ก็มีอาบังท่านหนึ่ง ท่านบอกผมว่า บังกินเสียเถิด แม้ว่าข้างในเป็นหมู ก็กินไปก่อน เอาให้ปะทังชีพไปก่อน ทำให้ผมเข้าใจอะไรขึ้นอีกเยอะเลยครับ ทั้งที่ผมไม่ใช่มุสลิมครับ แต่ท่านอาบังท่านนั้นก็พูดกับผมเช่นนั้น ทำให้ผมเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วเมื่อความจำเป็นผ่านเข้ามา ทุกๆ อย่างก็มีข้อยกเว้นเสมอ ผมก็ยิ้มรับแล้วขอบคุณท่านครับ

สวัสดีครับทุกท่าน

            สืบเนื่องจากบทความ หากไม่มีเงินเลย คนเราจะอยู่ได้ไหมครับ หากคนเราไม่มีเงิน จะมีกี่ล้านคนที่ต้องตายครับ ทำให้ผมต้องยกตัวอย่างให้เห็นจริงๆ ซักบทความครับ ว่าภาวะที่เงินไร้ค่า นั้นเป็นอย่างไร แล้วอะไรจะทำให้คนอยู่รอดได้

           เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ผมจำเอาไว้ตลอด มาลองดูกันนะครับ ว่าจะเป็นอย่างไร

           ผมชวนคุณย้อนกลับไปเมื่อประมาณปลายปี 2000 (พ.ศ. 2543) ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเพิ่งจะจบปริญญาโทจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคณนา(Computational Science) จาก กทม. และได้ทุนมาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกครับ เหตุการณ์ไม่ได้อยู่ที่ทุนหรือการมาต่างประเทศนะครับ เพราะว่าต้องขึ้นไปจัดการเอกสารเดินทางและอื่นๆ

           ผมก็ได้กลับไปสอน ที่ มอ.ปัตตานี อยู่หนึ่งเทอม ก่อนเดินทางมาเรียน วันนั้น ผมอยู่ กทม. และจะเดินทางกลับปัตตานี ด้วยรถไฟ ก็จะนั่งรถสปรินเตอร์ นะครับ

           กว่ารถจะเดินทางเข้าชานชะลาก็ช้ามากๆ นะครับ ในคืนนั้น เป็นคืนวันอังคารครับ แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะก็ต้องคอยกันทุกคน และแล้วก็ได้เดินทางด้วยรถไฟที่รอคอย ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นครับ เมื่อรถเดินทางมาแสนนาน จากเที่ยงคืนมาจนถึงเที่ยงวันที่ สถานีรถไฟ จ.พัทลุง ก็มีข่าวว่า น้ำท่วมข้างหน้า ทุกคนที่จะเดินทางต่อไป ต้องเปลี่ยนรถไปขึ้นรถไฟธรรมดา เพราะว่าตัวเครื่องยนต์จะยกสูงกว่าสปรินเตอร์

           วันพุธนั้น ทุกคนก็ไปขึ้นรถไฟธรรมดากันครับ แล้ว ก็เดินทางกันไปเรื่อยๆ พอไปถึง สถานที่แห่งหนึ่ง อยู่ในป่าครับ รถไฟก็จอดเลย พร้อมกับประกาศว่า เส้นทางรถไฟข้างหน้านั้นเหลือแค่เส้นเหล็กลอยอยู่ แต่น้ำพัดพา หิน หมอนหนุนรางรถไฟ ไปหมดแล้ว ทุกคนต้องลงรถกันอีกรอบครับ

           มีผู้ใจดี เอารถกะบะมารับไปที่ตัวทำการหมู่บ้าน ตำบล แล้วก็ได้ติดรถไปด้วยครับ แล้วผมก็โทรแจ้งทางมหาวิทยาลัยทันทีว่าตอนนี้ติดน้ำท่วม คงกลับไปสอนในวันถัดไป ไม่ได้ เพื่อแจ้งให้ทราบไว้ก่อน

