ยุคใหม่ ถ้าเราเอา tacit knowledge ไปเปลี่ยนแปลง จะได้ผลกว่าเยอะเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน ไม่ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรืออื่นๆ จะได้กับทุกๆ อย่างเลย ถ้าใช้ tacit knowledge เป็น และก็จะใช้ได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับพวกเรากันเอง และระดับประชาชน
เรื่องนี้ คุณปลา (จันทิรา) แขกรับเชิญจากศูนย์อนามัยที่ 1 กทม. ค่ะ ไปร่วม ลปรร. กับชาวศูนย์อนามัยที่ 5 โคราช ในเรื่อง เครือข่ายแม่อาสา ซึ่งเป็นเทคนิคการทำงาน เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ละค่ะ
เธอทำกว่าจนเห็นผลก็ผ่านประสบการณ์ต่างๆ นานา มาเหมือนกันนะคะ ลองมาฟังดูค่ะ
ในศูนย์อนามัยที่ 1 ชุมชนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็เป็นชุมชนหนึ่ง ซึ่งทำในกลุ่มผู้ให้บริการในส่วนของผู้ป่วย ที่เลือกเรื่องนี้ ก็เพราะว่า เป็นประเด็นที่เราแก้ปัญหาอย่างไรก็ยังไม่สำเร็จ
- เราก็เริ่มที่ผู้ให้บริการก่อน ชวนกันมา share หรือแลกเปลี่ยนกัน มีหัวปลาว่า การให้นมแม่จะ Prolong ได้หรือเปล่า
- รุ่นแรก ปี 2547 คุยกับหัวหน้า ขออนุญาตทำ CoP ในเรื่องนี้ หัวหน้าก็เปิดโอกาสให้ไปดูวันที่เหมาะสม เราก็ตกลงกันในทีมว่า ขอเป็นวันพุธช่วงบ่าย
- เป้าหมายแรก อยากให้ทุกคนเรียนรู้เรื่องกระบวนการ KM ทุกคนก็มาร่วมแชร์กัน แรกๆ ก็วิชาการจ๋ามากๆ เพราะเราเองก็ไม่รู้จัก KM ว่า เราจะต้องพูดยังไง ลูกเล่นยังไง จากคนที่มาเยอะๆ ก็ค่อยๆ ลดลงๆ
- ก็คิดว่า จะเอาลูกเล่นยังไงดี มีวันหนึ่งมาเที่ยวโคราช และก็ได้ซื้อเส้นหมี่โคราชกลับไป
- ก็ไปบอกว่า พุธนี้เราจะมีผัดหมี่โคราช กับส้มตำ
- ปรากฏว่าเป็นที่ตื่นตาตื่นใจ รสชาติก็แซบ ให้น้องที่เป็นแม่ครัวทำ ห้องที่เราทำ CoP ก็อยู่ติดกับห้องครัว ขณะที่เราคุยกันไป sharing กันไป กลิ่นผัดหมี่โคราชก็ออกมายั่วยวนน้ำลาย เราก็มีความหวังว่า เข้าท่านะ
- และหลังจากนั้นก็จะเกิดความรู้จากการแลกเปลี่ยนรสชาติอาหาร ไม่ใช่ความรู้อย่างเดียวแล้ว มีรสชาติอาหาร 4 ภาคเกิดขึ้น ชาวเหนือก็เอาขนมจีนเข้ามา ชาวใต้ก็มีน้ำบูดูเข้ามา ก็เกิด happy ... คนเริ่มมา ได้เล่า ได้ความรู้ ได้กิน ได้อิ่ม ได้สนุก เราก็ได้ว่า ตรงนี้เป็นประเด็น
- หลังจากที่มีคนมาเข้ากลุ่มรู้สึก Happy ดีขึ้นกับ KM เพราะว่าตอนแรกเขาบอกว่า ต้องเล่าด้วยเหรอ ฟังอย่างเดียวได้ไหม ตอนหลังก็เริ่มมีอะไรๆ มีลูกเล่น คนก็เริ่มมากัน ว่ามาสิ อาทิตย์หน้ามีข้าวยำนะ ... จากนั้น คนก็ยากมา ลปรร. กัน
- หลังจากนั้น ก็ตั้งวงคุยกันต่อว่า องค์ความรู้ที่เราได้พอหรือเปล่าที่ทำให้เกิด prolong extensive breast feeding
- มันเป็นประเด็นว่า เราได้พอหรือยัง และเหมาะกับงานที่เราไปทำหรือยัง เราก็คิดเป็นแบบ checklist ว่าคนที่ใช้รู้สึกอย่างไร ถนัดไหม ชอบไหม ผู้ใช้บริการ happy กับสิ่งที่เราทำกับเขาหรือเปล่า ก็เขียนมาเป็นขั้นตอน เช่น เรื่องการประคบเต้านม ต้องทำ 1-2-3-4 และมีช่องว่างให้เขียนแนะนำว่า รู้สึกยังไง ดีหรือยัง ควรเพิ่มตรง ควรตัดทอนตรงไหน
