"โต๊ะบีแด" ที่พึ่งทางใจสตรี 3 จังหวัดใต้
โดย วันเนา รัตนาพร
<table border="0" cellspacing="5" cellpadding="1" width="20%" align="left"><tbody><tr bgcolor="#f8b8cb"><td>

นวดคลายเส้น
</td></tr></tbody></table>ถามเด็กรุ่นใหม่ว่ารู้จัก *หมอตำแย* หรือไม่ คงมีไม่มากที่รู้จัก เว้นเสียแต่ว่าเคยดูหนังแม่นาคพระโขนง
เพราะปัจจุบันการแพทย์การผดุงครรภ์ที่ก้าวไกลแทบจะเลือกเพศของลูกได้ด้วยซ้ำ ทำให้อาชีพ "หมอตำแย" ตกยุคไปเสียแล้ว อาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้างตามหมู่บ้านชนบทที่อยู่ห่างไกล
ในการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ในงานสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หนึ่งในงานวิจัยที่น่าจับตามอง เป็นงานของ ดารณี อ่อนชมจันทร์ และคณะ ศึกษาเกี่ยวกับ "หมอตำแย" ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกกันว่า *โต๊ะบีแด*
"โต๊ะบีแด" เป็นหญิงชาวมุสลิม ส่วนใหญ่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่ชาวมุสลิมยกย่องให้เป็นผู้ดูแลด้านสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในชุมชน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ทำคลอด จนหลังคลอด
บางคนทำคลอดตั้งแต่รุ่นแม่จนถึงรุ่นลูกและรุ่นหลาน ดังนั้น ในแต่ละชุมชน โต๊ะบีแดจึงมิใช่เพียงผู้ที่มีหน้าที่ทำคลอดเท่านั้น แต่เป็นบุคคลสาธารณะที่ทุกคนรู้จัก เคารพนับถือ
นอกจากนี้ โต๊ะบีแดยังให้การดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ด้วยยาสมุนไพร การนวด หรือพิธีกรรมตามระบบความคิดความเชื่อของชาวมุสลิม ที่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประทานให้มีบทบาทหน้าที่ดังกล่าว
การสืบทอดจากบรรพบุรุษส่วนมากมีทวดหรือยายหรือแม่เป็นโต๊ะบีแด จึงได้รับการถ่ายทอดเมื่อถึงเวลา เช่นกรณีของ *อาซือมะ* ซึ่งสืบทอดจากยาย <table border="0" cellspacing="5" cellpadding="1" width="20%" align="right"><tbody><tr bgcolor="#f8b8cb"><td>

นวดหลังคลอดให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
</td></tr></tbody></table>
อาซือมะเล่าว่า เดิมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นโต๊ะบีแด แต่ยายเป็นโต๊ะบีแด จะพาไปดูทุกครั้งที่มีการทำคลอด โดยเริ่มไปกับยายเมื่ออายุ 12 ปี ตอนแรกยายให้ดูและเป็นผู้ช่วยขณะทำคลอด คอยสอนไปเรื่อยๆ ติดตามยายไปทำคลอดอยู่ประมาณ 5 ปี
จนวันหนึ่งยายไม่อยู่บ้านไปทำคลอดอีกหมู่บ้านหนึ่ง มีญาติข้างบ้านมาตามให้ไปทำคลอด ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำคลอดได้หรือไม่ แต่พอลองทำตามที่ยายเคยสอนสักพักก็ทำได้เอง หลังจากนั้นจึงเริ่มทำคลอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
กระนั้นก็มีโต๊ะบีแดบางท่านที่ไม่ได้มีการสืบทอดโดยตรง แต่ชาวบ้านทราบว่าเป็นลูกหลานโต๊ะบีแด จึงมาให้ช่วยเหลือ แล้วจึงได้ไปเรียนรู้ที่หลัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริการสาธารณสุขซึ่งรวมถึงการดูแลแม่และเด็กครอบคลุมในทุกพื้นที่ อีกทั้งโรงพยาบาลชุมชนต่างปรับตัวแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมอิสลาม และสร้างความร่วมมือกับโต๊ะบีแดในการส่งต่อหญิงตั้งครรภ์ไปคลอดที่โรงพยาบาล บทบาทของโต๊ะบีแดจึงเปลี่ยนไป จากผู้ทำคลอดเป็นผู้ส่งต่อหญิงตั้งครรภ์และให้บริการนวดหลังคลอด
แต่จากการศึกษาเจาะลึกโต๊ะบีแดของโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง พบว่าโต๊ะบีแดยังมีบทบาทอื่นที่นอกเหนือจากการเป็นคนทำคลอดในหมู่บ้าน อย่างเช่น เป็นผู้รักษาโรคหรืออาการผิดปกติของสตรีและเด็ก รวมทั้งอาการข้อเคล็ด ปวดเมื่อย โดยใช้สมุนไพรและคาถาหรืออ่านคัมภีร์อัลกุรอ่าน คือ ช่วยดูแลด้านจิตใจของชาวบ้านด้วย
ทั้งนี้ยังมีโต๊ะบีแดอีกจำนวนมากยังคงดำรงอยู่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต่างมีความรู้และประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของชาวไทยมุสลิมที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมอิสลาม องค์ความรู้ของโต๊ะบีแด เป็นความรู้ที่ได้จากบรรพบุรุษ และจากประสบการณ์ที่สั่งสม แม้บางท่านจะไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลได้ เนื่องจากเป็นโต๊ะบีแดแบบพระเจ้าประทานมา แต่ประสบการณ์ก็สอนให้โต๊ะบีแดได้เรียนรู้จากการปฏิบัติและสังเกต <table border="0" cellspacing="5" cellpadding="1" width="20%" align="left"><tbody><tr bgcolor="#f8b8cb"><td>

