หลังจากหายไปนานตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ผมกลับมาตะลุยเขียนบล็อกหลายตอน แต่ละตอนเครียดๆ ทั้งนั้น แน่นอนครับ เขียนไปก็เครียดไปด้วย เหมือนความเครียดมันกัดกินข้างใน วันนี้เลยอยากกลับมาเขียนเรื่องเบาๆ ตามประสาอาจารย์ประสบการณ์ต่ำอย่างผม
ก่อนอื่นขอผมทำความเข้าใจกับตัวเองอีกครั้งเกี่ยวกับบล็อก ผมอยากให้บล็อกของผมเป็นบล็อกเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เชื่อมโยงความรู้ ความเข้าใจในสังคม วัฒนธรรม และความเข้าใจตัวเอง (ผมเชื่อว่านี้คือปรัชญาการเรียนรู้ของผม ณ ตอนนี้) ดังนั้นการเขียนควรจะแลกเปลี่ยนเรื่องที่ผ่านการคิด วิเคราะห์ แต่ไม่ต้องเจาะลึกนัก เอาแค่พอประมาณ ถ้าไม่มีใครมาแลก ก็แลกกับตัวเอง เพราะตัวผมเองวันนี้ก็ไม่เหมือนตัวเองอีกห้าปีสิบปีข้างหน้า ถ้าไม่ได้เขียนไว้ ว่าวันนี้เป็นอย่างไร คิดเห็นแบบไหนกับตัวเอง เกิดผ่านไปจำไม่ได้ ก็คงไม่ได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ผมว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายนะ
กลับมาที่หัวข้อคราวนี้ “รอ”
ผมเป็นคนชอบรอครับ ต้องจำกัดความว่ารอ คือรอแบบมีเหตุผล สมมติว่าคุณแม่ต้องไปติดต่อราชการซึ่งต้องใช้เวลานาน ต่อคิว กว่าจะทำเรื่องเสร็จก็น่าจะสองสามชั่วโมง ผมรู้ว่าผมต้องรอ รอแบบนั่งเฉยๆ นานๆ แบบนี้ผมก็จะหาหนังสือไปอ่าน หาอะไรไปทำ ถักโครเชท์ หรืออ่านสตาร์ซอกเกอร์ เตรียมแทงบอลคืนนี้ ก็สุดแล้วแต่จะหาอะไรไปทำ
การรออีกประเภทที่ผมไม่ค่อยได้ทำนัก แต่ก็เป็นการรอที่ทรงพลัง เป็นความคิดของคุณหนุ่มเมืองจันทร์ เจ้าของคอลัมน์ฟาส์ตฟู้ตธุรกิจ ในมติชนสุดฯ คุณหนุ่มเมืองจันทร์เป็นสุดยอดคอลัมนิสต์ในดวงใจผมคนหนึ่งเลยทีเดียว แกเขียนอะไร ผมจำได้(เกือบ)หมด โดยเฉพาะเรื่องที่นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ครั้งนั้นผมอ่านแกเขียนเกี่ยวกับเรื่องรอ กับการบริการลูกค้า เนื้อหาทำนองว่า แทนที่จะบ่น หรือโวยวาย เราควรรออย่างอดทน ควรใช้ความสุภาพ ประมาณนี้นะครับ จำได้ในกรณีของตัวเองที่เอามาประยุกต์ใช้สำเร็จ คือตอนนั้นผมซื้อวรรณกรรมเยาวชนเล่มหนามาเล่มหนึ่งแล้วปรากฎว่าหนังสือเย็บเล่มไม่ดี หน้าขาดหายไปหลายหน้า จำได้ว่าไปรอร้านเปิดตอนเช้าตรู่ แล้วก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าขอเปลี่ยนหนังสือ จากนั้นก็ยืนรอครับ ยืนเฉยๆ อยู่หน้าร้านนั่นแหละ สักประมาณสองนาที เขาก็ใจอ่อนถามว่า หนังสืออะไร อยู่ตรงไหนจำได้หรือเปล่า เช้านั้นผมก็ไปมหาวิทยาลัยกับหนังสือเล่มใหม่ที่เย็บเล่มสมบูรณ์ แน่นอนครับ พนักงานไม่ได้ทำอะไรผิด โวยวายไปก็ไม่ได้ประโยชน์ เราเองก็จะหงุดหงิดเปล่าๆ
การรอแบบสุดท้ายที่ผมรู้สึกว่าชอบ คือการรอแบบเฉยๆ คือไม่แสดงอารมณ์ ตอนที่ผมสอนในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยนั้น มีหลายครั้งที่ต้องสอนและต้องคอยดูนักศึกษาว่าทำตามได้หรือเปล่า เข้าใจไหม บางทีนักศึกษาบางท่านก็เล่นอินเตอร์เน็ต เช็คอีเมลบ้าง ครั้งหนึ่งผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมตักเตือนไปอย่างไร แต่ถ้าจำไม่ผิดนักศึกษาท่านนั้นหลังจากถูกตักเตือนกลับทำกริยาไม่สุภาพ ผมไม่ได้ตอบโต้อะไร ก็สอนไปเรื่อยๆ จนหมดชั่วโมง ผ่านไปสองสามวัน ผมได้รับอีเมลจากนักศึกษาเขียนมาขอโทษที่ทำกริยาไม่ดีในห้อง