<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมขอสรุปจากประสบการณ์การทำงานและการพูดคุยกับนักวิชาการในระดับต่างๆ มาไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี ว่า สาเหตุที่นักวิชาการไทยไม่นิยมการถาม หรือ ได้รับคำถามในที่ประชุมเนื่องด้วย นักวิชาการคนไทยรู้สึกว่า หรือคิดว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. เป็นการท้าทาย การถามแสดงความก้าวร้าว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. แสดงความไม่นับถือผู้พูด ไม่เชื่อ ไม่นับถือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. ความไม่เคารพผลงานของผู้เสนอ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. ผู้เสนอนำเสนอไม่ดี ไม่ชัดเลยต้องถาม (ผู้เสนอรู้สึกเสียหน้า)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. ผู้นำเสนอเสนอได้ชัดเจนแล้ว เลยไม่มีคำถาม (ฟังแบบไม่คิดต่อ)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">6. การสร้างศัตรูทางวิชาการ ต่อไปจะหาเพื่อนยาก และอาจมีการจองเวร ล้างแค้นในภายหลัง เมื่อมีโอกาส ทั้งที่ลับและที่เปิดเผยต่างๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">7. ชี้จุดอ่อนของงาน ทำให้ผู้นำเสนอเสียหน้า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สาเหตุจากผู้เสนอ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. ไม่มั่นใจในงานที่ทำ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. ไม่รู้จริงในสาขาและงานที่ทำ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. ไม่เข้าใจความเชื่อมโยง เมื่อตอบไม่ได้ ก็คิดว่าถามนอกเรื่อง นอกประเด็น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักวิชาการต่างชาติกลับคิดว่า “การถาม” เป็นการ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. แสดงความสนใจ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. เห็นงานของผู้เสนอมีสำคัญ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. ให้ข้อเสนอแนะในการทำงานต่อไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. ชี้ข้อประเด็นที่ควรปรับปรุง ทำให้มีโอกาสทำงานได้ดีกว่าเดิม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. โดยเฉพาะผู้ถามมีความรู้สูง ยิ่งมีประโยชน์กับงาน และการทำงานต่อไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">6. การถามเป็นการสร้างพันธมิตรทางวิชาการ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แม้สถานการณ์ในเมืองไทยจะเปลี่ยนไปพอสมควร แต่ระบบไทยไทยก็ยังคงมีอยู่พอสมควร ผมจึงคิดว่าความแตกต่างของทั้ง ๒ แนวคิดนี้ก็เพียง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. ที่ผ่านมาคนไทยมองการถามในเชิงลบ แต่</p> 2. คนต่างชาติมองการถามในเชิงบวก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราลองปรับมามองการถามให้เป็นแนวคิดเชิงบวกจะได้ไหมครับ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมจึงขอเสนอแนวทางแก้ไขของคนไทย ที่เห็นมีคนใช้กันมาก ก็คือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. ไม่ถามแต่ตั้งข้อสังเกต</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. เสนอแนะแบบอ้อมๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. ยกตัวอย่างเปรียบเทียบแทนการถาม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. ยกย่องข้อเด่นยาวๆ แล้วปิดด้วยข้อด้อยแบบเหมือนไม่เน้น แต่ฝากให้คิด</p> หรือใครมีข้อเสนอเพิ่มเติมครับ
