วันนี้คุณ...รู้เท่า เข้าถึง ลูกหรือลูกศิษย์ของคุณมากพอหรือยัง?


           อีกแล้วบ้านนี้…ขายควายส่งควายเรียนเป็นคำพูดที่ชาวบ้านย่านนี้ชอบพูดกัน และก้องอยู่ในหูของเด็กชายคนหนึ่งตลอดมา ขณะนั้นเขากำลังเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.3 ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แต่ ณ วันนี้ เขาเป็นผู้เข้าประชุมท่านหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อ แนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระหว่างวันที่ 22-25 มีนาคม 2550 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ ซึ่งดิฉันเองได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

             อาจารย์ท่านนี้ ท่านเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดยโสธร ท่านเล่าให้ฟังว่าชีวิตของท่านในสมัยนั้น ลำบากมาก ฐานะทางบ้านยากจน ครอบครัวมีอาชีพทำนา มีกำลังทุนทรัพย์ส่งลูกเรียนแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ  โดยขณะที่ท่านกำลังจะเรียนจบ ม.ศ.
3 นั้น ต้องนำเงินไปจ่ายค่าเทอมก่อนจึงจะได้เข้าสอบปลายภาค

             เพราะไม่มีเงิน จึงกลับไปบ้านเพื่อขอเงินแม่ แม่บอกว่าจะรอขายควายเอาเงินมาให้ ซึ่งในสมัยนั้นดูแล้วคงจะขายได้ไม่เร็วนัก เห็นทีจะไม่ทันกาล ท่านจึงตัดใจไปบอกครูใหญ่ว่าให้ช่วยไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียนให้หน่อยว่า ท่านจะขออนุญาตเข้าสอบก่อน เมื่อจบแล้ว ก็จะออกไปหาเงินมาชดใช้ค่าเทอมให้

             ปรากฏว่าผู้อำนวยการอนุญาตให้ท่านเข้าสอบได้ แต่บอกครูใหญ่ว่าถ้าเด็กคนนี้เบี้ยวไม่มาจ่ายเงิน ผู้อำนวยการจะหักค่าเทอมของเด็กจากเงินเดือนของครูใหญ่….ซึ่งต่อมา ผู้อำนวยการก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น แถมยังให้ครูใหญ่เรียกเด็กคนนี้เข้าไปหา และยังให้ทุนจำนวนหนึ่งไปเรียนต่อ ม.ศ.
4 ที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งด้วย ส่วนค่าเทอมที่ติดค้างกันอยู่ ผู้อำนวยการให้ใช้หนี้ด้วยการไปถางหญ้าที่สวนน้อยหน่าของท่าน…จวบจนทุกวันนี้ผู้เล่าก็ยังไม่ลืมบุญคุณของผู้อำนวยการและครูใหญ่ของท่าน และยอมรับว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็เพราะการดูแลของคุณครูทั้งสองท่าน

              สบโอกาสในเวลาเบรกของช่วงการประชุม ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมกับเจ้าของเรื่องเล่านี้ โดยดิฉันได้สอบถามข้อมูลที่ยังอยากรู้ต่อว่าเพราะเหตุใดท่านจึงผ่านร่องหลุมของชีวิตในช่วงนั้นมาได้ ทั้งที่ท่านบอกว่ายากลำบากเหลือเกิน ท่านตอบว่า เพราะคำพูดว่า
ขายควายส่งควายเรียน ของเพื่อนบ้านนั่นแหละ ที่เป็นแรงผลักดัน ให้ท่านฮึดสู้ เอาชนะคำสบประมาทให้ได้ และคิดอยู่เสมอว่า ต้องเอาดีให้ได้

              ดิฉันถามว่า ที่ท่านยืนหยัด ยึดมั่น
ต้องเอาดีให้ได้ พ่อแม่มีส่วนในการปลูกฝังหรือสั่งสอนท่านไหม ท่านกลับบอกว่า ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลามาอบรมสั่งสอนมากนัก เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องการหาเลี้ยงชีพ เพราะมีลูกหลายคน ดิฉันก็นึกแปลกใจว่าแล้วอะไรที่ทำให้ท่านมีจิตใจใฝ่ดีอย่างแรงกล้าได้