          จากนั้น ผมก็มีแนวทางสองแนวคือ กลับบ้านไป นครศรีธรรมราช หรือว่าจะบุกไปที่ปัตตานี ท้ายสุดแล้วผมเจอเพื่อนร่วมชะตากรรมของผมคนหนึ่งเป็นทหารประจำที่นราธิวาส ซึ่งก็ต้องไปที่นั่น ด้วยความรู้สึกเข้าใจ เห็นใจ ก็เลยตัดสินใจ ไปร่วมชะตากรรมด้วยกัน หากจะกลับนครก็สบาย เพราะค่อยหารถโบกเอาครับ (รถโบกคือ โบกรถไปฟรีๆ ขออาศัยไปด้วยครับ)

          แล้วรถกะบะคันนั้น ก็พาพวกเราไปรอไว้ที่ท่าน้ำ (จริงๆแล้วก็คือ ถนนที่เต็มไปด้วยน้ำ เป็นบริเวณก่อนจะเข้าตัวเมืองหาดใหญ่) ไม่เห็นถนนเลยครับท่าน น้ำมันมาจากไหนเนี่ย

          มีรถมาจอดที่ท่าน้ำเต็มไปหมดเลยครับ ผมและเพื่อน ก็พยายามหาทางที่จะโบกขอติดรถสิบล้อเข้าเมืองด้วยครับ ระยะทางไม่ไกลมาก แต่ก็ต้องไปด้วยความเร็วน้อยๆ ผมเห็นวัว หลายตัว ต้องยืนบนกองดิน ที่มีคนเอาดินไปกองไว้สูงๆ ครับ

          พอรถสิบล้อคันนั้น ที่บรรทุกเสื่อที่จะนำไปขายที่ปัตตานี หรือทางใต้ จะหันหัวเข้าหาตัวเมืองหาดใหญ่ ก็เข้าไปไม่ได้ เพราะน้ำทั้งนั้น เลยหันหัวรถไปทางสนามบินหาดใหญ่ในเส้นทางนั้น และแล้ว เราทั้งหมดก็ไปจอดกันที่ปั้มน้ำมันที่สี่แยกทางไปสนามบินครับ

          ไฟฟ้าดับทั้งเมืองครับ คนที่หนีตายมาได้ ก็เยอะมากครับ ต่างก็เล่าประสบการณ์ให้ฟังกันมามาย บางคนสูญเสียคนรัก บางคนญาติตกน้ำไหลเข้าท่อน้ำไปต่อหน้าต่อตา เพราะน้ำเชี่ยวมากๆ

           พวกเรานับว่าโชคดีมากๆ ที่มาอยู่บนเนินสูง แถมเจ้าของปั้มใจดี ปั่นไฟให้ใช้กัน ตามเวลาที่จำเป็น พร้อมเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเพียบเลยครับ รถสิบล้อ และรถอื่นๆ จอดกันเรียงราย ยาว กว่าหนึ่งกิโลเมตร

           เรานอนกันที่ไหน กินอย่างไร ซื้ออาหารจากไหน คุณลองคิดกันดูครับ จะถอยกลับนครหรือครับ ก็ติดน้ำ จะไปปัตตานีก็ติดน้ำ จะเข้าหาดใหญ่ก็ท่วม จะบินกลับ กทม. ก็เครื่องบินบินไปไม่ได้ ห้ามบิน เพราะทัศนวิสัยแย่มากๆ

