็ให้เงินไป

          แต่แรกขอทานก็ดีอกดีใจ วันนี้ไม่ต้องขอทานใครที่ไหนแล้ว ได้เงินจากเศรษฐีตั้งหมื่นนึงมานี่แล้ว ก็คิดไปสะระตะว่าจะเอาเงินไปทำอะไรดี ก็นึกว่าจะเอามาซ่อมที่พักก่อน วันรุ่งขึ้นก็ไปซื้อหาไม้มาจนพอที่จะปลูกบ้านใหม่ได้หลังหนึ่ง แล้วก็เริ่มตอกตีปลูกเป็นบ้านเข้าพัลวัน เศรษฐีก็ยังเฝ้ามองขอทานอยู่ เห็นวัน ๆ คราวนี้ไม่นั่งนอนแล้ว ลุกขึ้นมาแบกหามตอกตีปลูกบ้านไม่หยุดหย่อน

          สี่วันต่อมา ขอทานก็มาหาเศรษฐีที่บ้าน พอเห็นหน้ากัน เศรษฐีก็พูดว่า
เห็นไหมล่ะว่าการมีเงินทองมากทำให้เราอยู่สุขสบายขึ้น จะทำให้เจ้าปลูกบ้านอยู่เป็นหลักเป็นฐานได้ สุขใจแล้วล่ะสิคราวนี้ มาวันนี้จะมาขอบคุณข้าใช่ไหม แต่ขอทานไม่ได้ตอบอย่างที่เศรษฐีคาดการณ์ กลับพูดว่า .....

          ….“เปล่าเลย ตั้งแต่ข้าได้รับเงินจากท่านไป ข้าก็ไม่มีความสุขเลย เหน็ดเหนื่อยแบกหามตอกตีอยู่ทั้งวัน ไม่ได้นั่งนอนสบายเหมือนเก่า เงินที่มีเหลืออยู่ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บซ่อนไว้ที่ไหน กลัวจะหาย กลัวจะถูกขโมย กินไม่ได้นอนไม่หลับ ข้าก็เลยเอาเงินทั้งหมดมาคืนท่าน ไม่อยากได้แล้วเพราะทำให้ข้าไม่มีความสุข จะขอกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้นดีกว่า
....


          ฟังหัวหน้าของดิฉันเล่านิทานเรื่องนี้จบ ศึกษานิเทศก์ทุกคนที่นั่งมาในรถตู้ในเช้าวานนี้ก็หัวเราะชอบใจ สนุกสนานได้ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ไปตาม ๆ กัน หัวหน้าบอกว่าเป็นนิทานที่ท่านจำมาจากการเทศน์ของพระพยอม ซึ่งพวกเราก็ว่าเป็นเรื่องที่มีแง่มุมต้องพ้องกับยุคสมัยของความพอเพียงอยู่ไม่น้อย และมีอีกหลายหลากความคิดที่เห็นต่าง ทำให้เราได้พูดคุยต่อได้อย่างสนุกสนาน

          ตัวดิฉันเองเคยมีเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน คือเมื่อก่อนตอนรุ่น ๆ สมัยนั้นรองเท้าแตะยี่ห้อสกอล์กำลังฮิตมาก แถวบ้านนอกอย่างบ้านของดิฉันถ้าใครใส่รองเท้ายี่ห้อนี้ ถือว่าเป็นคนนำสมัยแฟชั่น ดูเท่ห์ ในตอนนั้นมีราคาแพง ถ้าเป็นของแท้ (เพราะตอนหลังดังมาก มีบางโรงงานทำของเทียมของเลียนแบบออกมาเยอะ) ดิฉันเองก็อยากจะมีใส่กับเขาสักคู่

          ตอนนั้นรับสอนพิเศษตามบ้าน วิ่งรอกเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ ในช่วงเย็นของวันธรรมดา และช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีรายได้จากการสอนพิเศษนี้เดือน ๆ หนึ่งถึงขั้นหลักหมื่น แค่รองเท้าแตะคู่ละสี่ห้าร้อยเป็นอะไรจะซื้อใส่ไม่ได้ ก็ซื้อเลย เห่อมากใส่ไปไหนมาไหนเลยเชียว ไปทางไหนมีคนมองนี่...แหม
!
หัวใจมันพองโต หน้าก็เหมือนจะบานหน่อย ๆ นะตอนนั้น

          ทีนี้เวลาใส่ไปไหนมาไหนก็ต้องคอยระวังว่ามันจะหาย เพราะมีข่าวว่าไปถอดที่ไหน จะมีคนชอบสวมรองเท้าเราไปเฉยเลย หากเราไม่ระวังรองเท้าเราก็จะถูกขโมยไปง่าย ๆ  คราวนี้ เวลาไปสอนพิเศษที่บ้านไหน ก็ต้องคอยเก็บรองเท้าให้มิดชิดใช่มั๊ยคะ ไหนจะกังวลเรื่องเตรียมกิจกรรมสอนพิเศษ ยังกังวลเรื่องรองเท้าจะหายอีก

          แล้วมันก็หายไปจริง ๆ หลังจากใส่มาได้สี่ห้าวัน เพราะวันนั้นรีบมากไปถึงบ้านลูกศิษย์เรียนพิเศษเลยเวลาไปนิดหน่อยแล้ว ก็ลืมเก็บรองเท้าเหมือนที่เคยทำแบบเมื่อสามวันที่แล้ว ถอดไว้หน้าบ้านนั่นแหละ บ้านหลังนี้พ่อแม่เด็กเขาเป็นเจ้าของตลาด บ้านจึงเป็นสำนักงานด้วยในตัว ก็มีคนเข้าออกพลุกพล่านตลอด ...ก็...หายแหละค่ะ...รองเท้าน่ะ  เสียดาย...เสียใจ...เสียความรู้สึก...ม๊าก..ก...ก...

          หลังจากนั้นไม่เอาอีกแล้ว ซื้อคู่ละยี่สิบกว่าบาท มาใส่ก็รอง...เท้าของเราไม่ให้เจ็บเวลาเหยียบพื้นได้เหมือนกัน แถมสบายใจไม่มีใครสนใจจะขโมยอีกต่างหาก...มีความสุขที่แท้จริงมากกว่าตอนใส่รองเท้าคู่ละสี่ห้าร้อยอีกค่ะ

          นึกถึงเรื่องของตัวเองไปพลางมองรถที่วิ่งขวักไขว่อยู่บนถนนเหมือนกับเรา ก็นึกถึงเรื่องที่พี่คนขับรถท่านหนึ่งเล่าถึงรถราคาแพงถึง
78
ล้าน และเจ้าของรถเขายังไปประมูลเลขทะเบียนสวย ๆ มาติดรถอีกล้านกว่าบาทนั่น เขาใช้เงินซื้อสิ่งของปรนเปรอราคาแพงขนาดนี้สร้างความสุขให้กับตัวเอง จริง ๆ แล้วเขามีความสุขแท้จริงหรือไม่ ขนาดเราเองมีรองเท้าแค่ไม่กี่ร้อยยังหวาดระแวงขนาดนี้แล้วเลย นี่ยังไม่รวมว่ามันจะเปื้อนจะสึกอีกนะคะ

          คุณผู้อ่านล่ะคะ เคยหวาดระแวงต่อสิ่งที่มีอยู่ในครอบครองบ้างไหม แล้วคุณครูล่ะคะอ่านเรื่องนี้แล้วพอนึกออกไหมคะจะนำเรื่องราวทำนองนี้ไปสอดแทรกสอนเรื่องความพอเพียงให้กับลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร...มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