ทำอย่างไรนักวิชาการไทยจะนิยม “การถาม” และ “การที่มีคนถาม”ในที่ประชุมวิชาการ
ที่ผ่านมาคนไทยมองการถามในเชิงลบ แต่คนต่างชาติมองการถามในเชิงบวก
ผมมองว่าขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมขององค์กรมากทีเดียวครับ อย่างวงการของผมนี่การถามเป็นเรื่องปกติมากในการบรรยาย ถ้าไม่มีคนถามแสดงว่าการบรรยายนั้นยังนำเสนอไม่ดีพอ เพราะถ้าเป็นการบรรยายที่ดี ผู้นำเสนอมีการสื่อแบบสองทางกับผู้ฟัง มีการตั้งคำถามที่ท้าทายแล้ว จะมีการตอบสนอง การถาม การตั้งข้อสังเกตจากผู้ฟังมากจนเกินเวลาเลยทีเดียว
ประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่เป็นอุปสรรคในสังคมไทยเรา คือ การมี hierarchy ขอโทษที่เขียนภาษาอังกฤษเพราะนึกภาษาไทยที่ตรงไม่ออก เรามักจะมองว่าผู้สอนเป็นผู้รู้ ถ่ายทอด ความรู้ให้แก่ผู้ฟัง ซึ่งนี่คือจิตวิสัยของคนไทย จะด้วยความรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้น การถาม จึงแสดงถึงความไม่เคารพ ความท้าทาย ต่างจากของฝรั่งที่เขาไม่มีลำดับขั้น ความรู้เป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนกัน ไม่มีคำว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยในเรื่องของความรู้
เพราะฉะนั้น ผมเลยขอมองต่างมุมว่า การที่ผู้ฟังไม่ถามนี่แหละเป็นสิ่งท้าทายว่า ผู้สอนจะสามารถสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ มากกว่า การถ่ายทอดความรู้หรือไม่ ผมขอฟันธงเลยว่า ถ้าผู้สอนมีท่าทีเป็นผู้รู้ ทรงภูมิ ฉันเก่ง ฉันแน่ พูดมาก ฟังน้อย ก็ยากที่จะหาผู้กล้าถามหรือจะเอาความคิดเห็นที่ต่ำต้อยของตนเองไปแลกเปลี่ยนกับท่าน
มันมีหลายเวที
หลายรูปแบบ
ถ้าเวทีชาวบ้านที่พัฒนาบ้างแล้วเขาจะถาม
กล้าถาม อยากรู้ อยากเห็น
รวมทั้งเวทีของภาคธุรกิจเอกชน
แต่ส่วนใหญ่วัฒนธรรมไทยก็จะเป็นอย่างที่อาจารย์แจกแจงนั่นแหละ มันไม่ค่อยมีพิศดารกว่านี้หรอก ไม่งั้นภาควิชาการเราจะเดินตามก้นเขาต้อยๆรึครับ อาจารย์ก็คงต้องทำหน้าที่เป่าปี่ต่อไป..ถ้ารักที่จะเป็นวิทยากร ให้ดีต้องสีซอด้วยจะได้เพลินเพลินในการฟัง
1. ไม่ถามแต่ตั้งข้อสังเกต
2. เสนอแนะแบบอ้อมๆ
3. ยกตัวอย่างเปรียบเทียบแทนการถาม
4. ยกย่องข้อเด่นยาวๆ แล้วปิดด้วยข้อด้อยแบบเหมือนไม่เน้น แต่ฝากให้คิด
ผมว่าอีกประเด็นที่คนไม่ถามอาจจะเป็นเพราะเหตุดังนี้ก็ได้นะครับ
ผมว่า สามประเด็นนี้ เลยอาจทำให้เกิดคำถามได้ยากนะครับ หากว่า ผู้นำเสนอนั้นนำเสนอได้ชัดเจนแล้ว
ทั้งนี้เพราะการมีความรู้เบื้องต้น และการทำการบ้านมาก่อนนั้น ทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นในการพินิจพิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นที่นำเสนอ... บางครั้ง คนอาจจะไม่ถามเพราะไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ถามเค้านำเสนอไปหรือยัง
นอกจากนี้ยังทำให้สามารถ เปรียบเทียบเรื่องที่กำลังนำเสนอกับงานอื่นๆที่ตนเคยผ่านตามาด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นจุดที่ควรจะถาม ...
ทำนองเดียวกับการมีจุดยืนในประเด็นนั้นๆ ... การที่ผู้ฟังมีจุดยืนในประเด็นนั้นๆอยู่บ้างแล้ว อาจทำให้เกิดการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้มากขึ้น ทั้งในส่วนที่สนับสนุนและส่วนที่เห็นแตกต่างกัน ...
