เมื่อชีวิตนี้น่าอภิรมย์ยิ่งนัก

บทความนี้เขียนเนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านบันทึกของคุณ K-jira ซึ่งผมขอ vote ให้เป็นบันทึกสุดยอดแรงบันดาลใจแห่งปี (ไม่ว่าปีไหนๆก็ตาม forever) เอามาไว้ขนานกับ เมื่อชีวิตไม่น่าอภิรมย์อีกต่อไป เพราะว่าสองบันทึกนี้นำเสนอขั้วตรงกันข้ามของความหมายของชีวิต ทั้งๆที่เกิดจากมุมใกล้เคียงกันมาก

มีไม่น้อยที่มีการ ใช้ชีวิตไปวันๆ หรือที่เรามีชีวิตอยู่ ก็เพราะเรามีชีวิตเท่านั้นเอง เป็น status quo (as things were before) ที่ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรไปกว่านั้น แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเรา "ใส่" หรือ "รับรู้" ความหมายของชีวิตแต่ละช่วงบ้าง?

ชีวิตเกิดมาพร้อมกับประสาทรับรู้ ทำให้เรา "เรียน" ที่จะอยู่ร่วมท่ามกลางสรรพสิ่งต่างๆ ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับสรรพสิ่งต่างๆมากมายและตลอดเวลา ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับตัวตนของเราเองด้วย ซึ่งบางครั้งคนที่เรารู้จักน้อยที่สุด เผลอๆอาจจะเป็นตัวตนของเรานี่เอง เพราะใกล้เกินไป อ่อนไหวเกินไปกว่าที่จะทำความรู้จัก หรือแม้กระทั่ง "กลัวที่จะรู้จัก"

ตอนที่ผมไปเรียนอยู่ที่อังกฤษ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมก็เรียนถาม supervisor ว่า แถวๆที่อยู่นี่ไปเที่ยวที่ไหนดี ปรากฏว่า supervisor ผมไปมาแล้วทั่วโลก แต่ไม่ค่อยได้ไปที่ไหนแถวๆบ้านเขาเหมือนกัน ผมอยู่อังกฤษเจ็ดปีกว่าที่ Bristol หน้าบ้านมีเรือ SS Great Britain ซึ่งเป็นเรือกลไฟลำแรกที่อังกฤษใช้ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก  จอดให้คนชมอยู่ ก็ต้องรีบกระเสือกกระสนหาเวลาไปตอนสองสามเดือนสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทยเหมือนกัน แต่ที่อื่นๆ เช่น ลอนดอน สกอตแลนด์ เวลส์ คอตสวอลล์ ฯลฯ ทั่วประเทศได้ไปมาหมดแล้ว ก็อาจจะตกอยู่ในทฤาฎีเดียวกัน อวัยวะที่เราคุ้นเคยน้อยที่สุด นึกภาพออกน้อยที่สุดอาจจะเป้นจมูกเราเอง ที่เรามักจะเห็นแค่ลางๆเท่านั้น เพราะมันใกล้เกินไป (ผู้หญิงอาจจะชัดกว่าผู้ชายนะครับ เรื่องนี้)

มีเหตุการณ์มากมายที่เปลี่ยน perception ของเราได้อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับเราจะมองมันอย่างไร กอนผมจะไปเรียนต่อ มีงานเลี้ยงอำลามากมาย (หาเรื่องกินเหล้าฟรี) แต่เมื่อเราได้ ให้ความสำคัญ กับงาน ผมก็ยังจำคำพูดหลายๆคำ เหตุการณ์หลายๆเรือง แม้กระทั่งการเสียน้ำตาอำลาไปเรียนต่อ (ซึ่งบางคนคงนึก over จริงๆเลย) แต่ผมไม่เสียดาย และบอกได้เลยว่านั่นเป้นการตั้งใจทำ ตั้งใจทำนะครับ ไม่ใช่เสแสร้ง เพียงแค่เราปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนฝูงนำหน้าสติ การควบคุมตนเอง ไปเพียงชั่วขณะ ที่เหลือก็เป็น instinct ของมนุษย์รรมดาๆที่จะตอบสนองต่อสภาวะ emotional แบบนั้นเอง

