เคยเจอเจ้าของบริษัทฯ ที่เป็นรุ่นพี่บางคน เขาบอกเลยว่าถ้าจบวิศวฯ ป.ตรี จาก........... มาจะบอกเลยว่า "งานที่ให้ทำน่ะเป็นงานคุมงานหน้างาน เงินเดือนเท่า ปวส. นะ จะทำหรือไม่ทำ.... " เขาให้เหตุผลว่าเด็กจบใหม่จากสถาบันนั้นๆ ไม่มี engineering sense เลย... ทำงานตามสั่งได้อย่างเดียว
เพิ่งเขียนบันทึกเรื่อง world-class university ไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว เพิ่งเขียนข้อคิดเห็นกับคุณอนิลฑิตา ไปหยกๆ ว่า..
...ตอนนี้มหาวิทยาลัย(เกือบ)เหมือนโรงงานผลิตสินค้าเกรดต่ำ ปั้มเอาจำนวนไว้ก่อน คุณภาพไม่ต้องเช็ค เพราะขายถูก เน้น volume ไว้ก่อน เพราะฉะนั้น Foreman หรือผู้จัดการ line ผลิตอย่างดิฉันก็กลุ้มใจเหมือนที่คุณอนิลฑิตารู้สึก เพราะเรื่องหลายเรื่องอยู่นอกเหนืออำนาจที่จะแก้ไข ไม่สามารถแก้ไขระบบผลิตของโรงงานในภาพรวมด้วยตัวเองคนเดียว แล้วพอยอดขายตก หรือ defect เยอะก็จะถูกด่า จากทั้งเจ้าของโรงงานและลูกค้า ตอนนี้ความเชื่อถือใน brand สินค้าเกือบไม่เหลือแล้วเหมือนกัน ....
เมื่อกี้เพิ่งอ่านข่าวในมติชนออนไลน์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน ๒๕๕๐ เรื่อง "รมช.ศธ.ชี้"อุดมศึกษา"ตกต่ำ" ที่ท่านรมช. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
"นอกจากนี้ ผมเชื่อว่าแนวโน้มในระยะ 5 ปีข้างหน้า จะต้องเป็นยุคแห่งการปรับปรุงการศึกษาในระดับอุดมศึกษากันใหม่ โดยผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะต้องกลับไปเรียนเพิ่มเติมใหม่ เพื่อให้มีทักษะความเชี่ยวชาญตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถาบันอุดมศึกษาไทยมุ่งผลิตบัณฑิตออกมาในลักษณะของโรงงานผลิต คือเน้นปริมาณมาก ทำให้คุณภาพลดน้อยลงและไม่มีทักษะที่จะทำงาน จึงเกิดปัญหาประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าวุฒิ เช่น คนเรียนจบปริญญาตรีแต่ไปทำงานในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือจบ ปวส.แต่ต้องไปทำงานในวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยสถานการณ์นี้จะทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง และถ้าเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่จบระดับ ปวช.ก็จะไม่มีงานให้ทำ ถ้าไม่มีทักษะฝีมือที่ตรงกับตลาดแรงงาน"
ดีใจที่ท่านเห็นปัญหาแบบเดียวกัน.... แต่ก็เศร้าใจที่บ้านเมืองเราต้องเป็นแบบนี้ คนเรียนจบวุฒิหนึ่ง แต่ทำงานไม่ได้ตามวุฒิ ต้องไปทำงานวุฒิที่ต่ำกว่า เพราะ ๑. ตำแหน่งงานไม่มีจริง ไม่มีงานให้ทำ และ ๒. ฝีมือไม่มีจริง ....
เคยเจอเจ้าของบริษัทฯ ที่เป็นรุ่นพี่บางคน เขาบอกเลยว่าถ้าจบวิศวฯ ป.ตรี จาก........... มาจะบอกเลยว่า "งานที่ให้ทำน่ะเป็นงานคุมงานหน้างาน เงินเดือนเท่า ปวส. นะ จะทำหรือไม่ทำ.... " เขาให้เหตุผลว่าเด็กจบใหม่จากสถาบันนั้นๆ ไม่มี engineering sense เลย... ทำงานตามสั่งได้อย่างเดียว
ข้อมูลที่ได้รับมา ตรงกันหมดทุกทางว่าปัญหานี้มีจริง และหนักจริงๆ
ในบันทึกเรื่อง world-class university นี้ดิฉันได้เขียนตอบคุณ sasinanda ไว้อีกว่า
....ตอนนี้บ้านเราขาดคนทำงาน field work ที่เก่งๆ โดยเฉพาะในสาขาช่าง หรือวิศวกรรมค่ะ คือวิศวกรที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นล้นตลาด ใครๆ ก็เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์กันเกร่อไปหมด แต่ช่างเก่งๆ ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยมีค่ะ ดิฉันกำลังรอดูอีกสัก 10-15 ปี เวลาที่ช่างเก่งๆ เกษียณหมดแล้ว อุตสาหกรรมไทยจะเป็นอย่างไร (ไม่อยากจะคิดเลยค่ะ...)