- เสร็จแล้วพอได้ข้อมูลมาก็ปรับกับ Explicit แรกที่เขียนไว้ ปรับให้เข้าที่ และมาวิเคราะห์ดูตามแบบฟอร์ม ... มี comment ว่า ตรงนี้ไม่ work ตัวอย่างเช่น ในคนไข้ที่มีแผล perineum และต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย ต้องลุกขึ้นมานั่งให้นม เขาจะเจ็บแผล ก็ต้องมี จนท. พยาบาลที่อยู่ Suggestion clinic ก็คิดกันขึ้นมาให้กับคนไข้ คือ เอาผ้าห่มมาพันขดเป็นวงกลม และให้คนไข้นั่งไปบนนั้น ก็จะนั่งสบาย ไม่เจ็บ ไม่เมื่อย
- แต่ก็พบมีปัญหาหลังจากนั้นว่า จะมี bleeding เปื้อนไปบนผ้าห่มนั้น ทำให้ยุ่งยากกับการดูแลต่อ ก็มีข้อเสนอแนะว่า ให้มีผ้ายางรอง และมีผ้าคลุม เพื่อที่จะง่ายกับการดูแลทำความสะอาด อันนี้ก็เป็นข้อปฏิบัติใหม่ ที่เราได้มีการ แลกเปลี่ยนกัน
- ก็คิดกันต่อว่า ส่วนของคนทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพล่ะ เรามองออกไปข้างนอกว่า แล้วคนไข้ออกไปข้างนอกนั้น เขาจัดการตนเองได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่า อยู่ใน รพ. มีพยาบาล support เขาก็ทำได้นะ ก็คิดว่า แล้วจะไปทำยังไงกับแม่กลุ่มนี้ได้ ว่ากลับไปบ้านแล้วเขาจัดการตนเองอย่างไร ที่จะให้นมแม่ต่อได้
- ก็เสนอกันว่า เอาอย่างนี้ไหม เราต้องไปดูแลคนไข้ที่ต้องมาฉีดวัคซีนในช่วง 1 2 3 เดือน อยู่แล้ว ก็จะมีกลุ่มแม่ที่ success ในเรื่องนี้กลับมาฉีดวัคซีน ก็ดึงกลุ่มแม่ตรงนี้ละ เข้ามา sharing กับกลุ่มคนไข้ที่นอนอยู่ใน รพ. ... ก็ขอเวลาเขาสักครึ่ง ชม. เพื่อที่จะมา ลปรร. กับเรา
- เราก็เลยพาคนไข้มา ลปรร. กัน
- สิ่งที่เราได้เห็นก็คือ คนไข้มีส่วนร่วมมากขึ้น จากการที่เราเคยพูดอย่างเดียว และคนไข้เป็นคนฟัง ... พอดึงคนไข้ที่เป็นแม่ ที่เคยให้นมแล้ว และมาแลกเปลี่ยน กลายเป็นว่า เขาเกิดคำถาม เกิด response ในกลุ่มกัน จะมีประเด็นบางอย่างที่เราคิดไม่ถึงหลุดๆ ออกมา เราก็เก็บประเด็นตรงนี้มาบันทึก เพื่อที่จะไปใช้กับคนไข้รุ่นต่อๆ ไป
- และคิดต่อว่า ต้องมีอีกนะ เพราะว่าคนไข้กลุ่มนี้อยู่กับเรา เขาก็จะช่วยเราได้ต่อไป ไม่แค่มาแลกเปลี่ยนและก็กลับไป เราก็เลยบอกว่า ... กลุ่มแม่คนไหนที่ว่าง หรือไม่ยุ่งกับงานมากนัก ก็ชวนมาร่วมงานกัน มาเป็นแม่อาสา
- ตอนนี้ ก็รวมกลุ่มแม่อาสาไปประมาณต้นเดือน เมย.50
- ปรากฏว่า ที่เห็น คือ ทุกคนมีความพร้อม และมีศักยภาพมากที่จะเป็นตัวแทนเรา
- จุดประสงค์ของการสร้างแม่อาสา เรามองว่า แม่เขาจะเป็น Resource person ให้กับเราให้แง่ของเรื่องต่างๆ เช่น มีแม่ท่านหนึ่ง ตอนที่เขาอยู่ที่ ward มีปัญหามากๆ เรื่อง น้ำนมหลั่งเร็ว ต้องลง cup บ่อยมาก เขาก็ suffer มาก ... แต่ตอนนี้เขาสามารถดูแลตัวเอง แก้ปัญหาตรงนั้นสำเร็จ และก็ยินดีที่จะเป็นตัวแทนให้กับเรา ที่จะเป็นตัวแทนของแหล่งข้อมูลในเรื่องนี้เลย ... วันนั้นเราประกาศในที่ประชุมเลย ว่า เราขอประกาศให้เขาเป็นแหล่งข้อมูลให้ด้วย
- ส่วนอีกคนหนึ่ง ก็มีในเรื่องที่เขากลับไปบ้านแล้ว สามีดูแลเขาอย่างไร เขาจึงสามารถให้นมลูกได้
- ครั้งนี้ ก็ได้เป็นแหล่งความรู้ของแม่แต่ละคน และเราได้ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อให้เพื่อนๆ โทรไปปรึกษาด้วย
คุณหมอสมศักดิ์ กล่าวสรุปให้ฟังด้วยนะคะว่า