           คุณจะทำอย่างไรครับ

           มันเหมือนๆ เรารอชะตากรรมอะไรบางอย่าง พร้อมนั่งวิเคราะห์มันเกิดอะไรขึ้น ก็จะได้ยินเสียงคนดังจากในเมืองหาดใหญ่ตลอด และพร้อมรายงานข่าวอยู่ตลอดเวลา ว่าตอนนี้ ใน มอ.ก็มืดสนิท มีคนติดอยู่ตรงไหน บ้าง มีคนกำลังวิ่งจากชั้นหนึ่งไปยืนอีกชั้นหนึ่ง มีคนที่ขึ้นไปยืนบนหลังคาบ้าน หลังคาตึก ข้อมูลข่าวสารเต็มไปหมดครับ

           มื้อเย็นวันนั้นเราไม่ได้กินอะไรครับ แม้ว่าจะมีเงินในกระเป๋าก็ตาม คืนนั้น พวกเรานั่งคุยกันอย่างเดียว เอากระดาษหนังสือพิมพ์ ปูที่พื้นในบริเวณปั้มน้ำมัน แล้วก็นอนกันตรงนั้น ตามสภาพ และช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี ผมได้รู้จักคนหลายๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนขับรถสิบล้อครับ บางคนก็มีนกเขาใส่กรงมาด้วยครับ มาจากเมืองคอน แต่ก็อบอุ่นใจจริงๆครับ

         คืนนั้นสิ่งที่พวกเราได้ยินคือ มีบริเวณนอกเมืองอีกทางบริเวณสี่แยกทางเข้าเมืองหาดใหญ่ ทางทิศทางมาจากปัตตานี ก็มีคนติดอยู่เยอะครับ มีคนเล่าว่า มาม่าซองละหนึ่งร้อยบาท ทำให้พวกเราคิดกันว่า โอโห จะขนาดนั้นเลยหรือ แพงมา แต่ต่อให้ซองละพันก็จะเอาจากที่ไหนมาขายกันครับ ณ เวลานี้ เงินฟาดหัวกันแทบจะไร้ค่า เพราะความหิวกัน

         และแล้วเช้าวันใหม่ เป็นวันพฤหัสบดี ก็มาถึงครับ นั่นคือ เรารอดตายไปแล้วหนึ่งวัน แต่นับว่าพวกเราโชคดีมากเพราะยังพอจะมีไฟฟ้า แต่คืนนั้นวุ่นวายพอสมควรครับ เพราะแต่ละคนก็จะเดินทางไปทางรถกลับไปทางนครบ้าง บ้างก็อยากจะบินกลับ กทม. แต่ก็บินไม่ได้ ส่วนน้ำจริงๆ ก็ไม่ได้ฝนตกหนักในตัวหาดใหญ่หรอกครับ แต่ฝนตกที่อื่นแต่น้ำไหลเข้าหาดใหญ่ ประกอบกับ เมืองหาดใหญ่ ก็มีถนนเป็นคันเขื่อนให้น้ำไหลระบายออกไปไม่ได้ เลยทำให้ตัวเมืองน้ำท่วมหนักยิ่งขึ้น

         เช้าวันนั้น พวกเราตื่นขึ้นมาด้วยความหวังว่าน้ำจะลด และจะได้โบกรถไปที่ปัตตานี ลงใต้กันไปอีก แต่น้ำยังไม่ลดครับ

         โอ้พระเจ้า น้ำตาแทบไหล เมื่อเห็นคนใจดี เอาอาหารใส่ถุงลงมาในตะกร้าหน้ารถมอร์เตอร์ไซต์ พวกเราคิดว่าดีจังไม่อดตายแล้ว จะได้ซื้อกินกัน แต่คุณเชื่อไหมว่าคืออะไร เค้าแจกครับ แจกให้กินกัน ผมหล่ะจำได้ว่า นี่ละหนอ น้ำใจไทยงามดีแท้ ชาวบ้านแถบนั้นเค้าทำมาแจกตอนเช้าเวลา 10:00 น. และตอนเย็น 18:00 น. วันละสองมื้อครับ เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

