Department of state หน้าที่ใหญ่คือดำเนินกิจกรรมต่างประเทศ ออกพาสปอร์ตออกวีซ่าให้คนต่างด้าว ดูแลพลเมืองตนเองในต่างประเทศเปิดปิดสถานทูตหรือกงศุลติดต่อค้าขายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล
Department of Treasury หน้าที่ใหญ่คือแนะนำเกี่ยวกับการเงินควบคุมการนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าจากหน่วยงานเช่น u.s.custom พิมพ์ธนบัตรหรือเหรียญทำหน้าที่คุ้มครองประธานาธิบดีหรือนักการเมืองระดับสูงติดตามตรวจสอบธนาคารต่างๆเรียกเก็บภาษีที่เรารู้จักกันดีในนาม I.R.S.
Department of Defense ดูแลกิจกรรมของทหารทุกเหล่าทัพ
Department of Justice ดูแลในเรื่องกฏหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญ จนถึงกฎหมายของท้องถิ่นทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นทนายให้กับรัฐบาลกลางหากมีการฟ้องร้องจากรัฐบาลท้องถิ่น ทำการเปลี่ยนแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวและดูแลชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศ ที่รู้จักกันดีคือ Immigration ดูแลควบคุมสถานราชทัณฑ์ของรัฐบาลกลาง (นักโทษที่ทำผิดกฎหมายรัฐบาลกลาง เช่นปล้นธนาคาร หรือก่ออาชญกรรมระหว่างรัฐ )
Department of Interior ดูแลวนอุทยานของชาติปกป้องสัตว์ป่าเก็บเงินค่าเข้าวนอุทยาน ควบคุมดูแลคนพื้นเมือง (อินเดียนแดง )
Department of Agriculture ดูแลผลิตผลทางเกษตรกรรมให้ความช่วยเหลือรับซื้อผลผลิตเมื่อราคาตกต่ำให้เกษตรกรรมกู้ยืมเงินลงทุนตรวจสอบผลการผลิตในด้านอาหารแยกประเภทหรือระดับการผลิต grade บริจาคอาหารให้แก่ผู้มีรายได้น้อยหรือยากจน จัดระดับการบริโภคว่าอาหารประเภทใดมีคุณค่า ควบคุมการปิดสลากตามสิ่งบรรจุของอาหารรู้จักกันดีในชื่อ FDA และ USDA
Department of Commerce ดูแลเกี่ยวกับการค้าขายภายในประเทศและนอกประเทศรับจดทะเบียนการค้าและจดทะเบียนลิขสิทธ์ patent รายงานภูมิอากาศเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างถนนหนทางเพิ่มและแนะนำการท่องเที่ยวให้กับประชาชน
Department of Labor ดูแลเกี่ยวกับการใช้แรงงานของประชาชนในเรื่องค่าจ้างและค่าล่วงเวลาดูแลเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานป้องกันและปกป้องอุบัติเหตุควบคุมเรื่องการรังเกียจผิวในที่ทำงานดูแลคนงานเวลาตกงานจัดฝึกสอนอาชีพใหม่ ที่คนงานต้องการเปลี่ยนงาน
Department of Health and Human Service ดูแลและควบคุมเกี่ยวกับโรคติดต่อหรือโรคระบาดดูแลคนพิการและมีหน่วยงานที่รู้จักกันดีคือ Social Security
Department of Housing and Urban Development ดูแลเกี่ยวกับการสร้างบ้านให้คนจนอยู่อาศัย ค้ำประกันเงินกู้สำหรับสร้างบ้านหรือซื้อบ้านควบคุมดูแล บริษัท Real-estate และคุ้มครองการซื้อขายทั้งสองฝ่าย
Department of Transportation ควบคุมการสัญจรและกิจการขนส่งระหว่างรัฐควบคุมและดูแลสนามบินทั่วประเทศสร้าง Freeway ดูแลและรวบรวมกิจการรถไฟ ควบคุมการสัญจรทั้งทางบก น้ำ อากาศ มีหน่วยงานที่รู้จักกันดีคือ Coast-Guard
Department of Education ดูแลการสอนเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมส่งเสริมการศึกษาเพื่อให้นักเรียนมีคะแนนสอบดีขึ้นให้เงินทุนหรือรับประกันเงินกู้สำหรับเรียนหนังสือ
Department of Energy ดูแลเกี่ยวกับพลังงานควบคุมบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกับพลังงานออกใบอนุญาติให้บริษัทต่างๆ ควบคุมและออกกฎข้อบังคับเพื่อประหยัดพลังงาน
FDIC ทำประกันเกี่ยวกับการเงินฝากบัญชีของลูกค้าธนาคารกับธนาคารโดยตรง หากธนาคารนั้นล้มเลิกกิจการ ซึ่งมีจำนวนจำกัดในแต่ละบัญชีสอบถามธนาคารของตนเอง Federal Resave Board ดูแลกิจกรรมของธนาคารในเรื่องของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ รับฝากเงินจากธนาคารต่างๆ ให้ธนาคารกู้ยืมเงิน Small Business Administration ให้คำปรึกษาแนะนำประชาชนในด้านการค้าขายรายย่อยรัปประกันเงินกู้ คุ้มครองผู้ค้าย่อย U.S. information Agency แนะนำกิจกรรมของรัฐบาลกลาง พิมท์หนังสือและเอกสารหรือออกรายการวิทยุเพื่อให้ประชาชนรับทราบว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรและมีกฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ๆออกมา United Postal Service ส่งจดหมาย พัสดุให้ประชาชน Veterans Admmistration ดูแลพวกทหาร ผ่านศึก มีโรงพยาบาล รับประกันเงินกู้เพื่อซื้อบ้านหรือสร้างบ้าน เรียนหนังสือต่อในมหาวิทยาลัย
หลังจาก September 11 ได้มีกระทรวงเพิ่มขึ้นใหม่หนึ่งกระทรวงโดยดึงหน่วยงานสำคัญต่างๆจากกระทรวงอื่นมารวมกัน (ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม) มีชื่อว่า Homeland Security
1. U.S.Customs Service จาก Depts. treasury 2. Immigration จาก Depts. Justice 3. Federal Protective Service 4. Transportation and Security จาก Depts. Transportation 5. Federal Law Enforcement Training Center จาก Depts. Treasury 6. Animal and Plant Health Inspection Service จาก Depts. Agriculture 7. Office for Domestic preparedness จาก Depts. Justice และยังมีหน่วยงานอื่นๆที่เข้ามาเกี่ยวของหรือประสานงานกันเช่น U.s.coast guard, FBI, Border patrol, Inspector Genaral, U.S.Secret Service รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นที่ทำหน้าที่ปกครองและปราบปราม เช่น ตำรวจ นายอำเภอ
Supreme Court มีผู้นำคือ Chief of Justice มีผู้ร่วมงานอีก 8 ท่านหน้าที่ใหญ่ๆคือรับคำฟ้องร้องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านจากศาลชั้นล่างมาแล้วการตัดสินจากศาลนี้ถือว่าสิ้นสุดของการฟ้องร้อง
Court of Appeals มีทั้งหมด 12 ศาล ทั่วประเทศ รับเรื่องจากศาลชั้น ล่าง
District Court เป็นศาลชั้นต้นในระบบรัฐบาลกลางที่รับเรื่องในทุกแง่มุมของกฏหมาย เช่นเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาลกลาง ในด้านการพานิชย์ หรืออาชญกรรม มีทั้งหมด 94 ศาล อย่างน้อยรัฐละหนึ่งศาล รวมถึงเมืองขึ้นของอเมริกา เช่น เมีองหลวง Virgin Island, Guam, Pueto Rico, และดูแล Bankruptcy Court ด้วย ยังแยกออกไปอีก 2 ศาลเช่น Court of International Trade, The United State Court of Federal Claim ทำหน้าที่ควบคุมและดูแลในเรื่องการทำสัญญาต่างๆที่ภาครัฐกับบรรษัทต่างชาติ หรือบรรษัทในประเทศที่มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลกลาง
