ผมเองก็เชื่อในพลังแห่งปัจเจกบุคคลมาประมาณยี่สิบปีแล้วครับ (ก่อนนั้นเชื่อเรื่องพลังมวลชนมาก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นผลผลิตของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา)
พลังแห่งปัจเจกบุคคลที่ผมว่านี้คือ พลังแห่งความคิดของปัจเจกบุคคล โดยเมื่อคิดแล้วก็มุ่งมั่นทำตามความคิดนั้นอย่างจริงจัง จริงจังอย่างเดียวไม่พอต้อง "ทำนานๆ" ด้วย คือคิดแล้วทำแล้วสรุปบทเรียนแล้วทำอีกสรุปบทเรียนอีกวนไปเรื่อยๆ เป็นเวลายาวนานพอ จนตกผลึกทางความคิด จนกลายเป็น "วิถีชีวิต" ของคนๆนั้น
ตัวอย่าง วิบูลย์ เข็มเฉลิม แห่งบ้านห้วยหิน ต.ลาดกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา (ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สายเกษตรกร) เมื่อครั้งที่ล้มเหลวในชีวิต เครียดเพราะหนี้สิน สุขภาพจิต-กายเลวลง เพราะอยากรวยจากการปลูกพืชเดี่ยว (มันสำปะหลัง) เป็นร้อยๆ ไร่ ตามการส่งเสริมของรัฐบาล พอขาดทุนก็ไปหวังพึ่งรัฐบาลให้ช่วย เคยพาเกษตรกรแปดริ้วเป็นพันเป็นหมื่นเดินขบวนให้รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ประกันราคาพืชผลเกษตร เป็นตัวแทนเข้าเจรจา รัฐบาลรับข้อเสนอแก้ปัญหา ออกมาสลายม็อบ กลับบ้าน รัฐบาลไม่ทำอะไร ถูกหลอก ผิดหวัง ถูกเพื่อนเกษตรกล่าวหา เกษตรกรที่โกรธแค้นก็จะมาทำร้ายถึงชีวิต ต้องหลบ สรุปได้ว่า รัฐบาลเองก็เสียรู้ฝรั่งที่มาส่งเสริมให้ปลูกในสิ่งที่คนไทยไม่ได้กินไม่ได้ใช้ ขายฝรั่งจะได้เงินมา(ซื้อของฝรั่งอีก) ระบบตลาดอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล คนไทยใช้มันสำปะหลังเพียง ๑๐% ของที่ผลิตในประเทศแต่ละปี ที่เหลือต้องส่งออก จนวันหนึ่งผู้ใหญ่วิบูลย์เกิดความคิดวาบ(enlighten)ขึ้นมา ตัดสินใจปลดปล่อยตัวเองเป็นไทจากหนี้สิน ขายทรัพย์สินทั้งหมดใช้หนี้ สบายตัว เหลือที่อยู่เพียง ๙ ไร่ และประกาศบอยคอตการปลูกพืชเศรษฐกิจ หันหลังให้ระบบเกษตรสมัยใหม่ แบบ "ข้ามาคนเดียว" ซึ่งในตอนนั้นถือว่าทวนกระแสมาก (ตอนนั้นเกษตรกรบางคนได้สูตรแก้จนว่า รัฐส่งเสริมให้ปลูกให้เลี้ยงอะไร อย่าทำตามแล้วจะไม่จน) ลงมือทำเกษตรแบบพึ่งตนเอง ทำพออยู่พอกิน ปลูกกินเป็นหลัก หากเหลือกินค่อยขายในท้องถิ่น (เราปลูกกินเอง เหลือมาขายให้คนในท้องถิ่นเขาก็กินได้เหมือนกัน) ปลูกไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้น ยืนหยัดกับความคิดตัวเอง ทำอยู่นาน จนพัฒนารูปแบบมาสรุปเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็น "วนเกษตร" ระดับครอบครัว ที่กลายเป็นตัวแบบหนึ่งของเกษตรยั่งยืนในปัจจุบัน มีเกษตรกรและใครต่อใครไปดูงานแล้วเป็นแสนๆ คน ในรอบ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือชีวิตและงานของปัจเจกชนคนนี้เป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจแก่เกษตรกรอีกเป็นพันเป็นหมื่นครอบครัว ผมเป็นคนเมือง ไม่ใช่เกษตรกร ความคิดของท่านก็มีอิทธิพลกับคนเมืองอย่างผมด้วย สมัยฟองสบู่แตก ธุรกิจผมไปไม่รอด ทันทีที่ผมคิดถึงท่านขึ้นมา ผมก็คิดออกว่าจะหาทางออกอย่างไร ปิดบริษัท ขายทรัพย์สินแก้ปัญหาหนี้สิน ทำตัวเองให้เป็นไทขึ้นมาก่อน แล้วตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ผมซึมซับความคิดของท่านมาจากการที่ได้มีโอกาสได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังบทความ บทสัมภาษณ์ และหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านหลายเล่มระหว่างปี ๒๕๒๘ - ๓๐ทั้งในฐานะ Ghost Writer, ผู้ร่วมสัมภาษณ์ ร่วมเขียน และบรรณาธิการ เช่นหนังสือ "ชีวิตเปลี่ยน" "มีกินตลอดชีวิต"
นี่คือพลังของปัจเจกบุคคล ที่ "เริ่มต้นจากตัวเราเอง" ไม่ฝากชะตากรรมของเราไว้กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นายจ้าง หรือรัฐบาล ใครจะไปใครจะมา ใครจะเป็นนายกฯ ใครจะเป็น รมต.เกษตร เราก็(ต้อง)อยู่ของเราได้ เราอาจวิพากษ์วิจารณ์เขาบ้าง เรียกร้องให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง แต่ถ้าเขาไม่ทำเราก็(ต้อง)อยู่ได้
ผมจึงเห็นด้วยว่าพลังความคิด(และความมุ่งมั่นปฏิบัติในสิ่งที่ตนเองคิดอย่างถึงที่สุด)ของปัจเจกบุคคลนี้ ไม่ว่าจะคิดดีทำดีหรือคิดร้ายทำร้าย (แล้วแต่ใครตัดสิน) หรือจะทำไปโดยคิดว่าตัวเองรู้แต่จริงๆแล้วไม่รู้(อวิชชา) มีพลังมาก เป็นพลังขนาดเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ประเทศหรือโลกได้ เช่น พระพุทธเจ้า ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ คานธี คาร์ล มาร์กซ์ ฟูกูโอกะ (ฟางเส้นเดียวปฏิวัติ) ยายไฮ บินลาเดน ซัดดัม ฮุสเซน สืบ นาคะเสถียร ทักษิณ ฯลฯ
สำหรับผมแล้ว "พลังมวลชน" เป็นเรื่องที่ใช้ในทางยุทธวิธี เพื่อผลบางประการเป็นครั้งคราว สิ่งที่ขับเคลื่อนสังคมจริงๆ คือ "พลังปัจเจกบุคคล"