- ถ้าพวกเราฟังดีดี ผมหวังว่าพวกเราจะเห็นสิ่งที่ผมเรียกว่า การเอา KM ไปใช้ในการทำงานประจำ เพราะแทนที่จะทำงานแบบเดิม ก็เป็นการทำงานโดยใช้ KM เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน
- คุณจันทิราได้เล่าให้เราฟังเรื่อง การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่แทนที่จะไปให้สุขศึกษาแก่แม่ในคลินิก ใน ward ก็เปลี่ยนวิธี
- วิธีหนึ่ง ที่เปลี่ยนก่อนก็คือ แทนที่จะไปทำกับแม่โดยตรงก็มาทำกับเจ้าหน้าที่เสียก่อน เพราะบางทีการที่มีไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นั้น อาจเพราะเจ้าหน้าที่ของเราแนะนำไม่เป็น ... แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่ของเราบางคนทำงานสำเร็จ มีเทคนิคสารพัดอย่าง ให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ได้ เช่น หลังคลอดใหม่ๆ เจ็บ perineum นั่งเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะเจ็บ ก็จะต้องมีเทคนิค เมื่อเจ้าหน้าที่มาแลกเปลี่ยนกันนี่ ก็จะมีความสามารถในการไปแนะนำแม่ได้ นี่เป็น step ที่หนึ่ง
- สักพักนึง จึงจะรู้ว่ามีแม่กลุ่มหนึ่งที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อเนื่อง แต่อีกกลุ่มหนึ่งจะไม่ทำ ก็เอามาเป็น resource person ไม่ได้ให้เขามาเรียนรู้ในมิติของเรา แต่ให้เขาเรียนรู้ในมิติของเขาเอง จากประสบการณ์จริง คือ เอา tacit knowledge ของคนไข้ มาแลกกับคนไข้คนอื่นแทน นี่ก็เป็นเทคนิค KM เล็กๆ น้อยๆ
- เพื่อที่จะให้เห็นว่า การทำงานนั้น พวกเราในฐานะนักวิชาการสาธารณสุข หน้าที่ของคนกรมอนามัยจำนวนไม่น้อย คือ การนำเอาความรู้ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สถานีอนามัย หมอ พยาบาล หรือคนไข้เอง ที่ผ่านมาเรามักให้เขาเอาความรู้ไป โดยเอาตำราไป เอาคู่มือไปแจก ไปจัด Session จัดการความรู้ ... ก็คือ มักชอบใช้ explicit knowledge ในการสร้างกระแสเปลี่ยนแปลง
- คุณจันทิราชี้ให้เห็นว่า ในยุคใหม่ ถ้าเราเอา tacit knowledge ไปเปลี่ยนแปลง จะได้ผลกว่าเยอะเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน ไม่ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรืออื่นๆ จะได้กับทุกๆ อย่างเลย ถ้าใช้ tacit knowledge เป็น และก็จะใช้ได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับพวกเรากันเอง และระดับประชาชน
- ที่ศูนย์ฯ 6 ก็มีเรื่องราวทำนองนี้ เช่น เวลาทำงานสอนให้ผู้หญิงตรวจเต้านม ก็มีเทคนิค เทคนิคที่ 1 ซึ่งสำคัญมาก คือ ทำยังไงให้ผู้หญิงยอมตรวจเต้านมด้วยตนเอง ก็มีพี่คนหนึ่ง บอกว่า ง่ายมากเลย ตอนนี้เขาอายุมาก บอกว่า ก็คล้องแขนเลย ทำความคุ้นเคยก่อน และพยายามให้เกิดความเป็นกันเอง แต่ถ้ายังไม่เป็นกันเอง ก็บอกว่า ไม่เป็นไร อายใช่ไหม ก็ตรวจของพี่ก่อนก็ได้ ก็ปล่อยให้ตรวจไป อันนี้ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นี่ ได้ผลในทางกว้างแล้วค่ะ แม่ๆทั้งหลายอยากให้นมลูกเองสักช่วง และปั๊มนมไว้ให้ลูกให้ได้กินนานที่สุด
หลานกินมแม่จน 9เดือนค่ะ แข็งแรง ไม่อ้วน curveการเจริญเติบโต ไล่ตามpercentileที่เหมาะสมเลย
http://gotoknow.org/blog/goodliving/85794