ที่เอามาฉายซ้ำในบันทึกนี้ เพราะอยากให้คนอ่านรู้จริงๆ ว่าเรามีปัญหาการศึกษาในภาพรวมขนาดไหน...
มีเพื่อนเคยบอกว่า บางทีเราก็มาพูดกันเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ อีกแล้ว ทุกคนรู้ปัญหาอยู่แล้ว ... ลงมือทำจะดีกว่า.... จริงค่ะจริง....
ฝากทุกท่านที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ช่วยกันคนละไม้ คนละมือค่ะ มันจะต้องดีขึ้นบ้างแหละค่ะ ไม่งั้นก็ถือเสียว่าดิฉันขออนุญาตบ่นกับคนกลุ่มใหญ่เป็น therapy บำบัดจิตให้กับตัวเองก็แล้วกัน....
ได้ยินมามากเหมือนค่ะ จากผู้ใช้บัณฑิต ว่าบัณฑิตสมัยนี้ ต้องจับมาฝึกมาสอนก่อนจึงจะทำงานได้ เจองานหนักก็ไม่สู้ เดี๋ยวเปลี่ยนเดี๋ยวย้ายงาน ... แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนะค่ะ ที่ดีก็มี แต่ที่มีปัญหาก็มากขึ้น
คงจะจริงอย่างที่ท่านรมช. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ว่าแหละค่ะ...เราเร่งผลิตบัณฑิต ป.ตรี กันมากเกินไป ทั้งเปิดมหาวิทยาลัย จำนวนมากๆ รับนักศึกษาจำนวนมากๆ ... จนกลายเป็นได้แต่ปริมาณ คุณภาพไม่ได้...ต่อไปจบตรีไม่มีงานทำ ต่อเรียนต่อโท แล้วก็เลื่อนๆไปเป็นจบเอกจึงจะมีงานทำ...
ในขณะที่การจัดการศึกษาเพื่อเตรียมเยาวชนคนเข้าสู่การทำงานตกต่ำ การจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่แล้วก็ไม่อยู่ในความสนใจของรัฐด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ผมเพิ่งคอมเมนต์บทความของอาจารย์ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ที่ลงในมติชนฉบับวันที่ ๑๗ เมษ.๕๐ ในบันทึกชื่อ ชะตากรรมของประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน http://gotoknow.org/blog/surachetv/90758 อยากให้อาจารย์อ่านดูครับ
ใครๆ ก็เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์กันเกร่อไปหมด แต่ช่างเก่งๆ ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยมีค่ะ
ตอนนี้แพทย์ก็กำลังจะเข้าวงจรนี้เหมือนกันครับ บางมหาวิทยาลัยเปิดรับโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะส่งนักเรียนแพทย์ไปฝึกที่โรงพยาบาลที่กำหนดได้ไหม ผมถามแพทย์ที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลนั้น ก็บ่นว่าวันๆ ตรวจคนไข้เป็น 30-40 คน จนหมดแรงแล้ว แค่จะทำงานให้ดียังทำไม่ได้เลย จะเอาเวลาที่ไหนมาสอน ฟังแล้วห่อเหี่ยวใจครับ
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอยากเปิดเพราะเห็นแก่เงิน ผอ.โรงพยาบาลก็อยากรับนักเรียนแพทย์มาฝึกงานเพราะเห็นแก่เงินและชื่อเสียงจอมปลอม
แต่กรรมตกอยู่ที่นักเรียนกับประชาชนครับ
ผมว่ามันเป็นทั้งระบบเลยละครับ ไม่ใช้แต่อุดมศึกษาหรอก ถ้าจะจริงจังกันควรเริ่มในระดับอนุบาลเลยครับ จะสอนให้คิดเป็น จะสอนให้ชอบอ่านหนังสือ จะสอนให้เป็นคนดีก็ต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆนะครับ...
ผมสอนสถาปัตยกรรมครับวิชาออกแบบ เดี๋ยวนี้นักศึกษาถามเลยว่าอาจารย์ชอบแบบไหน ??? ไม่คิดเองกันเลยหรือนี้ ??? งงมากเลยครับ ต้องมานั่งปรับทัศนคติกันใหม่ อนาคตของชาติทั้งนั้น...