พอเจอกันในชั้นเรียนอีกครั้งผมก็บอกไปว่าไม่เป็นไร ผมไม่ได้โกรธเคือง เข้าใจก็ดีแล้ว เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นตอนผมคุมสอบ วันนั้นผมทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการสอบในห้องปฏิบัติการ คือดูความเรียบร้อยโดยรวม ประสานงานกับอาจารย์คุมสอบแต่ละห้อง ไม่ได้ไปคุมในห้องสอบโดยตรง หน้าที่หลักประการหนึ่งคือตรวจเครื่องแต่งกายและบัตรประจำตัวนักศึกษาที่โถงทางเข้าใหญ่ ก่อนที่จะแยกไปเข้าห้องปฏิบัติการ วันนั้นมีนักศึกษามาสายเกินกว่าเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดสองสามคน ผมก็ไม่ปล่อยให้เข้าไปสอบ มีคนหนึ่งโมโห ใช้คำพูดไม่สุภาพ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ยืนยันว่ายังไงก็ไม่ให้เข้า สักพักก็อ่อนใจ แล้วก็กลับไป สักประมาณชั่วโมงหลังจากนั้น นักศึกษาท่านนี้ขึ้นมาอีก ไม่ได้มาขอสอบ แต่มาขอโทษ อธิบายว่าตัวเองดูเวลาผิด แล้วก็เป็นเด็กนักเรียนทุน ต้องทำเกรดเฉลี่ยให้ถึง จึงจะได้ทุน เลยเครียด และแสดงอาการไม่เหมาะสม ผมจำไม่ได้ว่าเราแก้ปัญหากันอย่างไร แต่ปกติแล้ว ถ้ายังมีชั่วโมงสอบของวิชาเดียวกันนี้ในวันถัดไป ก็จะจัดให้สอบ อาจจะมีการลดเวลาหรือทำข้อตกลงพิเศษบ้าง ที่เล่าเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะโชคดีเจอแต่นักศึกษาสำนึกผิด แต่ผมได้เป็นบทเรียนกับตัวเองว่าในฐานะคนที่ต้องควบคุมกฎ บางทีเราก็ต้องทำใจให้เย็น เขาแรงมาอย่างไปแรงกลับ อย่างไปบังคับขู่เข็ญ (หรือเด็กๆ สมัยนี้เรียกว่า บ้าพลัง) ปล่อยเข้าเต้นไปเดี๋ยวก็หมดแรงไปเอง
ก็นี่แหละครับ สาม ร ของผม การรอที่ผมเล่ามานั้น บางครั้งสั้น บางครั้งยาว
การรอ กับเวลานั้น ผูกพันกันแน่นเหนียว
เวลาซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในการทำความเข้าใจกับอะไรหลายๆ อย่าง การคลายความโกรธ การหายจากความโศกเศร้า แม้กระทั้งการพิสูจน์คุณค่าของคนและสิ่งของ
ผมว่าคนสมัยนี้มีความสามารถในการรอน้อยลง เวลาดูจะมีค่าเป็นเงินเป็นทอง แต่ถึงอย่างไรแล้ว ผมก็ขอเป็นคนชอบรออยู่อย่างนี้ล่ะครับ
ปล. ผมถักโครเชท์ไม่เป็น และไม่เคยแทงบอลหรอกครับ
วะ เขียนดีนะเนี่ย.....
สวัสดีค่ะคุณแว้บ
คิดถึงแล้วค่ะ ดิฉันรออ่านบันทึกอาจารย์นานมากเลย :) แต่รอได้ค่ะ.....คงเหมือนที่อาจารย์ว่า "การรอ กับเวลานั้น ผูกพันกันแน่นเหนียว"
บันทึกนี้ของอาจารย์น่ารักนะคะ ดิฉันก็ได้เห็นอย่างหนึ่งว่าการสื่อสารแบบดีๆ ดีด้วยใจจริงนั้น น่าจะให้คุณมากกว่าให้โทษ และบางทีก็ต้องรู้จักรอ ถึงแม้บางเรื่องจะไม่ทันใจเรา การรู้จักรอ..น่าจะสัมพันธ์กับ ความใจเย็น ด้วย
ดิฉันเข้ามาบล็อกอาจารย์ทีไรก็อ่านเพลินไปทุกบันทึก พอดีนึกได้ เลยเรียนขออนุญาตนำความคิดเห็น เรื่องการเรียนการสอน ที่ดิฉันเคยเขียนยาวๆไว้ในบันทึกหนึ่งของอาจารย์ ไปแปะในบันทึกดิฉันนิดด้วยนะคะ เพราะมีเรื่องสืบเนื่องพอดี
ขอให้อาจารย์แว้บเรียนอย่างมีความสุข ผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดี และมีกำลังกายกำลังใจดีอยู่เสมอนะคะ :)
ขอบคุณอาจารย์สุขุมาลครับ
เรื่องนำความคิดเห็นไปแปะในบันทึกของอาจารย์นั้นยินดีเลยครับ อาจารย์เขียนตอบยาวกว่าคนเขียนบันทึกเสียอีก จนผมเขียนเองยังอาย
ขอบคุณที่อาจารย์แวะมาพูดคุยเสมอนะครับ