ส่วนตัวผมเห็นว่า คำว่า "วัฒนธรรม" เป็นคำที่ไม่นิ่งนะครับ และมันไม่สมควรจะนิ่ง (static) หรือถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานแบบใดแบบหนึ่ง (Standardization)

 เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่เปิดโอกาสให้สังคม ชนกลุ่มต่างๆมีสิทธิที่จะตีความสิ่งต่างๆให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา

การใช้อำนาจที่ซ่อนเร้นสำคัญของรัฐก็ดี ของการศึกษาสมัยใหม่ก็ดี มักจะยึกติดอยู่ที่การผูกขาด "ความรู้" โดยการแช่แข็งนิยามความหมายของสิ่งต่างๆให้มีความหมายเดียว และเป็นความหมายที่คนบางกลุ่มได้อำนาจไปกดทับคนกลุ่มอื่นๆ

เช่น ผู้ชายอาจจะนิยาม " การแต่งงาน " ต่างจากผู้หญิง , วัยรุ่นนิยาม "ระเบียบวินัย" ต่างจากผู้อำนวยการโรงเรียน , หญิงค้าบริการ นิยามการใช้เรือนร่างตนเอง ต่างจากนักบวช

นิยามทางวัฒนธรรมก็เช่นเดียวกันครับ ประเทศมหาอำนาจเคยสร้าง และใช้ (และยังใช้อยู่) นิยามคำว่า "อารยธรรม" หรือความศิวิไลซ์ ไปเที่ยวจัดลำดับชนพื้นเมืองว่าต่ำต้อย และสมควรที่จะได้รับ "การพัฒนา" ดังนั้น จึงชอบธรรมให้พวกตนเข้าไปยึดครองในฐานะ"ผู้ปลดปล่อย"

แต่แท้จริงแล้ว มหาอำนาจเหล่านั้น ไปปลดปล่อยหรือไปดูดกลืนเอาทรัพยากรต่างๆมากมายแค่ไหน พวกเราคงรู้ๆกันอยู่นะครับ

ทางสังคมวิทยามานุษยวิทยา เรามักจะใช้กระบวนการสร้างความหมายอย่างนี้ว่า การสร้าง "วาทกรรม" ครับ (ไม่รู้ว่าผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่า)

และผมคิดว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ รวมถึงนักวิชาการกระแสหลักทั้งหลาย ยังติดอยู่ใน "กับดัก" ทางความคิดแบบนี้อยู่

คือมันทำให้ เสียงและความคิดของคนเล็กๆน้อยๆ คนด้อยโอกาสไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก และต้องยอมจำนนอยู่ใน "ถ้อยคำ หรือ ""ความจริง" ที่คนกลุ่มอื่นสร้างขึ้นมาควบคุมพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม

ส่วนหนึ่งที่จะปลดปล่อยมนุษย์อย่างเราๆให้เป็นอิระได้ เราต้องรู้ตัวก่อนครับว่า เราถูกครอบงำ กักขังอยู่ภายใต้ "คำ" ที่ใครสร้างขึ้น และมันมีผลต่อตัวเราและผู้อื่นอย่างไร

มิฉะนั้น เราเองก็อาจจะไปผลิตซ้ำอำนาจกดขี่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะครับ 

ผมเองก็ยังติดอยู่ในความคิดแคบๆอยู่มาก ก็พยายามสลัดแอกที่แบกอยู่นี้ออกไปเรื่อยๆครับ