              ท่านบอกว่า
ครู นี่แหละมีส่วนช่วยผมมาก ๆ ใครจะบอกว่าเด็กจะดีได้ต้องพ่อแม่สอนมาดี อย่างเดียว อาจไม่ใช่ ผมไม่ได้ว่าแม่ไม่ดี แต่ก็ไม่ได้สอนอะไรมากนัก ครูเป็นคนสอนมากกว่า ผมจึงไม่เสียคน …

               เราคุยกันไม่นานนัก ก็หมดเวลาพัก ต้องแยกย้ายกันไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแต่ละฐานที่กำหนดไว้กันต่อ จากการพูดคุยกันนี้ ทำให้ดิฉันนึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมาบ้าง สมัยเด็ก ๆ เดิมพ่อของดิฉันมีอาชีพขับรถหกล้อรับจ้างบรรทุกของ ซึ่งแม่จะต้องตามไปช่วยด้วยเสมอ และจะทิ้งลูก ๆ ไว้ให้ย่าคอยดูแล ต่อมาเปลี่ยนอาชีพมาเปิดร้านชำค้าขายอยู่กับบ้าน วัน ๆ ไม่ค่อยมีเวลาว่าง เนื่องจากหมดไปกับการทำมาค้าขาย

               ตอนเด็ก ๆ ดิฉันถูกแม่ตีบ่อยครั้งนับไม่ถ้วน ความรักของแม่ถูกถ่ายทอดผ่านไม้เรียวเสมอ ความห่วงใยผ่านเสียงบ่นและดุว่าบ่อยครั้ง จำได้ว่ามีคำพูดนุ่มนวลอ่อนหวานไม่เท่าไหร่ สมัยเรียนมัธยมฯ มีเพื่อนผู้ชายมาแอบชอบ และเขียนจดหมายส่งมาที่บ้าน โดยที่ดิฉันไม่รู้เรื่องเลย พอแม่รับจากบุรุษไปรษณีย์ปั๊บก็เปิดอ่านปุ๊บ เสียงเขียวขึ้นมาทันควัน ต่อว่าดิฉันมากมาย ไม่เชื่อว่าดิฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วย รวมทั้งพ่อก็ไม่เชื่อด้วย ดิฉันได้แต่ร้องไห้เสียใจ

               ช่วงเรียนชั้นมัธยมฯ ปลาย ดิฉันชอบการเข้าร่วมทำกิจกรรมกับโรงเรียน อยู่ชมรมฝึกพูดและการแสดงของโรงเรียน หลายครั้งที่โรงเรียนมีกิจกรรมและต้องขออนุญาตแม่ไปซ้อมการแสดงอยู่หลายครั้ง หลัง ๆ แม่เริ่มบ่น ดิฉันได้ยินพ่อกับแม่คุยกันโดยบังเอิญว่าระแวงดิฉันจะไปมีอะไรกับครู (ผู้ชาย) ที่ปรึกษาของชมรม …. ดิฉันรู้สึกแย่มาก ๆ ที่พ่อกับแม่ไม่เคยไว้ใจและมองลูกตัวเองในแง่ร้าย

               เคยเสียใจที่พ่อแม่ไม่ให้ในบางเรื่อง เช่น ตอนเด็ก ๆ ชั้นประถมฯ (น่าจะเป็นซัก ป.
3) ขอเงินแม่ไปซื้อหนังสือการ์ตูนมาอ่าน แม่ไม่ให้ก็เลยแอบขโมยเงินแม่ไปซื้อ ถูกจับได้ โดนตีซะยับเลย อีกทีคือตอนอยู่ ป.6 ขอเงินซื้อไม้แบดมินตัน เพราะอยากเล่นแบบเพื่อนข้างบ้านที่เขามีบ้าง แต่แม่ก็ไม่ให้ แถมบอกว่า มีของเล่นแล้วจะไม่ช่วยแม่ขายของ จำได้ว่าช่วงเด็ก ๆ ก็ไม่ได้เล่นสนุกมากนัก เพราะเป็นลูกตนโตต้องช่วยแม่ขายของ น้อง ๆ ก็ยังเล็กอยู่ช่วยไม่ได้มากนัก

