เราหลงใหลใน "การรวมกลุ่ม" และคิดว่าบทบาทของ ปัจเจกชน มีค่าเพียงน้อยนิด
ผมเชื่อว่าเรื่องพลังกลุ่ม พลังมวลชน เป็นเรื่องที่คนทุกคนคุ้นเคยกันดี แต่ถ้าดูให้ดีการรวมกลุ่มนั้นบางทีก็ทำให้เรามองข้ามพลังแห่งปัจเจกไป ในเรื่องนี้ กฤษณมูรติ ได้เคยพูดไว้ว่า
“....ความยากลำบากสำหรับพวกเราส่วนมากคือ เราลุ่มหลงในถ้อยคำ หลงใหลใน การรวมกลุ่ม และคิดว่าบทบาทของ ปัจเจกชน มีค่าเพียงน้อยนิด..... แต่หากคุณมองให้ชัดเจนจะพบว่าบทบาททั้งหมดของปัจเจกชน หากบทบาททั้งหมดนั้นกระจ่างชัด ไม่ถูกทำให้สับสนด้วยอิทธิพลของกลุ่มชน ของมวลชน ทั้งไม่ถูกอิทธิพลจากอดีตด้วย จะเป็นบทบาทที่ทรงประสิทธิภาพอย่างลึกซึ้ง....”
(จากหนังสือ “แด่อิสรภาพ” หน้า 19)
ผมเองก็เชื่อในพลังแห่งปัจเจกบุคคลมาประมาณยี่สิบปีแล้วครับ (ก่อนนั้นเชื่อเรื่องพลังมวลชนมาก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นผลผลิตของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา)
พลังแห่งปัจเจกบุคคลที่ผมว่านี้คือ พลังแห่งความคิดของปัจเจกบุคคล โดยเมื่อคิดแล้วก็มุ่งมั่นทำตามความคิดนั้นอย่างจริงจัง จริงจังอย่างเดียวไม่พอต้อง "ทำนานๆ" ด้วย คือคิดแล้วทำแล้วสรุปบทเรียนแล้วทำอีกสรุปบทเรียนอีกวนไปเรื่อยๆ เป็นเวลายาวนานพอ จนตกผลึกทางความคิด จนกลายเป็น "วิถีชีวิต" ของคนๆนั้น
ตัวอย่าง วิบูลย์ เข็มเฉลิม แห่งบ้านห้วยหิน ต.ลาดกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา (ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สายเกษตรกร) เมื่อครั้งที่ล้มเหลวในชีวิต เครียดเพราะหนี้สิน สุขภาพจิต-กายเลวลง เพราะอยากรวยจากการปลูกพืชเดี่ยว (มันสำปะหลัง) เป็นร้อยๆ ไร่ ตามการส่งเสริมของรัฐบาล พอขาดทุนก็ไปหวังพึ่งรัฐบาลให้ช่วย เคยพาเกษตรกรแปดริ้วเป็นพันเป็นหมื่นเดินขบวนให้รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ประกันราคาพืชผลเกษตร เป็นตัวแทนเข้าเจรจา รัฐบาลรับข้อเสนอแก้ปัญหา ออกมาสลายม็อบ กลับบ้าน รัฐบาลไม่ทำอะไร ถูกหลอก ผิดหวัง ถูกเพื่อนเกษตรกล่าวหา เกษตรกรที่โกรธแค้นก็จะมาทำร้ายถึงชีวิต ต้องหลบ สรุปได้ว่า รัฐบาลเองก็เสียรู้ฝรั่งที่มาส่งเสริมให้ปลูกในสิ่งที่คนไทยไม่ได้กินไม่ได้ใช้ ขายฝรั่งจะได้เงินมา(ซื้อของฝรั่งอีก) ระบบตลาดอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล คนไทยใช้มันสำปะหลังเพียง ๑๐% ของที่ผลิตในประเทศแต่ละปี ที่เหลือต้องส่งออก จนวันหนึ่งผู้ใหญ่วิบูลย์เกิดความคิดวาบ(enlighten)ขึ้นมา ตัดสินใจปลดปล่อยตัวเองเป็นไทจากหนี้สิน ขายทรัพย์สินทั้งหมดใช้หนี้ สบายตัว เหลือที่อยู่เพียง ๙ ไร่ และประกาศบอยคอตการปลูกพืชเศรษฐกิจ หันหลังให้ระบบเกษตรสมัยใหม่ แบบ "ข้ามาคนเดียว" ซึ่งในตอนนั้นถือว่าทวนกระแสมาก (ตอนนั้นเกษตรกรบางคนได้สูตรแก้จนว่า รัฐส่งเสริมให้ปลูกให้เลี้ยงอะไร อย่าทำตามแล้วจะไม่จน) ลงมือทำเกษตรแบบพึ่งตนเอง ทำพออยู่พอกิน ปลูกกินเป็นหลัก หากเหลือกินค่อยขายในท้องถิ่น (เราปลูกกินเอง เหลือมาขายให้คนในท้องถิ่นเขาก็กินได้เหมือนกัน) ปลูกไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้น ยืนหยัดกับความคิดตัวเอง ทำอยู่นาน จนพัฒนารูปแบบมาสรุปเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็น "วนเกษตร" ระดับครอบครัว