ชีวิตตอนช่วง adult ของพวกเราส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับหน้าที่การงาน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถทำให้หน้าทีการงานนั้นมีความหมายต่อตัวตน ต่อการที่เราคงอยู่ มากที่สุด และทุกๆวันได้? นั่นคงจะเป็นงานที่เรียกว่า dream job เลยทีเดียว ผมเคยบอกน้อง นศพ. ว่า ถ้าเราสามารถมี hobby ที่เป็นงานประจำด้วย คงจะดีไม่น้อย เพราะงานอดิเรกคือสิ่งที่เราเลือกทำตอนเป็นอิสระ ตอนที่เราว่าง ตอนที่เราอยากจะเติมอะไรบางอย่าง ที่ชีวิตตัวตนจริงๆของเราอยากจะเติม สิ่งนั้นก็กลายเป็นงานอดิเรก อย่างผมนี่บอกได้เลยว่า ผมชอบคุย และชอบมากขึ้นก็คือมีคนฟัง ชอบมากที่สุดก็คือมีคนแลกเปลี่ยนโต้ตอบ ฉะนั้นงานครู งานเป็นอาจารย์ adult learners นี่ แทบจะเป็น dream job ของผมเหมือนกัน นศพ.ยังไงๆก็ต้องเดินตาม ฟังผมคุย ยังไงๆก็ตอบคำถามที่ถาม อยู่ดี งานเป็นหมอ ถามอะไรคนไข้ก็ตอบ ญาติก็ร่วมมือ มีคนสมัครใจจะแลกเปลี่ยนความเห็นกันตลอดเวลา ดังนั้นการเป็นครูแพทย์ อาจารย์แพทย์นี่ เฮ้อ.... สุขจริงๆ

ยิ่งได้มาอ่านบันทึกของคุณ K-jira แล้ว ยิ่งรู้สึกว่าเรามี privilege หรืออภิสิทธิ์เอามากเลย ที่ได้มาอยู่ร่วมทำงานกับคนแบบนี้ กับงานแบบนี้ กับเจตคติแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้ผมอยากจะให้มัน contagious ติดต่อกันได้แบบ air-borne ติดต่อกันเป็นไฟลามทุ่ง บรรยากาศที่ทำงานคงจะน่าอยู่ขึ้นอีกหลายดีกรี หลายองศา ทำให้พวกเราทนความร้อนของเมษาฮาวายปีนี้ได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ

ความรู้สึกแบบนี้นี่เอง อาจจะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจคนที่ตกอยู่ในบันทึกนี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ณ อีกมุมหนึ่ง มีคนที่ยังตกอยู่ในห้วงทุกข์ลึกล้ำ และไม่ว่าใครต่อใครจะพยายามช่วยแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้

ตอนก่อนผมกลับเมืองไทย ทีอังกฤษมี case น่าสนใจอยู่รายหนึ่ง เป้นคนไข้ที่เป็น multiple sclerosis มานานหลายปี พอการ ต้องอยู่แต่บน wheelchair และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ความเจ็บปวดทรมานของโรคนี้ ต้องใช้ marihuana (กัญชา) ในการบรรเทาปวด แต่ก็ยังเป็นสารควบคุมของรัฐบาลอยู่ อาการโรคนี้มีแต่จะ worse ลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดทั้งคนไข้และญาติก็ขอร้องให้แพทย์ช่วยทำ euthanasia ให้

แต่ศาลปฏิเสธ เรื่องยืดเยื้อจนถึงศาลสูงของอังกฤษ คือเข้า Law Lord Council (ไม่มีศาลฏีกา) ศาลก็ยืนคำตัดสินดั้งเดิม ก็คือแพทย์มีหน้าที่ช่วยชีวิตมนุษย์ ศาลไม่สามารถจะมอบอำนาจแบบนี้ได้ แม้ว่าสิ่งที่คนไข้และญาติขอก็คือ assistance ไม่ได้ขอให้หมอเป็นคนทำ สามียินดีที่จะทำตามคำขอของภรรยาเอง

เมื่อแพ้ศาลหมดทุกศาล มีภรรยคู่นี้จึงทำเรื่องฟ้องศาลสิทธิมนุษยชน หรือศาลโลก (Human-Right Court) ที่กรุงเดอ ฮาก (คนไทยเรียกกรุงเฮก) เป็นศาลรวมของยุโรป ก็มีการสอบสำนวนกันไปกันมา อยู่ประมาณ 8 เดือนได้ ถ้าจำไม่ผิด

คนไข้เสียชีวิตก่อนศาลตัดสินว่าเขามีสิทธิที่จะเลือกตายอย่างมีศักดิ์ศรีในความหมายของเธอเองหรือไม่

ในกรณีแบบนี้ ชีวิตที่น่าอภิรมย์ อาจจะเป็นเพียงแค่ชีวิตที่ไม่ได้อยู่อย่างทรมาน ชีวิตที่ไม่ได้ทรมานคนดูแลรอบข้าง ที่ใจไม่สามารถจะมีความสุขได้เลยเพราะทราบว่าคนไข้กำลังเจ็บปวดทรมานถึงที่สุด

ชีวิตที่อภิรมย์ นั้น เป็นอะไรกันแน่? เป็นหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์ต่อเพื่อนมนุษย์หรือไม่? เป็นหน้าที่ของสังคม? เป็นกรรมเก่าของแต่ละคน? เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล? มีหรือไม่มีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง เกี่ยวพัน กับคนอื่นๆ มี interconnectedness หรือไม่? 

แล้วถามตนเองว่า เมื่อเป็นเวลาของเรา เราอยากจะสู้คนเดียว หรือเราอยากจะมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อยู่ใกล้ๆ และเข้าใจเรา?