Local Government รัฐบาลท้องถิ่น 1. State มลรัฐ มีทั้งหมด 50 มลรัฐ และเมืองขึ้นอื่นๆอีก จะกล่าวถึงมลรัฐเท่านั้นแต่ละรัฐมีธรรมนูญของตนเองแต่ต้องไม่ขัดกันกับรัฐธรรมนูญของประเทศมีการปกครองโดย Governor ( ผู้ว่าการรัฐ ) เป็นผู้นำ มีสองสภาเช่นกัน มีระบบศาลของตนเอง มีกระทรวงต่างๆมากมายซึ่งบางรัฐอาจจะมีมากกว่ารัฐบาลกลางขึ้นอยู่กับขนาดของรัฐนั้นๆ มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของพลเมืองในรัฐนั้นๆ จะกล่าวถึงรัฐ California เท่านั้น รัฐนี้มีกระทรวงประมาณ 100 กว่ากระทรวงจะกล่าวถึงเฉพาะกระทรวงที่เราๆอาจจะต้องมีกิจกรรมหรือมีปัญหาที่ต้องร้องเรียนหรือติดต่อราชการการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะรัฐนี้ยุ่งยากและใช้เวลามากที่สุด บางอย่างเราจะทำธุระกิจหรือเปิดกิจการอาจจะต้องวิ่งไปมาหลายหน่วยงาน อันนี้ยังไม่รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นอื่นๆอีกจะกล่าวถึงต่อไป
Depts. Personal ควบคุมการทำงานของข้าราชการ เปิดรับสมัครเพื่อบรรจุข้าราชการและอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทุกๆกระทรวง หากต้องการว่ามีงานอะไรที่เปิดรับเข้าไปหาดูไดที่ www.spb.ca.gov/
Office of the Inspector General ควบคุมดูแลสถานที่คุมขังนักโทษรับคำร้องเรียนจากข้าราชการหรือ ประชาชนทั่วไปในเรื่องของการโกงกินรับสินบน หรือหน่วยงานของรัฐที่ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง ตรวจสอบบัญชีการใช้จ่ายของมลรัฐและท้องถิ่นอื่นๆ
Office of the State Public Defender ควบคุมดูแลและแก้ต่างให้พลเมืองที่มีรายได้น้อยที่จะว่าจ้างทนาย ดุแลนักโทษที่คุมขังในเรื่องความเสมอภาครับเรื่องร้องเรียนจากนักโทษที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมจากระบบศาลต่างๆของมลรัฐ
Depts. of Alcoholic Beverage Control ควบคุมดูแลการออกใบอนุญาติเครื่องดื่มที่มีของมึนเมาผสมอยู่ ซึ่งมีอยู่ 80 กว่าชนิด ติดต่อได้โดยตรงว่าของดื่มประเภทนี้ต้องมีใบอนุญาตชนิดใดและต้องจ่ายภาษีหรืออากรประเภทใด
Depts. of Corporations ควบคุมดูแลในการออกใบอนุญาติกับกิจการนายหน้า Broker and Dealers ในการแนะนำการลงทุนหรือกิจกรรมต่างๆของธนาคารรวมถึงบริษัท Mortgage, Saving and Loan, Escrow, Investment.
Depts. of Finance Institution ควบคุมดูแลในกิจการของ Bank, Credit Union, Trust, Saving and Loan, และธนาคารต่างชาติในรัฐและธุระกิจ Travel check, money order
Depts. of Housing and Community Development ดูแลและสร้างสถานที่อยู่อาศัยให้กับพลเมืองที่มีรายได้น้อย เพื่อให้เช่า หรือ ซื้อ
Depts. of Motor Vehicles ควบคุมการทำใบอนุญาติขับขี่ยานพาหนะลงทะเบียนต่างๆ ออกใบประจำตัวสำหรับพลเมืองของรัฐ (I.D.card) เก็บข้อมูลของพลเมืองรัฐ ในด้านอุบัติเหตุ ใบสั่ง ประวัติการขับขี่ และใบทะเบียนยานพาหนะและอื่นไว้อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการยานยนต์ ( ใบอนุญาติขับขี่ขณะนี้ขั้นตอนในการขอสำหรับคนต่างชาติที่เพิ่งเข้าอยู่) ลองติดต่อกันเองว่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้างที่จะต้องนำไป
Depts. of Real-estate ดูแลกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ออกใบอนุญาติให้กับนายหน้า หรือตัวแทนต่างๆในด้านนี้
Depts. of the California Highway Patrol ตำรวจทางหลวง ดูแลการใช้ถนนหลวง ออกใบสั่ง ช่วยเหลือ ดูแลความปลอดภัย ตรวจสภาพของรถบรรทุก และปราบปรามอาชญกรรมเหมือนตำรวจทั่วๆไป ติดตามต่อไปในรัฐบาลท้องถิ่น เช่น มลฑลและ เมืองต่างๆ
Depts. of Transportation ดูแลออกใบอนุญาติสำหรับการขนส่ง สร้างและซ่อมทางหลวง รักษาความสะอาด ติดตั้งป้ายบอกเส้นทางและซ่อมแซมและอื่นๆที่เกี่ยวกับทางหลวง
City เมือง ดังที่กล่าวไว้ต้นแล้วว่ามีระบบการปกครองสองระบบ บางเมืองยังขึ้นอยู่กับมลฑลแต่ก็มีการปกครองด้วยตนเองในเรื่องอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ส่วนใหญ่แล้วจะปกครองกันเอง ตัวอย่าง เช่น Los Angeles (อย่าสับสนกับ Los Angeles County นะครับ) San Fancisco, Santa Monica, และเมืองใหญ่ๆที่มีชื่อเสียงกันดีในรัฐนี้ข้อสังเกตุง่ายๆว่าเมืองไหนเป็นเมืองที่จดทะเบียนแล้วดูได้ว่าเขามีผู้ปกครองที่มีตำแหน่งเรียกว่า Mayor และมี City Council และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจของตนเอง หน้าที่ใหญ่ๆของเมืองคือ ดูแลการก่อสร้างบ้านเรือนต่างๆ ดูแลการเพิ่มเติมที่อยู่อาศัย หรือธุระกิจร้านค้า ดูแลบริการ น้ำ ไฟ ดับเพลิง เก็บขยะ สร้างสวนสาธารณะ ออกใบประกอบการค้า ( เจออีกแล้วนะกับใบนี้) มีสถานที่ให้ความบันเทิง โรงละคร สระว่ายน้ำ สถานที่พักผ่อนและหย่อนใจอีกมากมายซึ่งแล้วแต่ขนาดของเมืองนั้นๆว่ามีประชากรมากน้อยเพียงใด ติดตามสอบถามได้ตามแต่ละเมืองของท่านเอง และควรไปลงทะเบียนกับ หน่วยงานที่เรียกว่า Recreation Center ของเมืองนั้นๆไว้ด้วยเขาจะได้ส่งปฎิทินหรือรายการรื่นเริงหรือกิจกรรมผลประโยชน์ต่างๆที่เขามีให้พลเมืองของเขาในแต่ละเดือนว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง
Unified school ปรกครองโดย School Board มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน และมีครูใหญ่ปกครองแต่ละโรงเรียน (principal) เวลามีปํญหาเข้าไปร้องเรียนกับคนนี้ก่อน ยังไม่พอใจก็เข้าไปที่ school Board ระบบโรงเรียน ทุกเมืองเขาจะมีโรงเรียนให้พลเมืองเรียนโดยไม่เสียเงินจนถึงระดับมัธยมปลาย ชั้น 12 และมีบริการโรงเรียนสอนผู้ใหญ่ หรือกิจกรรมสำหรับคนสูงอายุ
"พวกเธอรู้ไหมว่าวันนี้เราจะเรียนเรื่องอะไรกัน" อาจารย์ถาม
"ไม่รู้ครับ" นักเรียนทุกคนส่ายหัว
"พวกเธอนี่ไม่รู้จักเตรียมตัวมาเลยหรือนี่ ยังงั้นวันนี้งดสอน
ครั้งหน้าทุกคนเตรียมตัวมาให้ดี"
ว่าแล้วอาจารย์ก็เดินออกจากห้องเรียนไป
เจอกันครั้งที่สอง
"พวกเธอรู้ไหมว่าวันนี้เราจะเรียนเรื่องอะไรกัน" อาจารย์ถามเหมือนเดิม
"รู้ครับ" นักเรียนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
"ดีมาก"
อาจารย์ยิ้มอย่างพอใจ "ถ้าทุกคนรู้แล้ว วันนี้งดสอน"
แล้วอาจารย์ก็ปล่อยให้นักเรียนงงอยู่ในห้อง
เจอกันครั้งที่สาม
"พวกเธอรู้ไหมว่าวันนี้เราจะเรียนเรื่องอะไรกัน" คำถามเดิมมาอีกแล้ว
"รู้ครับ" บางคนตอบ ในขณะที่บางคนที่ไม่แน่ใจกับสถามการณ์ตอบไปอีกทาง
"ไม่รู้ครับ"
"ไหงเป็นงั้นล่ะ" อาจารย์ค้อน "เอางี้แล้วกัน...
