หากเรายอมรับความหมายของวัฒนธรรมว่าเป็นวิถีการดำเนินชีวิต ทุกอย่างจะเข้าใจง่ายขึ้น ปัญหาก็จะชัดเจน

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้อ่านบทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์มติชน เรื่อง "ขี้หมาหน้าบ้าน" เขียนโดย คุณโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ซึ่งขยายความไปสู่ประเด็นการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจากการได้อ่านเรื่องชื่อเดียวกันนี้ของน.สพ.ปานเทพ รัตนากร ในต่วย'ตูน ที่ว่าด้วยเรื่องของวิธีการแก้ปัญหาที่มีคุณหมา(ของคนอื่น)มาทำเลอะที่หน้าบ้านทุกวัน มีข้อแนะนำถึง 10 ประการ

อ่านข้อแนะนำก็ขำมาก แต่ที่คิดว่ามีประโยชน์มากอยากนำมาเล่าและวิพากษ์กันต่อเป็นเรื่องของคำว่า "วัฒนธรรม" ที่คุณโกวิทได้ชี้ให้เห็นความหมายที่ความแตกต่างกันในวิธีคิดของคนไทยกับฝรั่งต่อคำๆนี้

 แม้ว่าคุณโกวิท จะหยิบเรื่องวัฒนธรรมขึ้นมาวิพากษ์โดยอาศัยเรื่องเลอะๆโดยหมา แต่คำอธิบายถึงความแตกต่างดังกล่าวจะทำให้เข้าใจกิจกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบในสังคมไทยที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกแปลกๆเช่นรณรงค์การคัดลายมือ รณรงค์ให้วัยรุ่นใช้ผ้าไทยแต่งอย่างไทยโดยการจัดเดินแฟชั่น

คุณโกวิท ฟันธงว่าคำว่า"วัฒนธรรม"ในภาษาไทยนั้นมีความหมายไม่ตรงกับคำว่า"Culture" ในภาษาอังกฤษ โดยอธิบายว่า

คำว่าculture มีรากเดิมจากคำว่า agriculture คือการเพาะปลูก

ดังนั้น culture คือการปลูกฝังวิถีการดำเนินชีวิตธรรมดาๆตั้งแต่เกิดจนตายนั่นเอง

เช่นคนไทยปลูกข้าวเจ้าแล้วก็กินข้าวเจ้า ส่วนฝรั่งปลูกข้าวสาลีแล้วก็เอาข้าวสาลีนำมาทำเป็นแป้งเพื่อทำเป็นขนมปังกินกันเป็นอาหารหลัก สำหรับการแต่งงานของคนไทยฝ่ายชายไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ส่วนฝรั่งแต่งงานผู้หญิงต้องไปอยู่บ้านผู้ชาย ในเรื่องเกี่ยวกับการตาย การทำศพ คนไทยเผาศพ ส่วนฝรั่งใช้การฝัง

วิธีการเหล่านี้แหละที่เรียกว่า culture

แต่วัฒนธรรมที่คนไทยเข้าใจกันนั้นเป็นเรื่องของสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะต้องเป็นสิ่งที่ดีงามแบบไทยอีกด้วย

ซึ่งเข้าใจยากและเข้าใจไม่ตรงกันเสมอ   เพราะไม่มีใครอธิบายชัดๆเลยว่าวัฒนธรรมที่ดีงามแบบไทยนั้นคืออะไรแน่

คุณโกวิทชี้ว่าคนไทยเป็นจำนวนมากไพล่ไปเข้าใจว่าวิธีหลอกเอาสตางค์ฝรั่ง เช่นเอาผู้หญิงมาแต่งชุดไทยที่คิดขึ้นมาไม่กี่สิบปีมานี้เองที่เป็นชุดทรมานผู้สวมใส่อย่างมากเพราะต้องแขม่วท้องตลอดเวลา และหายใจแรงๆก็ไม่ได้ มานั่งแกะสลัก ผัก ผลไม้ หรือการที่เอาคนมาแต่งชุดลิเกสวมชฎาแล้วคิดว่านั่นคือวัฒนธรรมไทย

คุณโกวิทเน้นว่า หากเรายอมรับความหมายของวัฒนธรรมว่าเป็นวิถีการดำเนินชีวิต ทุกอย่างจะเข้าใจง่ายขึ้น ปัญหาก็จะชัดเจน ซึ่งหากรู้และเข้าใจปัญหาอย่างกระจ่าง แล้วการแก้ปัญหาจะง่ายขึ้น ไม่เหมือนกับการที่ยังไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร อย่างการใช้คำว่าวัฒนธรรมที่ดีงามแบบไทยย่อมจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีใครรู้ว่าวัฒนธรรมที่ดีงามแบบไทยนั้นคืออะไรนั่นเอง

ในมุมมองของคุณโกวิท เราควรจะสอนเรื่อง "วัฒนธรรม" ในความหมายของ culture แทนที่จะเป็นการสวมชุดไทยแขม่วท้องแต่อย่างเดียว เพราะว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับกาลเวลา การเรียนรู้ปัญหาและเท่าทันปัญหาย่อมทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อมองในมุมของการจัดการความรู้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าKM กับCulture นั้นไปในทิศทางเดียวกัน