นวดหลังคลอด
</td></tr></tbody></table>
อย่างไรก็ตาม ดารณี หัวหน้าคณะวิจัย ตั้งข้อสังเกตว่า โต๊ะบีแดส่วนใหญ่เคยได้ผ่านการอบรมผดุงครรภ์โบราณของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขมาแล้ว ในการอบรมดังกล่าวมีการให้ความรู้ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ การทำคลอดที่ปกติ การดูแลหลังคลอด ดังนั้น ความรู้ของโต๊ะบีแดส่วนหนึ่งจึงเป็นความรู้ที่ผสมผสานเชิงวิทยาศาสตร์ที่โต๊ะบีแดนำมาอธิบายตามความเข้าใจในภาษาของตนเอง
รูปแบบการให้บริการของโต๊ะบีแด เป็นการรูปแบบการแพทย์ที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เรียกว่า "การแพทย์ทฤษฎีใหม่" เป็น "ทฤษฎีสุขภาพ" ที่ก่อให้เกิดดุลยภาพทั้งกาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
เมื่อมองย้อนวิถีการทำงานของโต๊ะบีแดกับความสัมพันธ์ต่อชุมชนในงานอนามัยแม่และเด็ก จะพบรูปแบบการทำงานที่วงการแพทย์และสาธารณสุขในปัจจุบันหลายส่วนต้องการจะเห็น และพยายามผลักดันจะให้เกิดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการมีส่วนร่วมของชุมชน
หัวหน้าคณะวิจัยให้ข้อเสนอแนะไว้ในงานวิจัยชิ้นนี้ว่า การเปิดใจยอมรับและเข้าไปเรียนรู้ภูมิปัญญาโต๊ะบีแดในพื้นที่ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นผู้ให้บริการดูแลสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในชุมชน ด้วยท่าทีนอบน้อมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
ดังเช่นที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยในพื้นที่วิจัย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้กระทำไปแล้วนั้น นับเป็นนวัตกรรมในงานสูติกรรมและงานอนามัยแม่และเด็ก ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
เรียนรู้ในความสามารถและข้อจำกัด เรียนรู้ที่จะร่วมมือกันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแม่และเด็กที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณี ลดช่องว่างและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นด้วยความหวังดีและโดยมิได้ตั้งใจ
ในระดับปฏิบัติการควรได้มีการศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพหรือการแพทย์พื้นบ้านในการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยมารดาและทารกในระยะต่างๆ เพื่อนำมาบูรณาการงานอนามัยแม่และเด็กที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
ในระดับนโยบาย โดยเฉพาะกรมอนามัยและกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ควรสร้างความร่วมมือในการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยมารดาและทารก โดยการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา การบูรณาการองค์ความรู้โต๊ะบีแดที่ยังคงบทบาทในท้องถิ่น
เพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ ส่งเสริมนโยบายสุขภาพพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หน้า 34
http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra02120950&day=2007-09-12§ionid=0131