เศร้าครับ แต่ก็ต้องพยายามต่อไป...
โอชกร
สวัสดีค่ะ อ.
paew
สวัสดีค่ะ อ.
นาย สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
ดิฉันได้อ่านข่าวนี้ในมติชนเช่นกันค่ะ แต่วันนั้นไม่มีเวลา comment ได้แต่รู้สึกเซ็งๆ แค่เห็นแนวคิดที่เวียดนามคิดเกี่ยวกับการศึกษาก็รู้แล้วว่า เราจะสู้เขาไม่ได้(ตอนนี้หรือ)ในอนาคต
ดิฉันเคยพบคนเวียดนามตอนไปสัมมนาเมื่อสัก ๘ ปีที่แล้ว รู้เลยว่าเขามีความคิดรักชาติและ conservative ขนาดไหน ตอนคุยกับเขาได้ความรู้สึกเลยว่าเขามองประเทศไทยอย่างไร ประมาณว่าเราทำลายสิ่งแวดล้อมเยอะและวัตถุนิยมมากๆ ... (ก็จริงของเขา)
ดิฉันเห็นด้วยกับท่าน รมช. ที่ท่านกล่าวว่า "การปฏิรูปการศึกษาคือการปฏิรูปคนในวงการศึกษา" แต่อย่างที่เขาว่ากันนะคะ ว่าสอนใครสอนได้ แต่อย่าได้ริมาสอนครูสอนพระ ประมาณนั้น.... เราคงเคยพบคนที่ยึดติดกับความคิดเดิมๆ ไม่มองว่าต้องปรับปรุงตัวเอง แต่มองว่าคนอื่นต้องเปลี่ยนให้ได้ตามเขาทั้งหมด เน้น complain มากกว่าทำ... เฮ้อ... แต่ก็ไม่ใช่เป็นกันหมด เพียงแต่คนกลุ่มนี้ทำให้คนที่เข้ามาทำงานใหม่เกิดความสับสน ทำให้บางคนอาจมีทัศนคติที่ผิดๆ เรื่องคนนี้แก้ยากจริงๆ...
นโยบายและมาตรการจากฝ่ายบริหารสำคัญค่ะในกรณีข้างต้น แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ ถ้าผู้บริหารยังมีแนวคิดว่าที่ทำอยู่นี้ดีอยู่แล้ว หรือเกรงใจคน หรือเป็นคนแบบนั้นเสียเอง มองไม่เห็นผลเสียเลย ก็จบ...เห่..ค่ะ
ดีใจที่อาจารย์ได้ยกให้เห็นว่ามีการดำเนินการแก้ไขเตรียมความพร้อมในทุกระดับ โดยไม่รอการสั่งการจากรัฐ หรือนโยบายของใคร แต่มันน่าเสียดายที่การระดมพล ร่วมกันทำนี้อาจมากันคนละแนว คนละทิศ แล้ว timing ที่ไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ผลกระทบด้านดีที่ควรจะมีมาก มันน้อยลงจนบางทีมองไม่เห็น แต่ดิฉันเห็นด้วยนะคะ ที่รอไม่ได้ค่ะ ถึงผลของสิ่งที่เราพยายามทำการเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อย ก็ยังดีกว่าไม่มีค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ ที่เข้ามา ลปรร จะติดตามอ่านบันทึกต่อไปของอาจารย์เรื่อง "การศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงยิ่งกว่า" นะคะ
สวัสดีค่ะ คุณ
บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
สวัสดีค่ะอาจารย์ ดร. กมลวัลย์ ลือประเสริฐ
อุ๊ย ว้าย กรี๊ด....ขออภัยค่ะ แสดงความรู้สึกมากไปนิด แต่..จริงใจค่ะ คุยกับอาจารย์แล้ว..สนุกดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณหมอ
มาโนช
สวัสดีค่ะ อ.