               ตอนจบ ป.
6 เกือบไม่ได้เรียนต่อ เพราะปู่กับย่า (อากง-อาม่า) บอกว่าให้ช่วยพ่อแม่ขายของ เป็นผู้หญิงไม่ต้องเรียนสูงเดี๋ยวก็ต้องแต่งงานมีครอบครัวออกไป ดิฉันร้องไห้ยกใหญ่กลัวไม่ได้เรียนต่อ แต่ยังดีที่พ่อกับแม่บอกว่า ให้ไปสอบดูถ้าติดก็ให้เรียน สอบไม่ติดต้องออกมาช่วยกันขายของ โชคดีที่สอบติด และไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียวทุกครั้งที่เรียนจบ และต้องไปสอบเรียนต่อ พ่อกับแม่จะพูดอย่างนี้เสมอว่า สอบติดให้เรียน ไม่ติดออกมาช่วยขายของ ดิฉันคงมีดวงเรื่องเรียน จึงสอบติดทุกครั้งไป

               เรื่องราวเหล่านี้ ในสมัยนั้นดิฉันคิดว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ไม่รักเรา บางครั้งเห็นพวกเขาเป็นศัตรูอยู่เหมือนกันนะ น้อยใจก็บ่อย บางทีก็คิดว่า ตกลงตัวเราเป็นลูกเขาจริงมั๊ยเนี่ย เคยนึกอยากจะกระโดดจากที่สูงให้แข้งขาหักไปเลย แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะกลัวเจ็บ….ซึ่งต่อมาดิฉันโชคดีที่สามารถถอดรหัสความรัก ความห่วงใยของพ่อแม่ตัวเองได้ จึงผ่านช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อมาได้

               มาถึงวันนี้ดิฉันเข้าใจว่าพฤติกรรมการแสดงออกของพ่อแม่ที่แสดงความรักต่อลูกของแต่ละครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน อย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยดิฉันได้มาก คือ
หนังสือ ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่ดิฉันศึกษาอยู่ในช่วงปริญญาตรี แม่ยอมให้ดิฉันมาอยู่หอพัก เพราะต้องการให้เรียนได้เต็มที่ และเป็นช่วงที่น้อง ๆ โต ๆ ช่วยงานขายของได้บ้างแล้ว

               สมัยนั้น ห้องสมุดเปิดตั้งแต่ แปดโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม หอปิดสี่ทุ่มครึ่ง ดิฉันจึงมีเวลาขลุกอยู่ในห้องสมุดได้นานมาก ชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยาประยุกต์ จึงทำให้ได้เรียนรู้พฤติกรรมของคน รู้และเข้าใจผู้คนได้มากขึ้นจากหนังสือไปด้วย ถ้าจะเปรียบกันไปแล้ว ดิฉันเองก็มีผู้ชี้แนะแนวทางไม่ให้เดินทางผิด หรือเข้าใจพ่อแม่ผิด ๆ ก็เพราะมี
หนังสือเป็นครู ของดิฉันนั่นเอง

               แต่เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เขามีเวลาในการอ่านหนังสือน้อย ส่วนใหญ่จะหนักไปทางดูทีวี เล่นเกมส์ คุยโทรศัพท์กับเพื่อน หรือเลือกที่จะสื่อสารกับคนแปลกหน้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต สังคมเปลี่ยนไป อันตรายมีมากขึ้น หนังสือที่ไม่ดีก็มีมากขึ้น การ์ตูนลามก ยั่วยุทางเพศ รวมถึงสื่อ-เครื่องเล่นทั้งหลาย ที่ถูกใช้เป็นช่องทางถ่ายทอดการแสดงออกทางเพศที่ผิด ๆ และถ้ายิ่งไปเจอพ่อแม่หรือครูที่ยังนิยมแสดงออกความรักความห่วงใยผ่านไม้เรียว เสียงบ่น ดุว่า ประชดประชันด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นแรงผลักให้เด็ก ๆ จมลงสู่ปลักโคลนของชีวิตได้ง่าย

               ทุกวันนี้ทั้งพ่อแม่ และคุณครู
รู้เท่า เข้าถึง สื่อเหล่านี้และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปรเหล่านี้ไปมากน้อยแค่ไหน ตามยุคสมัยไม่ทันก็ไม่อาจดูแลลูกหรือลูกศิษย์ให้รอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้ง่ายนัก ลองถามตัวเองดูซิว่า วันนี้ท่านจะ กอด ลูกของท่านก่อนที่จะปล่อยให้เขาวิ่งไปให้คนอื่น กอด หรือไม่