คนที่รู้บอกคนที่ไม่รู้ซะ....
วันนี้งดสอน!!!"
>>>>>พรุ่งนี้อาจสายเกินไป
>>>>>
>>>>>
>>>>>
>>>>>ถ้าคุณโกรธใครขึ้นมาแล้วไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยแก้สถานการณ์
>>>>> จงทำด้วยตัวเอง
>>>>> บางทีใครคนนั้นอาจจะยังคงอยากเป็นเพื่อนกับคุณอยู่
>>>>> และถ้าคุณไม่ทำ พรุ่งนี้อาจสายเกินไป
>>>>>
>>>>> ถ้าคุณตกหลุมรักใครสักคนแต่คนๆ นั้นไม่รู้ จงบอกเค้าไป
>>>>> บางทีคนๆ นั้นอาจจะกำลังรักคุณอยู่ด้วยเช่นกัน
>>>>> และถ้าคุณไม่บอกเค้า บางทีพรุ่งนี้อาจจะสาย
>>>>>
>>>>>
>>>>>ถ้าคุณอยากจะจูบใครสักคนหนึ่งเหลือเกิน
>>>>>
>>>>>ทำเสียสิบางทีเค้าคนนั้นอาจจะกำลังต้องการจูบของคุณอยู่ก็ได้
>>>>> และถ้าคุณไม่ได้ทำ บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป
>>>>>
>>>>>
>>>>>ถ้าคุณยังคงรักใครสักคนที่คุณคิดว่าป่านนี้เค้าคงลืมคุณไปแล้ว
>>>>> จงบอกเค้าวันนี้ บางทีเค้าอาจจะยังคงรักคุณอยู่เช่นกัน
>>>>> ถ้าคุณไม่บอกเค้าวันนี้ บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป
>>>>>
>>>>> ถ้าคุณต้องการการกอดจากเพื่อนสักคนหนึ่ง
>>>>> บอกเค้าสิ
>>>>>บางทีพวกเค้าอาจกำลังอยากให้คุณกอดมากกว่าที่คุณเป็นเสียอีก
>>>>>
>>>>> และถ้าคุณไม่ทำวันนี้ บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป
>>>>>
>>>>> ถ้าคุณรู้สึกว่าเพื่อนคุณแสนดีเหลือเกิน
>>>>>จงบอกพวกเค้าด้วย
>>>>> เพราะเค้าเองก็อาจจะกำลังรู้สึกอย่างเดียวกับคุณเช่นกัน
>>>>> ถ้าคุณไม่ทำแล้วเค้าต้องจากไปเสียแล้ว
>>>>>บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป
>>>>>
ถ้าคุณรักพ่อแม่ของคุณและยังไม่มีโอกาสแสดงออกทำซะเถอะ
>>>>> ท่านยังอยู่ตรงนั้นเพื่อให้คุณได้มีโอกาสแสดงให้ท่านรู้
>>>>> หากท่านจากไปวันนี้
>>>>>พรุ่งนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว
>>>>>
>>>>> ส่งข้อความนี้ไปให้ทุกๆ คนที่คุณแคร์พวกเค้า
>>>>> รวมทั้งคนที่ส่งมันมาให้คุณด้วย
>>>>> แล้วคุณจะได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เค้าแคร์คุณเช่นกัน
>>>>>
>>>>> ไม่งั้น…บางที…พรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป
>>>>>
ความรักต่อ. . . ให้ยืนยาวได้นั้น เป็นเรื่องยาก ความเหงานั้น . . . มันโดด
เดี่ยวเปลี่ยนคนอ่อนไหว . . .ให้กลายเป็นคนอ่อนแอได้จนบางครั้ง . . .ต้องพยายาม
หาที่ยึดหัวใจไม่ให้เคว้ง ไปตามแรงกระทบของชีวิตและบางครั้ง . . . ก็อาจเผลอ ไป
ยึดใครสักคน. . .ที่ไม่อาจจะยึดได้ เพราะเหตุผล แห่งความเป็นไปไม่ได้ ร้อยพัน
ประการ . . .แต่ . . . เมื่อความรักได้เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ร่วมได้ หรือ
ไม่ . . . มีสิทธิ์ครอบครอง หรือไม่ . . .ก็ไม่อาจที่จะ . . . ห้ามไม่ให้รู้สึก
รักได้ เมื่อในที่สุดแล้ว . . .ห้ามไม่ได้ก็อาจจะมีอีก ทางเลือกคือ . . . การ
ปล่อยหัวใจให้ได้ “รั ก”แต่ . . .ต้องหาที่ยืน ที่เหมาะสมให้กับตัวเองหาบริเวณ ให้ตัวเองให้ได้ และหักห้ามใจ ไม่ให้เตลิดก้าวไปไกลจากที่ที่ตัวเอง
ต้องอยู่ . . .นอกจาก . . .กล้าที่จะยืนอยู่ตรงนั้นแล้วก็ต้องกล้าที่จะเชื่อ
มั่นว่า . . .เราต้องยืนอยู่ตรงนั้นให้ได้และต้องไม่ไปไกลกว่านี้ . . .อยากอยู่
ตรงไหนก็ได้ . . .แต่ต้องอยู่ในขอบเขต รักได้เท่านั้นอย่า! ไปเผลอทำร้ายใครให้
เจ็บปวด...... เขียนบอกตัวเองให้รักให้เป็นรักคนที่เค้ารักเราดีกว่า
คนไม่ได้แต่งงาน…ไม่ได้เข้าสวรรค์อย่างนั้นหรือ
โดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด
อิบนุ อับดุรรอูฟ แปลและเรียบเรียง
คำถาม: ดิฉันได้ยินว่า มุสลิมที่ไม่ยอมแต่งงานจะไม่ได้เข้าสวรรค์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ? ถ้าหากเป็นเรื่องจริง หลักการนี้วางอยู่บนพื้นฐานอะไร? …. เป็นไปได้หรือไม่ว่า บุคคลหนึ่งสามารถเป็นคนดีที่เคร่งครัด ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ต้องการแต่งงาน?คำตอบ: อิสลามไม่ได้ถือเอาการแต่งงานมาเป็นเงื่อนไขในการเข้าสวรรค์ แต่เมื่อบุคคลใดเกรงว่าตัวเขาจะทำสิ่งต้องห้าม(เนื่องจากไม่ได้แต่งงาน)ก็จำเป็นต้องแต่งงาน กรณีนี้หากว่าเขาไม่ยอมแต่งงานอีก ก็ถือว่าเขากระทำความผิด ประเด็นที่สองคำตอบคือ เป็นไปได้ที่บุคคลหนึ่งสามารถเป็นคนดีที่เคร่งครัด โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องแต่งงาน แต่ว่ากรณีเช่นนี้หายาก ส่วนใหญ่แล้วคนที่ละทิ้งการแต่งงานนั้น มักเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งในสองประเภทนี้ก็คือ เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็เป็นคนทำซีนา ดังที่ท่านอุมัร อิบนุ อัล ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวต่อชายคนหนึ่งที่ไม่ยอมแต่งงานว่า “สิ่งที่ขัดขวางมิให้ท่านแต่งงาน คือการไร้ความสามารถหรือการทำความชั่ว” ไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม อิสลามกระตุ้นให้มีการแต่งงาน โดยจัดมันว่าเป็นแบบอย่างของศาสนทูตทั้งหลาย และห้ามไม่ให้ละทิ้งการแต่งงาน เพียงด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการมุ่งทำอิบาดะฮฺ (ดังมีคำกล่าวที่ยอมรับกับทั่วไปว่า) “ไม่มีระบอบนักบวชในอิสลาม” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อัลลอฮฺทรงรู้ดีที่สุด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">http://www.muslimahtoday.com/index.php?option=com_content&task=view&id=116&Itemid=1</p>
เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมบางคนถึงดูมีแต่ความสุขตลอด เวลา ทำไมบางคนถึงดูไม่เคยทุกข์ร้อนกับปัญหาใดๆ เขาเหล่านั้นมีวิธีจัดการกับ ชีวิตอย่างไร ทำไมถึงทำได้ดีถึงเพียงนั้น