          ในวันนั้น ก็ได้พูดคุยรับฟังเรื่องราวจากคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาสมทบกันอีกครับ  อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องน่าเศร้าคือว่า มีครอบครัวที่ติดอยู่ในเมืองหาดใหญ่ ไม่มีอะไรกิน ผู้เป็นพ่อ ก็ได้ว่ายน้ำไปที่ร้าน 7-eleven เพื่อจะเปิดประตูเอาอาหารมาให้ลูกน้อย ก็เลยใช้หินทำลายกระจกให้แตก กระจกก็แตกสมใจครับ แล้วท่านผู้เป็นพ่อก็เข้าไป แต่ทันใดนั้น กระจกได้ตกลงมาบาดที่ขา แต่ก็ทนครับ จนเอาอาหารไปให้ลูกได้ ส่วนสุดท้ายจะเสียชีวิตหรือเปล่าไม่แน่ใจครับ

           ในเย็นวันพฤหัสบดี ก็มีชาวบ้านใจดีมาแจกข้าวถุงอีกครับ น่ารักจริงๆครับ แจกคนหลายๆ คนครับ ต่างคนต่างช่วยเหลือกัน เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจมากๆ ครับ ผมเองก็ได้ข้าวถุงมาหนึ่งชุด แล้วผมก็นั่งดูๆ มองดู อยู่นาน คือไม่ได้ดูอะไรหรอกครับ แค่คิดว่าคนในเมืองที่ติดน้ำอยู่เค้าจะได้กินอะไรบ้างไหมหนอ เรานี่ช่างโชคดี ทันใดนั้น ที่ผมนั่งเพ่งห่อข้าวอยู่ ก็มีอาบังท่านหนึ่ง ท่านบอกผมว่า บังกินเสียเถิด แม้ว่าข้างในเป็นหมู ก็กินไปก่อน เอาให้ประทังชีพไปก่อน ทำให้ผมเข้าใจอะไรขึ้นอีกเยอะเลยครับ ทั้งที่ผมไม่ใช่มุสลิมครับ แต่ท่านอาบังท่านนั้นก็พูดกับผมเช่นนั้น ทำให้ผมเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วเมื่อความจำเป็นผ่านเข้ามา ทุกๆ อย่างก็มีข้อยกเว้นเสมอ ผมก็ยิ้มรับแล้วขอบคุณท่านครับ

            วันศุกร์ก็มาถึงครับ ผมก็ไม่ได้ไปไหน มัวแต่อยู่ที่ปั้มน้ำมัน กับเดินไปดูน้ำที่ริมน้ำ เพราะว่าเส้นถนนมันเป็นรูปตัว U ครับ บริเวณที่ท้องตัวยู มีน้ำทั้งนั้นเลย คอสะพานก็ทรุดครับ ด้านบนก็แม่เฮลิคอปเตอร์ร่อนอยู่ครับ ทหารเรือ ก็มาครับ ใช้เรือยางไปช่วยคนแต่ก็สู้แรงต้านน้ำไม่ไหวครับ จะมีรถที่พอจะไปได้ก็คือต้องเป็นรถสิบล้อที่มีน้ำหนักเยอะ ก็จะมีพนักงานไปทำเส้นทางไว้ว่า ขับไปทางไหนได้ไม่ได้อย่างไร

            เจ้าของรถสิบล้อที่ใจดีให้พวกเราอาศัยมาจนถึงปั้มน้ำมัน ก็ดีมากๆ พาผมและเพื่อนทหารร่วมชะตากรรมไปฝากไว้กับรถสิบล้อที่บรรทุกเหล็กครับ เพื่อที่จะให้พวกเราเดินทางไปก่อน เพราะว่า ต้องรีบไปให้ถึงเป้าหมาย ส่วนท่านนั้นก็จะค่อยๆ ตามไปอีกทีหลังจากที่น้ำลด

            ท้ายที่สุดแล้ว ผมและเพื่อนทหารอีกคน ก็ไปรถบรรทุกเหล็กครับ ผ่านเส้นทางน้ำท่วมจากหาดใหญ่ไปได้ครับ โล่งจริงๆครับ แต่คนที่ต้องร่วมชะตากรรมอยู่อีกเพียบครับ