และท้ายที่สุด ถ้าหากผู้เข้าร่วมฟัง เข้าฟังโดยมีจุดประสงค์เพื่อรับความรู้และนำไปพัฒนางานของตนก็อาจทำให้เกิดคำถามที่พยายามเชื่อมโยงมันเข้ากับประเด็นที่ตนสนใจอยู่ก็ได้ครับ
ถ้าที่ผมคิดเป็นตามนั้นจริง ผมคิดว่ามันก็จะเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆอีกมากเลยครับ ... เช่น ระบบแรงจูงใจในการทำงานวิชาการของมหาวิทยาลัยไทย ที่จะทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีแรงจูงใจที่จะเจาะศึกษาในประเด็นต่างๆ ... ฯลฯ
การถามเป็นระบบทดสอบความเข้าใจของเราด้วครับ
แต่การถามแบบเสนอแนะก็จะมีประโยชน์มากกว่าการถามธรรมดาครับ
ขอตอบแบบล่าช้าอีกครั้งนะครับอาจารย์ ตอนนี้อยู่ในช่วงตามเก็บบล็อกของอาจารย์อยู่ ผมเข้าใจว่าที่อาจารย์ยกประเด็นมาคุยในบล็อกนี้ มุ่งที่การประชุมวิชาการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องในห้องเรียน เรื่องในการประชุมสัมมนาอาจารย์อะไรก็ละไว้ก่อน
เรื่องประเด็นทางวัฒนธรรมองค์กรอย่างที่คุณหมอมาโนชกล่าวไว้ ผมว่าน่าสนใจครับ แต่พอมาฟังที่อาจารย์เปรียบเทียบนักวิชาการไทย กับต่างชาติ แบบเหมารวมไปเลย ผมก็ว่าถูกเหมือนกัน ผมมองอย่างนี้ครับ
ผมขอใช้คำว่า hierarchy เหมือนอย่างคุณหมอมาโนชนะครับ ในที่นี้ผมหมายถึง hierarchy ทางภาษา วัฒนธรรมไทยในปัจจุบันก็ยังมีการถือผุ้ใหญ่ผุ้น้อย การใช้ภาษาก็ต้องมีลำดับขั้น ต่างจากภาษาอังกฤษซึ่งไม่มี hierarchy ของผู้พูดผู้ฟัง ผมว่านี้เป็นหนึ่งในความยากของภาษาเรา ยากในที่นี้หมายถึงจะพูดหรือจะเขียนอย่างไรให้ดูสุภาพ ไม่เป็นการพูดเชิงลบ ไม่เป็นการจับผิด ผมสงสัยว่าเราต้องมีทักษะในภาษาไทยสูง ถึงจะถามได้อย่างเหมาะสม ตรงประเด็นแต่นุ่มนวล
ผมนึกๆ ดูว่าถามแบบไหน ถึงจะสร้างสรรค์ ... ก็พอจะนึกได้แค่ ถ้าเราสงสัยประเด็นไหน ก็ขอให้ผู้พูดช่วยขยายความได้ไหม? ถ้าเราคิดว่าประเด็นไหน พอจะเกี่ยวโยงกับเรื่องที่เราสนใจ ก็ถามว่าจะสามารถโยงหัวข้อของผู้พูดกับหัวข้อของเราได้อย่างไร?
ก็คงต้องฝึกการถามนั่นแหละครับอาจารย์
เห็นข้อคิดของครูบา ที่ว่าชาวบ้านเขาสนใจใคร่รู้ ฟัง คิดแล้วถาม ผมรู้สึกว่านักวิชาการส่วนหนึ่งก็ยังอยู่กันในหอคอยงาช้าง ที่ำกำลังผุพัง ปลวกขึ้น ไม่รู้จะล้มครืนมาวันไหน... เฮ้อ