คำตอบก็ คือ เขาเหล่านั้นรู้วิธีที่จะจัดการกับแนวความคิดและมุมมองชีวิตของตน เอง อย่างที่พวกเราทุกๆคนทราบ คนเราทุกคนย่อมมีปัญหา มีอุปสรรคที่ต่างจะต้อง ฝ่าฟัน แต่ใครจะทำได้ดีกว่ากันนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามองชีวิตในแง่บวก หรือ แง่ลบเพียงใด
คนที่มองชีวิตในแง่ ลบนั้น พวกเขาจะมองทุกๆเรื่องเป็นปัญหา มองทุกๆสิ่งเป็นอุปสรรค และมัก คิดว่าสิ่งที่เลว ร้ายที่สุดได้บังเกิดขึ้นกับพวกเขาแล้ว ทางแก้ปัญหา ก็แสนจะ เลือนลางเกินกว่าที่พวกเขา จะมองเห็นได้ ดังนั้นด้วยมุมมอง ชีวิตในทางลบ ชีวิต ของคนเหล่านั้นจึงมีแต่ความกังวลใจ ขาดความสุขไป อย่างน่าเสียดาย
คนที่มองชีวิตในแง่ บวกนั้น พวกเขาจะรู้ว่าเวลาที่มีปัญหาหรือพบอุปสรรค ปัญหานั้นย่อมมีทาง แก้ ตระหนักว่าทุกอย่างย่อม มีวันคลี่คลาย และรู้ซึ้งว่า ณ เวลานี้ ย่อมมีคนที่ ประสบปัญหา ที่หนักหนาสาหัสกว่าเราหลายร้อยเท่านัก เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว มุม มองชีวิตในทางบวกก็ได้นำพาเขาเหล่านั้นไปสู่ความสุข สดชื่นในทุกๆวันของชีวิต
คัดลดกมาจากน้องสาวที่ส่งมา
"โต๊ะบีแด" ที่พึ่งทางใจสตรี 3 จังหวัดใต้
โดย วันเนา รัตนาพร
<table border="0" cellspacing="5" cellpadding="1" width="20%" align="left"><tbody><tr bgcolor="#f8b8cb"><td>
นวดคลายเส้น
</td></tr></tbody></table>ถามเด็กรุ่นใหม่ว่ารู้จัก *หมอตำแย* หรือไม่ คงมีไม่มากที่รู้จัก เว้นเสียแต่ว่าเคยดูหนังแม่นาคพระโขนง
เพราะปัจจุบันการแพทย์การผดุงครรภ์ที่ก้าวไกลแทบจะเลือกเพศของลูกได้ด้วยซ้ำ ทำให้อาชีพ "หมอตำแย" ตกยุคไปเสียแล้ว อาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้างตามหมู่บ้านชนบทที่อยู่ห่างไกล
ในการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ในงานสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หนึ่งในงานวิจัยที่น่าจับตามอง เป็นงานของ ดารณี อ่อนชมจันทร์ และคณะ ศึกษาเกี่ยวกับ "หมอตำแย" ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกกันว่า *โต๊ะบีแด*
"โต๊ะบีแด" เป็นหญิงชาวมุสลิม ส่วนใหญ่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่ชาวมุสลิมยกย่องให้เป็นผู้ดูแลด้านสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในชุมชน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ทำคลอด จนหลังคลอด
บางคนทำคลอดตั้งแต่รุ่นแม่จนถึงรุ่นลูกและรุ่นหลาน ดังนั้น ในแต่ละชุมชน โต๊ะบีแดจึงมิใช่เพียงผู้ที่มีหน้าที่ทำคลอดเท่านั้น แต่เป็นบุคคลสาธารณะที่ทุกคนรู้จัก เคารพนับถือ
นอกจากนี้ โต๊ะบีแดยังให้การดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ด้วยยาสมุนไพร การนวด หรือพิธีกรรมตามระบบความคิดความเชื่อของชาวมุสลิม ที่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประทานให้มีบทบาทหน้าที่ดังกล่าว
การสืบทอดจากบรรพบุรุษส่วนมากมีทวดหรือยายหรือแม่เป็นโต๊ะบีแด จึงได้รับการถ่ายทอดเมื่อถึงเวลา เช่นกรณีของ *อาซือมะ* ซึ่งสืบทอดจากยาย <table border="0" cellspacing="5" cellpadding="1" width="20%" align="right"><tbody><tr bgcolor="#f8b8cb"><td>
นวดหลังคลอดให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
</td></tr></tbody></table>
อาซือมะเล่าว่า เดิมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นโต๊ะบีแด แต่ยายเป็นโต๊ะบีแด จะพาไปดูทุกครั้งที่มีการทำคลอด โดยเริ่มไปกับยายเมื่ออายุ 12 ปี ตอนแรกยายให้ดูและเป็นผู้ช่วยขณะทำคลอด คอยสอนไปเรื่อยๆ ติดตามยายไปทำคลอดอยู่ประมาณ 5 ปี
จนวันหนึ่งยายไม่อยู่บ้านไปทำคลอดอีกหมู่บ้านหนึ่ง มีญาติข้างบ้านมาตามให้ไปทำคลอด ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำคลอดได้หรือไม่ แต่พอลองทำตามที่ยายเคยสอนสักพักก็ทำได้เอง หลังจากนั้นจึงเริ่มทำคลอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
กระนั้นก็มีโต๊ะบีแดบางท่านที่ไม่ได้มีการสืบทอดโดยตรง แต่ชาวบ้านทราบว่าเป็นลูกหลานโต๊ะบีแด จึงมาให้ช่วยเหลือ แล้วจึงได้ไปเรียนรู้ที่หลัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริการสาธารณสุขซึ่งรวมถึงการดูแลแม่และเด็กครอบคลุมในทุกพื้นที่ อีกทั้งโรงพยาบาลชุมชนต่างปรับตัวแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมอิสลาม และสร้างความร่วมมือกับโต๊ะบีแดในการส่งต่อหญิงตั้งครรภ์ไปคลอดที่โรงพยาบาล บทบาทของโต๊ะบีแดจึงเปลี่ยนไป จากผู้ทำคลอดเป็นผู้ส่งต่อหญิงตั้งครรภ์และให้บริการนวดหลังคลอด
แต่จากการศึกษาเจาะลึกโต๊ะบีแดของโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง พบว่าโต๊ะบีแดยังมีบทบาทอื่นที่นอกเหนือจากการเป็นคนทำคลอดในหมู่บ้าน อย่างเช่น เป็นผู้รักษาโรคหรืออาการผิดปกติของสตรีและเด็ก รวมทั้งอาการข้อเคล็ด ปวดเมื่อย โดยใช้สมุนไพรและคาถาหรืออ่านคัมภีร์อัลกุรอ่าน คือ ช่วยดูแลด้านจิตใจของชาวบ้านด้วย
ทั้งนี้ยังมีโต๊ะบีแดอีกจำนวนมากยังคงดำรงอยู่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต่างมีความรู้และประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของชาวไทยมุสลิมที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมอิสลาม องค์ความรู้ของโต๊ะบีแด เป็นความรู้ที่ได้จากบรรพบุรุษ และจากประสบการณ์ที่สั่งสม แม้บางท่านจะไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลได้ เนื่องจากเป็นโต๊ะบีแดแบบพระเจ้าประทานมา แต่ประสบการณ์ก็สอนให้โต๊ะบีแดได้เรียนรู้จากการปฏิบัติและสังเกต <table border="0" cellspacing="5" cellpadding="1" width="20%" align="left"><tbody><tr bgcolor="#f8b8cb"><td>