            ก็มีข่าวว่า มีคนใจร้าย ไปเข็นรถออกมาขาย คันละไม่กี่หมื่นบาท โดยไม่รู้ว่ารถใครด้วย ส่วนนี้ ได้แต่ฟังมาครับ ไม่รู้จริงหรือเท็จอย่างไร

            และแล้วพวกเราก็นั่งรถไปจนถึง บริเวณสามแยก ที่จะนะ ไปเจอน้ำอีกรอบครับท่าน ไปไม่ได้อีกครับ น้ำเต็มเลยครับ ถนนเลียบชายทะเลก็ทรุดมีปัญหาเช่นกัน เพราะรถบรรทุกก่อนหน้านั้นได้ใช้เส้นทางนั้น โดยถนนไม่ได้ออกแบบมาให้รถบรรทุกหนักๆ วิ่งครับ

            พวกเราเลยไปขออาศัยที่ทำการ อบ.ต. จะนะ ในการพักอาศัยคืนนั้น แล้วรุ่งขึ้นเช้าวันเสาร์ ก็ออกเดินทางไปกันต่อ ก็ได้รับข่าวสารตลอดว่า มีใครเกิดอะไรขึ้นที่ไหนบ้าง มีท่านหนึ่งเล่าว่า มีฝรั่งไทย คู่หนึ่งเดินทางด้วยรถยนต์ แต่มีคนเตือนแล้วก็ไม่เชื่อ ในที่สุดก็เกิดอุบัติเหตุ กอดกันตายในรถ เรื่องน่าเศร้าอีกเรื่องเช่นกันครับ น้ำไหลเชี่ยวมากครับ

           พอมาได้ก่อนถึงสะกอม ก็มาเจอน้ำท่วมอีกรอบอีกครับ มีคนใจดีไปทำเส้นทางสำรวจเส้นทางให้ ก็เลยได้ไปกันต่อ จนในที่สุด ก็ผ่านจุดที่เสี่ยงไปจนหมด

           ผมก็ไปแวะลงที่บริเวณทางแยกเข้าตัวเมืองปัตตานี เพื่อนทหารก็นั่งรถสิบล้อคันนั้นกันต่อไป จนไปถึงค่ายที่นราธิวาส ผมเองก็โบกรถโดยสารสองแถวเข้าเมืองปัตตานี ไปถึงก็มีน้ำขังเล็กน้อยในเมือง แล้วก็เดินไปที่ร้านอาหารจานเดียว ไปเจอพี่จอยภรรยาพี่จักร เจ้าของร้านรู้จักกัน ก็เลยสงสาร เลยแวะไปส่งผมถึงแฟลต อาจารย์เลยครับ

           อ่านเหนื่อยไหมครับ คุณลองคิดดูครับ ผมออกจาก กทม. วันอังคารเกือบเที่ยงคืน มาถึง ปัตตานี หอพัก วันเสาร์ เที่ยงวัน ใช้เวลาไปครึ่งอาทิตย์ครับ แต่ผมพบกับน้ำใจ งามๆ เพียบเลย ไม่ต้องใช้เงิน เงินไร้ค่ามากๆ เลยครับตอนนั้น ได้รู้จักคนขับสิบล้อเยอะมากครับ พูดคุยกันเป็นกันเอง มีแต่จริงใจ ได้ความรู้แลกเปลี่ยนกันตามสภาพ

           นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ผมเจอครับ ภายช่วงเวลานั้น ที่ผมยังประทับใจ ยังมีเหตุการณ์ หลายๆ อย่างที่ผมเล่าข้ามๆ ไป ก่อนที่บทความนี้จะยาวเกินไปครับ

ขอบคุณมากครับ

สมพร ช่วยอารีย์