คำว่า "เก่ง" ฟังดูดีครับ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ทุกสิ่ง (ยกเว้นทรงกลม) เมื่อมองจากมุมที่ต่างกัน ก็จะเห็นเป็นรูปร่างหรือตีความได้ต่างกันเสมอไป

โดยความหมายทั่วไปของคำว่า "เก่ง" เป็นการยกย่อง เป็นสัญญาณบอกถึงความสามารถ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี ๒๕๔๒ แปลความหมายคำว่า "เก่ง" ไว้สามทางคือ ความสามารถในทางใดทางหนึ่ง - เป็นเช่นนั้นบ่อยๆ - มักเป็นเช่นนั้น

ในบริบทของการทำงานมักเป็นความหมายแรก เป็นคำวิเศษณ์ใช้ขยายคุณลักษณะของคน มีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบกับตนเอง หรือเทียบกับมาตรฐานของงาน คำว่า "เก่ง" ตรงข้ามกับคำว่า "ไม่เก่ง"

แต่อะไรที่สุดขั้ว ก็มักจะไม่ดีทั้งนั้น การที่มีหัวหน้าเก่งแล้วลูกน้องตามไม่ทัน หรือลูกน้องคนหนึ่งเก่งแต่คนอื่นๆ ตามไม่ทันก็เช่นกัน องค์กรไม่สามารถจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้หากขับเคลื่อนด้วยคนคนเดียว

ลูกน้องคงจะรู้สึกดีมากหากมีปัญหาอะไรหัวหน้าก็ตอบได้หมด เก่งสารพัด รู้ไปหมด อบอุ่น อบรม สั่งสอน ถ่ายทอด สุภาพ ให้เกียรติ ให้โอกาส ปราศจากอคติ วาจาไพเราะ เป็นผู้ดี ฯลฯ ส่วนหัวหน้าก็คงอยากจะได้ลูกน้องที่มีความรับผิดชอบ ไว้ใจได้ มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ รอบคอบ รู้ลึก รู้จริง เป็นคู่คิดได้ สื่อสารกันได้ มีการป้องกันงานไม่ให้เกิดความเสียหาย เข้ากับคนได้รอบข้าง ฯลฯ

แล้วอะไรคือปัญหา

ปัญหาคือเมื่อมีคนหนึ่งเก่ง ก็แปลว่ามีความ(สามารถ)ไม่เท่าเทียมกันครับ

เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดที่เขาเป็นคนเก่ง แต่เป็นการที่งาน มีแนวโน้มจะไม่กระจายออกไป แน่ล่ะ หากจะต้องทำงานอย่างหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ คนเป็นนายก็ต้องเลือกคนเก่งเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เรื่องนี้หากปล่อยให้เกิดความไม่เท่าเทียมเป็นเวลานาน นอกจากคนเก่งจะเบื่อหรือทำไม่ไหวแล้ว อาจเกิดความริษยากันระหว่างพนักงาน เพราะว่าบางทีนายก็เป็นศูนย์อำนาจ

ความเป็นคนเก่งที่มีคนรอบข้างตั้งความหวังไว้สูง จะสร้างความกดดันเพิ่มขึ้นทีละน้อย จนอาจจะทำให้คนเก่ง กลายเป็นคนที่ล้มเหลวไม่เป็น ผิดหวังไม่ได้ และเริ่มสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้อง ego ของตัวเอง เปลี่ยนจาก result-oriented เป็น condition-oriented และเป็น excuse-oriented ไปในที่สุด

ในวงการศึกษา ตำแหน่งศาสตราจารย์เป็นตำแหน่งทางวิชาการที่ให้กับอาจารย์ที่เก่ง มีความรู้ และมีผลงานทางวิชาการที่ดีที่สุดในภาควิชา แต่ที่ประหลาดก็คือเราไม่ค่อยพบศาสตราจารย์ สอนเด็กปีหนึ่งทั้งๆ ที่รากฐาน-พื้นฐาน เป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดสำหรับการศึกษาในภายภาคหน้า (ผมเริ่ม flame bait อีกแล้วครับ แต่ท่านที่อ่านมาหลายบันทึก คงพอจะจับสไตล์ได้ว่าข้อความในบันทึกต่างๆ ถูก exaggerate ให้เว่อร์ไปนิดหน่อยเพื่อให้คิด)

อย่าคิดว่าการมีคนเก่งอยู่ในองค์กรเป็นเรื่องดีด้านเดียวนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีการจัดการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้คนอื่นๆ เร่งตามมาได้เร็วขึ้น บางทีอาจจะจัดให้คนเก่งมาเล่าถึง success story ต่างๆ แต่ไม่ได้เป็นการเล่าเพื่ออวดอ้าง ให้เล่าถึงเคล็ดลับของความสำเร็จในงาน พนักงานอื่นๆ สามารถเรียนลัดได้โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ตรง

อ่านหนังสืออะไรมาก็ไม่รู้ (น่าจะเป็นอะไรสักอย่างของฮาร์วาร์ด) เขาพูดถึงการแลกเปลี่ยน success story กับ failure analysis ในเชิงการวิเคราะห์ถึงเหตุผล แล้วมีข้อสรุปว่า เหตุผลของ success story จะดีกว่าเหตุผลของ failure analysis เนื่องจากทางด้าน success story เคยทำแล้วสำเร็จ ส่วน failure analysis แม้หลีกเลี่ยงไม่ทำ ก็ไม่ได้ประกันความสำเร็จ แถมยังอาจผิดพลาดในเรื่องอื่นได้อีกหากคนทำไม่รอบคอบพอ