นวดหลังคลอด
</td></tr></tbody></table>
อย่างไรก็ตาม ดารณี หัวหน้าคณะวิจัย ตั้งข้อสังเกตว่า โต๊ะบีแดส่วนใหญ่เคยได้ผ่านการอบรมผดุงครรภ์โบราณของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขมาแล้ว ในการอบรมดังกล่าวมีการให้ความรู้ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ การทำคลอดที่ปกติ การดูแลหลังคลอด ดังนั้น ความรู้ของโต๊ะบีแดส่วนหนึ่งจึงเป็นความรู้ที่ผสมผสานเชิงวิทยาศาสตร์ที่โต๊ะบีแดนำมาอธิบายตามความเข้าใจในภาษาของตนเอง
รูปแบบการให้บริการของโต๊ะบีแด เป็นการรูปแบบการแพทย์ที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เรียกว่า "การแพทย์ทฤษฎีใหม่" เป็น "ทฤษฎีสุขภาพ" ที่ก่อให้เกิดดุลยภาพทั้งกาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
เมื่อมองย้อนวิถีการทำงานของโต๊ะบีแดกับความสัมพันธ์ต่อชุมชนในงานอนามัยแม่และเด็ก จะพบรูปแบบการทำงานที่วงการแพทย์และสาธารณสุขในปัจจุบันหลายส่วนต้องการจะเห็น และพยายามผลักดันจะให้เกิดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการมีส่วนร่วมของชุมชน
หัวหน้าคณะวิจัยให้ข้อเสนอแนะไว้ในงานวิจัยชิ้นนี้ว่า การเปิดใจยอมรับและเข้าไปเรียนรู้ภูมิปัญญาโต๊ะบีแดในพื้นที่ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นผู้ให้บริการดูแลสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในชุมชน ด้วยท่าทีนอบน้อมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
ดังเช่นที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยในพื้นที่วิจัย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้กระทำไปแล้วนั้น นับเป็นนวัตกรรมในงานสูติกรรมและงานอนามัยแม่และเด็ก ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
เรียนรู้ในความสามารถและข้อจำกัด เรียนรู้ที่จะร่วมมือกันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแม่และเด็กที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณี ลดช่องว่างและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นด้วยความหวังดีและโดยมิได้ตั้งใจ
ในระดับปฏิบัติการควรได้มีการศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพหรือการแพทย์พื้นบ้านในการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยมารดาและทารกในระยะต่างๆ เพื่อนำมาบูรณาการงานอนามัยแม่และเด็กที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
ในระดับนโยบาย โดยเฉพาะกรมอนามัยและกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ควรสร้างความร่วมมือในการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยมารดาและทารก โดยการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา การบูรณาการองค์ความรู้โต๊ะบีแดที่ยังคงบทบาทในท้องถิ่น
เพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ ส่งเสริมนโยบายสุขภาพพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หน้า 34
http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra02120950&day=2007-09-12§ionid=0131
อย่าไปค้นหาความรัก ปล่อยให้ความรักค้นพบคุณเอง
นั่นแหละถึงจะเรียกว่าตกหลุมรัก
เพราะคุณไม่ได้บังคับตัวคุณให้เป็นไป แต่มันเป็นไปเอง
เมื่อคุณยอมรับใครบางคนในตัวตนและสิ่งที่เขาเป็น
คุณจะประหลาดใจเมื่อเขาดีกว่าที่คุณคาดหวังไว้มาก
ความรักคือการรักและยอมรับในทั้งข้อดีและข้อเสียของเขา
โชคดีคือผู้ชายได้เป็นคนรักคนแรกของผู้หญิง
ที่โชคดีกว่านั้นคือผู้หญิงได้เป็นคนรักคนสุดท้ายของผู้ชาย
คุณจะได้รับรู้ว่าคนๆ หนึ่งมีความหมายกับคุณมากเพียงไร
ก็เมื่อคุณตื่นขึ้นมาและพบว่าคุณได้สูญเสียใครคนนั้น
ที่คุณเคยคิดว่าไม่มีความหมายกับคุณเลยไปเสียแล้ว
รักคือการมองดูตัวคุณผ่านสายตาของคนอื่น
และค้นหาตัวคุณในหัวใจของคนนั้น
เมื่อคุณรักแล้ว คุณก็จะรักตลอดไป
สำหรับสิ่งที่คุณอาจจะคิดหลบหนี
แต่หัวใจคุณเก็บมันไว้ตลอดเวลา
การปล่อยมันไปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะเหนี่ยวรั้งไว้ก็ยากเย็น
ความเข้มแข็งไม่ได้วัดที่ว่าสามารถเหนี่ยวรั้งมันไว้
แต่อยู่ที่สามารถปล่อยมันไปต่างหาก
ผู้ชายพร้อมที่จะเสียสละความรักเพื่อจะได้ปกครองโลก
แต่ผู้หญิงพร้อมที่จะตัดใจจากโลกเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่มีค่าพอให้เสียสละ
มันปวดใจเมื่อได้เห็นคนที่คุณรักมีความสุขอยู่กับคนอื่น
แต่มันจะเจ็บปวดกว่าที่ได้รู้ว่าเขาไม่มีความสุขเลยเมื่ออยู่กับคุณ
ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล
ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์…
>>
>วันนี้..เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่งจนเราคิดว่า...เราขาดไม่ได้....
>
>แต่เวลา.......จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป..สักวันเราจะรู้ว่า..
>
>สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้..อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา
>
>มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต..
>
>
>
>วันหนึ่ง...หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้องการ..และขาดไม่ได้...เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก...
>
>
>
>เมื่อเวลาหนึ่งผ่านไป มันจะสอนเราได้ว่า..ความผูกพันกับสิ่งใด ๆ
>ในช่วงเวลาหนึ่ง
>
>จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้น ๆ อย่าได้ไปยึดติด
>อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง...