ที่กลายเป็นตัวแบบหนึ่งของเกษตรยั่งยืนในปัจจุบัน มีเกษตรกรและใครต่อใครไปดูงานแล้วเป็นแสนๆ คน ในรอบ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือชีวิตและงานของปัจเจกชนคนนี้เป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจแก่เกษตรกรอีกเป็นพันเป็นหมื่นครอบครัว ผมเป็นคนเมือง ไม่ใช่เกษตรกร ความคิดของท่านก็มีอิทธิพลกับคนเมืองอย่างผมด้วย สมัยฟองสบู่แตก ธุรกิจผมไปไม่รอด ทันทีที่ผมคิดถึงท่านขึ้นมา ผมก็คิดออกว่าจะหาทางออกอย่างไร ปิดบริษัท ขายทรัพย์สินแก้ปัญหาหนี้สิน ทำตัวเองให้เป็นไทขึ้นมาก่อน แล้วตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ผมซึมซับความคิดของท่านมาจากการที่ได้มีโอกาสได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังบทความ บทสัมภาษณ์ และหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านหลายเล่มระหว่างปี ๒๕๒๘ - ๓๐ทั้งในฐานะ Ghost Writer, ผู้ร่วมสัมภาษณ์ ร่วมเขียน และบรรณาธิการ เช่นหนังสือ "ชีวิตเปลี่ยน" "มีกินตลอดชีวิต"
นี่คือพลังของปัจเจกบุคคล ที่ "เริ่มต้นจากตัวเราเอง" ไม่ฝากชะตากรรมของเราไว้กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นายจ้าง หรือรัฐบาล ใครจะไปใครจะมา ใครจะเป็นนายกฯ ใครจะเป็น รมต.เกษตร เราก็(ต้อง)อยู่ของเราได้ เราอาจวิพากษ์วิจารณ์เขาบ้าง เรียกร้องให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง แต่ถ้าเขาไม่ทำเราก็(ต้อง)อยู่ได้
ผมจึงเห็นด้วยว่าพลังความคิด(และความมุ่งมั่นปฏิบัติในสิ่งที่ตนเองคิดอย่างถึงที่สุด)ของปัจเจกบุคคลนี้ ไม่ว่าจะคิดดีทำดีหรือคิดร้ายทำร้าย (แล้วแต่ใครตัดสิน) หรือจะทำไปโดยคิดว่าตัวเองรู้แต่จริงๆแล้วไม่รู้(อวิชชา) มีพลังมาก เป็นพลังขนาดเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ประเทศหรือโลกได้ เช่น พระพุทธเจ้า ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ คานธี คาร์ล มาร์กซ์ ฟูกูโอกะ (ฟางเส้นเดียวปฏิวัติ) ยายไฮ บินลาเดน ซัดดัม ฮุสเซน สืบ นาคะเสถียร ทักษิณ ฯลฯ
สำหรับผมแล้ว "พลังมวลชน" เป็นเรื่องที่ใช้ในทางยุทธวิธี เพื่อผลบางประการเป็นครั้งคราว สิ่งที่ขับเคลื่อนสังคมจริงๆ คือ "พลังปัจเจกบุคคล"
เขียนดีครับ คุณ
ขอให้เขียนบ่อย ๆนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ผมคิดว่า พลังมวลชนนั้นเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพลังของปัจเจกบุคคลครับ คือปัจเจก เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างครับ
น่าสนใจมากคะ พลังมวลชน และ พลังปัจเจกบุคคล
ซึ่งสามารถเสริมรับกันได้ ทั้งสองแบบ...
เป็นพลังที่ดีเยี่ยม ถ้าในแนวทางสร้างสรรค์
เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านอาจารย์ประพนธ์และอาจารย์สุรเชษฐ์ค่ะ เพราะองค์กรจะดีได้คนต้องดีก่อน คนดีมาอยู่ร่วมกันก็จะร่วมกันนำพาองค์กรสู่ความเจริญงอกงามค่ะ
คนเราควรตั้งอยู่ด้วยตัวเราเอง ไม่ต้องหวังพึ่งหาใคร จะดีร้ายก็ตัวเราทำเองไม่ต้องโทษใคร
กำลังเรียนม.ชีวิต เป็นข้อสอบด้วย ตอบไปแล้ว ไม่แน่ใจว่า ตอบได้ตรงตามความหมาย หรือไม่ เพราะยังไม่เคยรู้ความหมายของคำว่าปัจเจกชน ตอนนี้รู้ความหมายแล้วและแน่ใจว่าสามารถทำข้อสอบ ของอาจารย็ได้ ขอบคุณ ม.ชีวิตที่ทำให้รู้ความหมายของคำนี้ และได้เข้าใจอย่างถ่องแท้