ผมมีชีวิตที่แปลก  คือสมัครใจลดค่าตัวตนเอง  จากค่าตัวแพง ไปเป็นค่าตัวถูก

         ตามปกติคนเป็นหมอ การทำงานในวิชาชีพของตัว จะให้รายได้ดี     เป็นที่รู้กันทั่วไป     และคนที่พากเพียรขยันเรียนเพื่อให้สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ก็ด้วยเหตุผลนี้เป็นส่วนสำคัญ     แต่ผมเป็นหมอที่ไม่รู้จักคุณค่าของวิชาชีพหมอ     กลับหันเหวิถีชีวิตไปทำงานนอกวิชาชีพ    ซึ่งแทบจะไม่มี "ค่าตัว" เลย      ผมเดาว่าผมมีนิสัยชอบทำงานที่ไม่อยู่ในกรอบ     ชอบทำงานที่ท้าทาย  ไม่ค่อยมีคนทำ      คล้ายๆ ชอบทำ neglected issues     ซึ่งสังคมเขาไม่ให้ราคา  แม้จะให้คุณค่าอยู่บ้าง     แต่ก็ให้แบบไม่ชัดเจน

         ผมจึงเป็นคนที่ค่าตัวถูก เป็นอย่างนี้เรื่อยมากว่า ๒๐ ปี     จนมาอยู่ สกว. นั่นแหละจึงได้เงินเดือนที่สูง     สูงจนผมตกใจ    แต่ ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต บอกว่า ผมควรได้เงินเดือน ๓ เท่าของที่ได้อยู่      และตอนนี้ผมได้เห็นคนที่ได้เงินเดือน ๑๐ เท่าของที่ผมเคยได้ที่ สกว.    และถ้ารวมค่าตอบแทนทางอ้อมอื่นๆ ก็จะสูงถึง ๒๐ เท่า

         ตอนนี้ผมคิดออกแล้วว่า  จะมีวิธีเรียกค่าตัวให้แพงได้อย่างไร     ผมจะเรียกค่าตัวในฐานะ KM consultanat ที่แพงลิบทีเดียว  แต่ค่าตัวของผมไม่ใช่เงิน แต่เป็นความเอาใจใส่พยายามของแกนนำ KM     หรือของผู้บริหารระดับสูงในองค์กร     องค์กรต้องนำสิ่งนี้มา "ซื้อ" บริการของผม      มิฉะนั้นผมก็ไม่ให้บริการ      ปฏิบัติอย่างนี้จะมีคน "ซื้อ" ผมหรือเปล่าก็ไม่ทราบ     ย้ำอีกทีว่าสิ่งที่จะนำมาซื้อบริการของผมคือ "เวลา  เวที  และไมตรี" ที่แกนนำ และผู้บริหารจะให้แก่ผมและแก่โครงการใช้ KM ขององค์กร

          เป็นวิธีเรียกค่าตัวที่แพง      โดยที่ค่าตัวนั้นเข้าสู่ประโยชน์สาธารณะทั้งหมด     ไม่ได้เข้ากระเป๋าผม     หวังว่าจะมีหน่วยงานที่ยินดีจ่ายนะครับ

          กล่าวใหม่ให้ชัดเจนอีกที     หากหน่วยงานใดต้องการให้ผมไปเป็นที่ปรึกษา     นำ KM ไปเปลี่ยนแปลงองค์กร สู่องค์กรเรียนรู้     ผมจะเรียก "ค่าตัว" ทันที     ค่าตัวนั้นคือ "ความเอาจริงเอาจัง" (commitment)  ของหน่วยงาน     ที่จะต้องแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรม     เป็นคำมั่นสัญญา ที่เขียนไว้เป็นข้อตกลงร่วมกัน    ระบุ "การลงทุน" อย่างเป็นรูปธรรม ต่อการนำเครื่องมือ KM ไปใช้     ผมจึงจะรับเป็นที่ปรึกษา 

วิจารณ์ พานิช
๒๖ มี. ค. ๕๐