>คิดเสียว่า.เราโชคดี.ที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก
>
>
>
>ความผูกพัน..ก็เหมือนกับความรัก..หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก
>
>หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก
>
>แต่ความผูกพันที่ว่าไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเองไว้กับสิ่งนั้น..เพราะคนทุกคน
>ย่อมผูกพันกับหลายๆ สิ่ง ในเวลาเดียวกัน
>
>
>
>เปรียบเสมือนเรามีแก้วน้ำอยู่หนึ่งใบ...ในยามเช้าเราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม...
>
>พออากาศร้อนหน่อยเราอาจต้องการน้ำเย็น ๆ
>บางครั้งที่เราไม่สบายเราอาจต้องการน้ำอุ่น….ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ..ต้องเติมสิ่งต่าง
>ๆในเวลาที่แตกต่างกัน...ตามความเหมาะสม..หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำแล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที
>ในแก้วใบเดียวกัน..เราก็จะพบว่า..แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..แล้วเริ่มแตกซึ่งก็เหมือนกับใจเรา..
>
>
>
>ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่ง..ไม่ผิดถ้าเราค่อย ๆ ปรับใจ
>ปรับตัวของเราเองให้กลับคืนในเวลาที่ควร
>เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาส..ได้ผูกพัน...ซึ่งก็เหมือนเราได้มีโอกาส..ได้รัก
>นั่นเอง
>
>
>
>“ปลอบใจตัวเองว่าและบอกคุณว่า
>อย่ากลัวความผูกพันที่อาจจะเกิดขึ้น...เพราะถ้าหากเรารู้จักปรับตัว.... ปรับใจ
>..... ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นยังไง เราก็จะรู้สึกดี
>และยิ้มได้ทุกครั้งที่คิดถึง.....เรื่องราวที่ผ่านมา........”
>
>(จะทำได้ป่าวเนี้ย...... เฮ้ย......เหนื่อย)
คำพ่อสอน…
“… การทำให้คนอื่นรัก ยากกว่าการทำให้เกลียดมากนัก
กว่าจะเป็นที่รักของใครได้ต้องใช้เวลานาน
ความรักมันต้องอาศัยการซึมลึก
ไม่เหมือนความเกลียดที่ทำง่ายแต่ซึมนาน
เราดีใจที่รู้ว่ามีคนรักเรามากมายรอบๆตัว
มันเป็นภูมิต้านทานความท้อแท้ที่ดีสำหรับเรา
เป็นเกราะคุ้มภัยให้เราอุ่นใจเสมอ
ลองดูสิ.. ทำให้คนรอบข้างมีความสุขเวลาที่มีเรา
ถ้าเธอทำได้เขายิ้มได้..ทำให้เขาคิดถึง..
ทำให้เขาผูกพัน..เธอก็จะรู้ว่า..
นี่คือกำลังใจที่ดีที่สุด ที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย
ทำให้เรารักตัวเอง และทำให้เรารู้ว่า..
ลมหายใจของเรายังมีความหมายสำหรับใคร
…อีกหลายคน… “
แม่สอนว่า…
” … เราควรให้คนอื่น
มากกว่าการที่คอยให้แต่คนอื่นหยิบยื่นให้เรา
ลองคิดดูสิ..
ถ้าเธอได้รับของขวัญจากใครสักคน
ที่เธอจะรู้จัก หรือไม่รู้จัก
บางทีอาจเป็นแค่สิ่งของที่ไม่มีค่าอะไรเลย
แต่ความรู้สึกที่ได้รับ มันตรงกันข้ามกับราคา
หรือสิ่งของที่คนอื่นหยิบยื่นให้เรามากกว่าเป็นสิบเท่า
ความรู้สึกนั้นนะ ไม่ใช่แค่ดีใจที่ได้รับของขวัญนะ
แต่มันเป็นความรู้สึกที่คิดว่า
เขาจำมันได้หรือ เขาคิดถึงเราด้วยหรือ
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกันนะ
ถ้าเธอเป็นผู้รับ แล้วเธอเป็นผู้รู้สึกดี
ขอให้เธอรู้ไว้ว่า คนที่เป็นผู้รับจากเธอ
เขาก็รู้สึกดีไม่แพ้กับเธอหรอกนะ
แล้วเธอจะรู้ว่าการทำให้คนอื่นมีความสุขได้
ตัวเธอเองนั่นแหล่ะที่จะมีความสุขยิ่งกว่า… “
ไม่สำคัญว่า แต่สำคัญที่ว่า
ไม่สำคัญว่า ... คุณขับรถยี่ห้ออะไร ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... คุณเคยให้คนที่ไม่มี รถ นั่ง " มาด้วยกี่ครั้ง
ไม่สำคัญว่า ... คุณทำงาน ล่วงเวลามากขนาดไหน ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... คุณ ให้ " เวลา" แก่ครอบครัว และคนที่รักมากแค่ไหน
ไม่สำคัญ ว่า ... คุณมีเสื้อผ้าทันสมัยกี่ชุดในตู้ ?
• แต่ สำคัญที่ว่า ... คุณเคยให้เสื้อผ้าแก่คนที่ " ขาดแคลน " ใส่กี่ ชุด
ไม่สำคัญว่า ... คุณมีฐานะอะไรในสังคม ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... คุณ " วางตัว " ในระดับ ไหน
ไม่สำคัญว่า ... คุณมีทรัพย์มากเท่าไหร่ ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... สิ่งที่คุณมี มันมี " อำนาจ" ชี้ขาดชีวิตคุณแค่ไหน
ไม่สำคัญว่า ... เงินเดือน สูงสุดของคุณเท่าไร ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... คุณ ต้องสละ " อุดมการณ์ " เพื่อได้มันมาหรือไม่
ไม่สำคัญ ว่า ... คุณได้เลื่อนขั้นกี่ขั้นแล้ว ?
• แต่สำคัญ ที่ว่า ... คุณเคย " สนับสนุน" ใครให้ได้เลื่อนขั้น บ้าง
ไม่สำคัญว่า ... คุณมีตำแหน่งการงานอะไร ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... คุณทำงานสุด " ความ สามารถ " หรือไม่
ไม่สำคัญว่า ... คุณมีเพื่อนกี่คน ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... คุณเป็น " เพื่อน แท้ " กับใครบ้าง
ไม่สำคัญว่า ... คุณเรียกร้องและปกป้อง สิทธิของตัวเองอย่างไร แต่สำคัญที่ว่า ... คุณ ทำอะไรเพื่อ " ช่วยและปกป้อง " สิทธิคนอื่น
ไม่สำคัญ ว่า ... สิ่งที่คุณทำสอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง ?
• แต่สำคัญที่ว่า ... มีกี่ครั้งที่คำพูดของคุณ " ไม่สอด คล้อง " กับการกระทำ
สำคัญที่สุดเท่าที่ผม คิด
• คือ ทำแล้ววันนี้มันมีความ สุข
( ที่อบอุ่น ที่แท้จริง คือ สุขที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่นอนผวา) มากแค่ไหน แหละ...
แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต
1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน
ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ
เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว…แม่จะแบ่งข้าวม าให้ผมเพิ่มขึ้นอีก
พร้อมทั้งพูดว่า”ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ…ส่วนแม
่ไม่ค่อยหิว”นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม
>>> 2. เมื่อผมเติบโตขึ้น
คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำเพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติ
บโตของผมแม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน
ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆผม
แทะกินเศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมได้กินเนื้อปลาไปแล้วผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า”ลูกกินเถอะ…แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา”
นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม
>>> 3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม
เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้นแม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก
ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้านบางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี
2…ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน”แม่ครับ…นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว
พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก”แม่ยิ้มกับผมพูดว่า
“ลูกนอนต่อก่อนนะ…แม่ยังไม่เหนื่อย…นอนไม่หล ับ”ครั้งที่ 3
แล้วที่แม่โกหกผม
>>> 4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้ายแม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจใ
ห้ผมมันเป็นวันที่แดดร้อนมาก
ๆ…แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม.เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ…รีบออกมาหาแม่เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว..แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่มผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อ
นแม่พูดขึ้นว่า “ลูกดื่มเถอะ….แม่ยังไม่กระหายน้ำ”นั่นเป็นครั้งที่ 4
ที่แม่โกหกผม
>>> 5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิตคุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจ
ุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเ
พียงไรคุณลุงที่อยู่ข้าง
ๆบ้านท่านเป็นคนดีพยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ….เช่นซ่อมแซมบ้า
นที่ผุพัง..ฯลฯเพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงาน
ใหม่แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย
แม่พูดกับผมว่า”แม่มีลูกอยู่ทั้งคน…แม่ไม่ต้องความรักอีก”แม่โกหกผมเป็นครั้งที่
5 แล้ว
>>> 6. ในที่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้างแต่แม่ไม่ยอม…..กลับไปตลาดทุกเช้าขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง
ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่(ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล)แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคื
นให้ผมอีกแม่พูดกับผมว่า
“แม่มีเงินพอใช้แล้ว…ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ”แม่โกหกผมเป็นครั้งที่
6
>>> 7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่ม
ีชื่อเสียงในอเมริกาเมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูงเมื่อทำงานไปได้สักพัก…ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมท
ี่อเมริกาเพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน…พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิตแต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม…บอกผมว่า
“แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน”ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม
>>> 8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย
ๆ..ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โ
รงพยาบาลผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันทีแม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึงน้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโ
ทรมลงอย่างมากแม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม….พยายามยิ้มอย่างสดชื่น
ด้วยความลำบากผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืนจากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัวผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสารหัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุดแม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ”ลูกรักของแม่…เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว”นี่เป็นครั้งที่
8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม>>>
แม่ที่ผมรักมาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับหลังจากที่เธอกล่าวคำโกหก
อย่าตัดสินหนังสือว่าดีแค่ปกสวยๆ…
อย่าบอกว่า…น่ารักเหลือเกินแค่คุยกันหนเดียว
คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ..ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มแรกที ่ชอบไม่ได้
คนที่บอกว่าจะไม่แต่งงาน…มักแซงหน้าแจกการ์ดก่อนคน อื่นเสมอ
การชอบหนังสือสักเล่มก็ไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่ม นั้นเนื้อหาดีทุกหน้า
การรู้สึกดีกับใครสักคน…ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีขีอเสียอะไรเลย
อย่าเสียดายเวลาถ้าอ่านหนังสือบางเล่มจบแล้วพบว่า… ไม่ใช่แบบที่ชอบ
จงรู้สึกดี..กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็ม ที่
เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างแน่นอน
แม้วันหนึ่งจะรู้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิด
เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
และพร้อมที่จะตามหาคนของเราต่อไป
การอ่านหนังสือสักเล่มต้องใช้เวลาเช่นเดียวกับที่… ..
เราไม่สามารถรู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันแรก
หนังสือมีสิ่งต่างๆหลากหลายให้ศึกษา ทดลองอ่านดูก่อนที่จะตัดสินใจว่าน่าเบื่อ
บางครั้งสิ่งที่เราไม่เห็นประโยชน์และมองผ่านมันไป
วันหนึ่งมันอาจจะมีค่าสำหรับเรา
แล้วในตอนจบก็จะรู้ว่าหนังสือประเภทไหนเหมาะกับเราที ่สุด
เหมือนกับความรัก….
ทุกครั้งที่เรามีความรักกับใครสักคนนั้น
แม้ทุกอย่างจะเดินมาถึงจุดจบ แต่คนทั้งคู่ย่อมได้รับอะไรจากสิ่งต่างๆผ่านมาโดย
ไม่รู้ตัว อย่างน้อยที่สุดก็ได้บทเรียนที่มีค่าเพิ่มอีกบทหนึ่ง บทเรียนที่จะ
นำไปสร้างความรักครั้งใหม่ให้มีนรากฐานที่ดีกว่าที่ผ ่านมา
วันนี้เรามารู้จักวิธีการจัดการกับความเครียดดีกว่าเนอะถ้าไม่เครียดก็ไม่เป็นไร….(.สู้ๆๆตาย)
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด
หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น
ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะ และที่สำคัญ
ควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ
ให้พยายามใช้เหตุผล ตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ
เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว
ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีกด้วย
3. คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า
ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น
จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ
ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลว
ผิดหวัง หรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ
ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้ว ยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้าง
รับรู้ความรู้สึก และความเป็นไปของคนอื่น และคนใกล้ชิด
ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า
ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว
เมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ จะทำให้เครียดน้อยลง
จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้
ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว
ความรักบางครั้งก็แปลกเวลาเราวิ่งตามบางครั้งมันก็มักจะวิ่งหนีเรา
แต่พอเราเหนื่อยและท้อไม่อยากจะตามมัน
เจ้าความรักนี่กลับมาหยุดอยู่ใกล้ๆเรานี่เอง
ฤาเราอาจจะเปรียบความรักได้กับเงาของมนุษย์
ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้
ตราบที่เรายังมีชีวิตคงยากที่จะหลีกเหลี่ยงที่จะมีรัก
หลายคนคงพยายามที่จะให้คำจำกัดความกับความรัก
แต่แท้จริงแล้วคงยากที่จะจำกัดขอบเขตของความรัก
เพราะเราคงไม่สามารถใช้ข้อกำหนดอะไรมาเป็นตัวกีดกั้นความรัก
ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ อายุ
ถ้ามีคำถามว่าเมื่อไหร่ความรักจะเกิดขึ้นกับเราคงยากที่จะตอบ
แต่เราจะทราบด้วยสัญชาติญานเองว่าเมื่อไหร่ความรักกำลังเข้ามาเยี่ยมเยือนเรา
ในชีวิตคนเรานั้นคงไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้สัมผัสความรู้สึก
ว่าได้รักใครหรือกำลังถูกรักโดยใครบางคน
อย่างไรก็ตามคนทั่วไปต่างมุ่งหวังที่จะอยู่ในอารมณ์
ที่จะรักใครมากกว่าที่จะถูกรักโดยใคร
ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่ามนุษย์เราเคยชินกับการเลือกมากกว่าที่จะถูกเลือก
แต่ไม่ว่าจะเป็นอารมภ์ใดก็ตามกล่าวได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ดีทั้งสิ้น
มีมนุษย์หลายคนที่เกิดมาโดยไม่รู้จักหรือสัมผัสกับความรัก
หรือบางคนไม่แม้แต่ที่จะรักใคร อารมภ์ความรักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก
ไม่สามารถสอนกันได้ แต่สามารถสื่อสารกันได้ด้วยความรู้สึกล้วนๆ
ดังนั้นเมื่อใดความรักได้ผ่านเข้ามาเยี่ยมเยียมและได้จากเราไป
จงอย่าเสียใจ เพราะนั่นทำมันให้ท่านได้สัมผัสความวิเศษสุด
ในความเป็นมนุษย์อย่าสมบูรณ์แล้ว
อย่างไรก็ตามอย่ากลัวที่จะรักอีก
และอย่าพยายามสร้างขอบเขตและข้อจำกัดในรัก
เพราะมิฉะนั้นเราอาจจะไม่พบและไม่เจอะเจอมันอีกเลย...
