นอกจากเครื่องมือแล้วคงขึ้นอยู่กับคนใช้เครื่องมือ
ปกติเป็นคนมาทำงานเป็นคนแรกของสำนักงานค่ะ ถ้าไม่ติดธุระอะไร เวลาคนมาถามว่ามาแต่เช้าก็จะบอกว่า ทำหน้าที่ภารโรงค่ะ เลยต้องมาเปิดประตู
วันนี้มาช้ากว่าเคยนิดหน่อย แต่ก็มาเป็นคนแรกที่เปิดประตู พอมาถึงก็ลงเวลามาทำงาน เดี๋ยวนี้ใช้ระบบเซ็นชื่อเข้างาน หลังจากที่เปลี่ยนมาแล้วประมาณเกือบสองเดือนเพื่อให้รู้ว่า ตัวจริงเสียงจริงมาทำงาน ปกติก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเจ้าใบเซ็นชื่อเพราะมาก่อนเซ็นก่อนมาทีหลังเซ็นทีหลัง แต่บังเอิญมีน้องเขาเข้ามาติดๆกันมาเซ็นชื่ออีกแฟ้ม (ที่สำนักงานแยกแฟ้มลงเวลา 4 แฟ้ม) ก็เลยไปเห็นว่าน้องเขาเซ็นเวลามาเร็วกว่าเวลามาจริง ถามน้องเขาก็บอกว่า “ใครมาก่อนก็เซ็นเวลาเผื่อคนหลังๆด้วยเพราะมีหลายคน” เราก็เลย งง งง เอ..ที่เปลี่ยนจากระบบตอกบัตรแล้วมาเซ็นชื่อเพื่อให้ทราบว่าตัวจริงเสียงจริงมาทำงาน เป็นการเซ็นแบบนี้ตกลงแบบไหนน่าจะดีกว่ากันเนี่ย
คิดๆแล้วก็ปิ๊งแวบ! มาได้ว่า ...นอกจากเครื่องมือแล้วคงขึ้นอยู่กับคนใช้เครื่องมือด้วยกระมัง หรือจะมองว่าเป็นน้ำใจของคนในองค์กรได้หรือไม่คะ
ที่ มมส. ใช้แบบ figerscan ครับ แม้แต่อาจารย์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้ระบบนี้ แต่เงื่อนไขแตกต่างกันเล็กน้อย ในระดับต่างๆ
อาจารย์ขจิตคะ
ไม่เซ็น-ไม่ตอก-และต้องเชื่อใจ
น้ำใจ ???
สรุปแล้ว เรามาทำงานนี่..ต้องมุสา กันตั้งแต่เริ่มลงเวลาเลยนะคะเนี้ย
สวัสดีค่ะคุณพิชชา
แบบไหนก็ดีทั้งนั้นแหละครับ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงความเกี่ยวข้องกันระหว่างคนกับองค์กร
อืมม์ คิดอยากเหมือนกันเน๊าะ ระหว่างควรมเอื้อเฟื้อกับความซื่อตรงซื่อสัตย์ ... แต่ถ้ามองว่าเราเอื้อเฟื้อในสิ่งที่ไม่ถูกต้องรึปล่าว เราควรฝึกความมีวินัยมั้ย อันนี้คงต้องคุยกัน ไม่งั้นก็จะถูกว่าอีกว่าใจจืดใจดำ...พูดยาก...เพราะเหตุนี้กระมังจึงต้องมีตอกบัตร มี finger scan
ผู้บริห..............