โอชกร - ภาคสุวรรณ
ขอบคุณที่ให้ข้อมูลนะคะ ว่าสาขาของอาจารย์ก็มีผลกระทบด้วย
เด็กๆ เดี๋ยวนี้บางคนเขาค่อนข้างมุ่งเป้าทำคะแนนค่ะ อยากทำให้ตรงกับคำตอบ แต่เขาไม่รู้ว่าเรากำลังพยายามสอนเขาให้ apply เป็น ให้มีความคิดสร้างสรรค์ create งานเป็น โดยเฉพาะในสายออกแบบหรือสถาปัตย์ ที่ดิฉันว่าความคิดสร้างสรรค์สำคัญต่อผลงานมากๆ
ดิฉันเจอบ่อยค่ะว่านักศึกษาบางคนถามว่า ทำไมเขาได้คะแนนน้อย ถ้าดิฉันตอบว่าแนวความคิดในการตอบปัญหาไม่ถูก เขาจะถามต่อว่า แล้วอาจารย์จะเพิ่มคะแนนให้ได้บ้างไหม อย่างไร แต่ไม่ถามว่าที่เขาทำผิดแนวน่ะ มันตรงไหนค่ะ
แต่ก็มีนักศึกษาบางคนนะคะ ที่น่ารักมาก ถ้าผิดนิดผิดหน่อยจะมาถามเลยว่า ผิดตรงไหนอย่างไร กลุ่มนี้ perfectionist ค่ะ ก็ให้เหตุผลไป แต่ดิฉันว่าระบบคะแนนก็มีผลทำให้เสียนะคะ เพราะนักศึกษาบางคนก็ยึดระบบคะแนนมากๆ แต่อย่างว่าล่ะค่ะ ถ้าไม่ให้เกรดไม่ให้คะแนน การวัดผลเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มมันยาก
จริงที่อาจารย์ว่า เราต้องช่วยกันปรับทัศนคติ ช่วยกันสอนค่ะ
ขอบคุณที่ให้ความเห็น และ ลปรร นะคะ
สวัสดีค่ะ อ.
นาย ขจิต ฝอยทอง
เห็นด้วยดังความเห็นอ.คุณหมอ
มาโนชครับ เพราะถามเพื่อนผมที่จบสาธารณสุขสอบนักวิชาการได้ แล้วสอบติดแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ตอนนี้อยู่ปี 4 ขึ้นปี 5
ตอนอยู่ปี 4 ไปเรียนที่โรงพยาบาลทั่วไปในจังหวัดหนึ่ง มีแพทย์ประจำที่เป็นศัลยแพทย์เพียง 1 คน ต้องอาศัยรุ่นพี่แพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลชุมชนใกล้เคียง มาช่วยสอนศัลยกรรม!
มีอายุรแพทย์ 2 ท่าน สูติแพทย์ 2 ท่าน
เร่งผลิตแพทย์เพิ่มแต่ไม่ดูเรื่องคุณภาพ และการกระจายตัวของแพทย์
ซึ่งผมคิดว่ามันเกาไม่ตรงจุด
สวัสดีค่ะครูอ้อย
สิริพร กุ่ยกระโทก
สวัสดีค่ะ
นายแพทย์ ปฏิภาคย์ นมะหุต
ควรจะมี ranking เฉพาะสาขาวิชา เช่น rank แต่วิศวโยธาฯ เป็นต้น (แต่วัดอย่างไรก็น่าปวดหัวเหมือนกัน) อาจจะเอาหน้าที่การงานของนักเรียนที่จบไปแล้วมาวัดด้วย ก็น่าจะทำให้มีการแข่งขันเชิงคุณภาพมากขึ้น?
บางคนเขามาเรียนจบไปก็ไม่ได้ไปเป็นวิศวกรอะครับ แบบนั้นไปเรียนที่ไหนอย่างไรก็ได้ ก็ปล่อยไป
ส่วนคนที่ขวนขวายอยากจะทำงานจริงๆ ก็ต้องไปหาที่ดีๆ เรียนเอง เพียงแต่ว่ามันมีที่ดีให้เขาไปหรือเปล่า?
สวัสดีค่ะ คุณ
บ่าววีร์
เรื่องการปิดหลักสูตร...มีค่ะ...มีอยู่หลักสูตรหนึ่งที่ มข เป็นหลักสูตรที่มีทุนจากรัฐบาลด้วย แต่เปิดรับแล้วมีคนมาเรียนน้อยมาก บางปีไม่มี เมื่อมีสถานการณ์อย่างนี้ประมาณ 4-5 ปี ติดต่อกัน ผู้บริหารจึงให้ปิดหลักสูตร แต่อาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ยอก ทำหนังสือคัดค้าน แต่ท้ายที่สุดก็ปิดไปค่ะ
การปรับปรุงหลักสูตรของเรา ก็ปรับกันค่ะ...ในส่วนที่ดิฉันเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาจารย์ในหลักสูตรนั้นละค่ะ คิดและคาดกันเอง .... แล้วก็ยึดติดวิชา ... เพราะจะไปเกี่ยวกับโหลดภาระงานอีก... จึงทำให้ปรับไปยาก...อีกอย่างการสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารอยากจะทำ แต่การได้มาซึ่งข้อมูล และการทำนายว่าอีก 4 ปี ข้างหน้าหลักสูตรที่เหมาะสมกับประเทศ กับตลาดคือ อะไร ก็ลำบากเหมือนกันค่ะ ..... มีวิธีที่จะทราบมั้ยค่ะ?