อย่างการอ่านหนังสือก็สามารถบ่งบอกได้เช่นกันนะ ลองมาดูกันนะคะว่าจะตรงกับนิสัยของคุณหรือเปล่า
สมมุติว่าเราหยิบหนังสือมาหนึ่่งเล่ม หากเราเปิดอ่านแค่คร่าว ๆ
โดยไม่ได้ใส่ใจที่จะอ่านรายละเอียดมากนัก แสดงว่าเป็นคนใจร้อน วู่วาม เวลาจะทำงานอะไรก็ จะไม่ค่อยละเอียดถี่ถ้วนนัก จะให้ความสนใจแต่เรื่องหลักๆ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า นึกอยากจะทำอะไรก็จะลงมือเลยแบบตามใจตัวเองโดยไม่คิดให้รอบคอบเสียก่อน จึงมักจะมีเรื่องให้ผิดหวังอยู่เสมอ
เปิดอ่านแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ
แสดงว่าเป็นคนที่มีความเป็นเด็กอยู่ในตัวสูง มักเอาแต่ใจตัวเอง นึกคิดอะไรก็ทำไปอย่างนั้น ไม่ค่อยนึกถึงจิตใจผู้อื่นเท่าใดนัก แต่เป็นคนจิตใจดี ใจกว้าง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์เลยทำให้ไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าใกล้หรือกล้าเข้ามาทำความรู้จักด้วย
ชอบอ่านทุกหน้าและทุกเรื่อง
จะเป็นคนใจกว้าง ยอมรับความคิดหรือสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นความคิดของใครก็ตาม เป็นคนที่ให้โอกาสคนอื่นสูง ความสนใจใคร่รู้ในสิ่งต่าง ๆ และทันเหตุการณ์และหากสนใจในเรื่่องใด ก็มักจะทุ่มเทให้กับเรื่องนั้นเพื่อให้รู้จริง มีความคิดกว้างไกลมากและมักจะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
ชอบออกเสียงเวลาอ่านหนังสือ
แสดงให้เห็นถึงการมีใจคอเปิดเผยจริงใจและซื่อสัตย์ต่อทุกคนที่คบด้วยและเป็น คนไว้ใจได้ไม่ค่อยมีพิษมีภัยกับใคร เป็น คนรักสงบ มีชีวิตเรียบง่าย สมถะ รักธรรมชาติ ถึงแม้จะไม่ใช่คนมีภูมิความรู้อะไรมากนักแต่ก็มีความน่านับถืออยู่ในตัว มีโลกส่วนตัวและมีโลกในอุดมคติของตัวเอง
ชอบขีดเส้นข้อความสำคัญเวลาอ่านหนังสือ
อุปนิสัยเป็นคนช่างจดจำและค่อนข้างยึดมั่นในตัวเอง สิ่งไหนที่เป็นของตนเองก็ไม่อยากให้ใครมาแย่งไป แต่ก็เป็นคนทำงานเก่งและทำได้ดี เพราะเวลาทำงานมักจะทำอย่างจริงจัง และไม่ชอบเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ
ชอบพับขอบหนังสือ
เวลาอ่านหนังสือค้างไว้มักจะใช้วิธีพับขอบแทนการใช้ที่คั่นหนังสือ แสดงว่าเป็นคนไม่ค่อยเรียบร้อยนัก แต่เมื่อได้ลงมือทำอะไรก็มักจะทำอย่างจริงจัง หมกมุ่นจนทำสำเร็จ ไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้างนัก ดูเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวแต่ที่จริงเค้าไม่เก่งเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองซะมากกว่า ยิ่งเวลามีคนมาขอความช่วยเหลือเค้าก็จะพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ จะลองสังเกตการอ่านหนังสือของคนใกล้ตัวดูก็ได้นะค่ะ จะได้รู้นิสัยเค้าด้วย
http://www.dokya.com/forum/read.asp?tid=420
>รัก ก็ เหมือน ตด ความรักก็เหมือนตด มักจะแอบเก็บเงียบไว้
>เมื่ออัดอั้นจนทนไม่ไหวก็ได้แต่เปิดเผยออกมาเงียบๆ
>
>ความรักก็เหมือนตด
>ที่หากเผลอเสียงดังออกไปอาจจะเป็นเรื่องตลกสำหรับคนอื่น
>แต่มันก็ทำให้เราสบายใจ
>ที่ได้ระบายมันออกไป
>
>ความรักก็เหมือนตด ถึงแม้กลิ่นจะจางหาย แต่ก็ยังจำอยู่ในใจมิลืมเลือน
>
>ความรักก็เหมือนตด
>มีแต่คนที่เราต้องการให้รับรู้เท่านั้นถึงจะได้มันไปเต็มๆ(คนที่อยู่ข้างหลัง
>ไง)
>คนที่เหลือรอบๆก็ได้เพียงเศษความรักยามเหงาเราไปเท่านั้น(ก็แค่กิ๊กเอาไร
>มาก)
>
>ความรักก็เหมือนตด แม้กลิ่นจะแรงซักแค่ไหน ซักวันกลิ่นมันก็ต้องจางหาย
>แต่ยังเหลือบาดแผลในใจของ
>ผู้ที่ได้ดมและผู้ปล่อยมันออกมาตลอดไป…
>
>ความรักก็เหมือนตด ถึงแม้จะอยู่ต่อหน้าคนคุ้นเคย(เพื่อนสนิท)
>ก็ยังไม่กล้าปล่อยมันออกมาเต็มแรงซัก
>ที
>
>ความรักก็เหมือนตด ตดที่แท้จริงย่อมออกมาจากตรูด.. ไม่ใช่จากปาก
>ความรักที่แท้จริงก็ย่อมออกมาจาก
>ใจมิใช่คำพูด
>
>ความรักก็เหมือนตด ยากที่จะยอมรับต่อหน้าคนอื่นว่าเป็นคนตด
>เท่าๆกับยากที่จะรับว่าดมมันเข้าไปเต็ม
>ปอด
>
>ความรักก็เหมือนตด แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่คุณก็รู้..ว่ามีอยู่จริง….
เมื่อฉันหกล้ม
ร่างฉันคลุกกับฝุ่นดิน
ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดทราย
กล้ามเนื้อของฉันปวดร้าว
ด้วยแรงกระแทกกับพื้นธรณี
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
แรงสะเทือนจากการล้ม
ส่งการกระเพื่อมถึงหัวใจฉัน
จิตใจถูกเขย่าให้สั่นสะท้าน
ราวกับจะหลุดลอยไปไกล
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ฉันรีบกุมหัวใจไว้
มิให้มันสั่นคลอนหลุดไปไหน
อีกมือหนึ่งพลางไขว่คว้า
หายารักษาโรคหัวใจ"สั่น"
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ฉันยืดมืออันอ่อนล้า
เอื้อมไปยังชั้นหนังสือ
หยิบยาที่เรียกว่า "อัลกุรอาน"
มาสมานหัวใจมิให้สั่นคลอน
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
อักษรต่ออักษร
อายะฮฺต่ออายะฮฺ
บรรทัดต่อบรรทัด
หน้าต่อหน้า
รักษาหัวใจให้เต้นเป็นปกติ
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ฉันรับยาได้ซักพัก
หัวใจจึงกลับดังเดิม
สองมือปัดฝุ่นตามใบหน้า
และสิ่งสกปรกที่ติดตามตัว
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ฉันชันแขนเหยียดตรง
เพื่อดันตัวต้านแรงโน้มถ่วง
กระดูกสันหลังตั้งฉากกับพื้นดิน
ฉันพร้อมที่จะเดินต่อไป
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คนเราล้มกันได้ไม่เป็นไร
แต่อย่าลืมลุกขึ้นเดินต่อ
หนทางข้างหน้ายังอีกไกล
กว่าจะถึงสวรรค์สำหรับผู้อดทน
[วิทยปัญญา- 31/01/2551 11:37 น.- ปัตตานี]
http://www.islaminside.com/entry.php?w=sareeya&e_id=1454