เป็นค่ายแรกที่ชาววงแคนเลือกจัดกิจกรรมในชุมชนที่ปราศจากพื้นฐานทางด้านเหล่านี้ – เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องจัดการกับโจทย์อันท้าทายที่ไม่เคยพานพบมาก่อน

ปีนี้ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) ปักหลักปักใจจัดกิจกรรมค่ายศิลปวัฒนธรรมสู่สถานศึกษา หรือ “ค่ายสืบสานศิลป์ 9” ในระหว่างวันที่ 13 – 18 มีนาคม 2550 ณ โรงเรียนบ้านโนนจาน ตำบลเมืองเตา อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม


ค่ายครั้งนี้ดูจะมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจกว่าทุกครั้งอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ โดยปกตินิสิตจะตระเวนสัญจรออกสำรวจค่ายด้วยตนเองแล้วนำข้อมูลชุมชน หรือสถานศึกษานั้น ๆ มาวิเคราะห์เลือกพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่ครั้งนี้ “มาแปลก” ท่าน ผอ. โรงเรียนบ้านโนนจานถึงขั้นหอบหิ้วโครงการมานำเสนอด้วยตนเองเลยทีเดียว

แท้ที่จริง, ชาววงแคนก็ได้เที่ยวตระเวนเสาะหาข้อมูลชุมชนเพื่อจัดกิจกรรมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ข้อมูลที่ท่าน ผอ. โรงเรียนบ้านโนนจานนำมาเสนอต่อคณะกรรมการชมรมฯ ก็เป็นแต่เพียงข้อมูลส่วนหนึ่งที่รับพิจารณาเท่านั้น เนื่องจากยังต้องนำมาเลือกเฟ้นร่วมกับพื้นที่อื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

แต่การบุกถึงถิ่นวงแคนของท่านผู้อำนวยการครั้งนี้ก็ต้องถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะหลังจากที่วงแคนได้ลงพื้นที่ศึกษาความเป็นไปได้ก็ตัดสินใจปักหลักใช้พื้นที่โรงเรียนบ้านนาจานเป็นพื้นที่ถ่ายโยงมรดกอันล้ำค่าในทางศิลปะดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านอีกสาน จาก “พี่สู่น้อง”

ความมุ่งมั่นของทางโรงเรียนที่ผนึกแรงพลังความร่วมมืออันแน่นแฟ้นและแข็งแกร่งร่วมกันระหว่างโรงเรียน, ชุมชน และองค์การบริหารส่วนตำบล คือ ปรากฏการณ์ที่น่ายินดี เนื่องจากชุมชนละแวกนี้แทบไม่มีกิจกรรมเช่นนี้ให้ได้ชื่นชมกันเท่าใดนัก ลูก ๆ หลาน ๆ ต่างถนัดและคุ้นชินกับการเป็น “หางเครื่อง” มากกว่าการซึมซับ “ดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้าน”



ชาวบ้านเล่าให้ผมฟังว่า“แถบนี้ บ่มีผู้ได๋เล่นดนตรีอีสานบ้านเฮาได้เลย งานบุญงานทานกะเล่นแต่ดนตรีฝรั่ง บ่สั่นกะไปจ้างดนตรีหมอลำมาจากทางอื่น เวลามีกิจกรรมของโรงเรียน นักเรียนกะมักแต่สิเต้นประกอบเสียงเพลง บ่เคยเลยที่สิมีวงโปงลางให้ม่วนซืนโฮแซว”


คำบอกเล่าดังกล่าว ถือเป็นคำบอกเล่าที่สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมที่ขาดหายไปจากดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสาน หากแต่ยังมีความโหยหาอาทรต่อสิ่งนั้นอยู่ย่างไม่ว่างเว้น


และเมื่อโรงเรียน, ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่นเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าวจึงไม่รีรอที่จะเริ่มต้นอย่างทันที - เป็นการเริ่มต้นแบบ “เอาใจวัด” จัดซื้อเครื่องดนตรีหลายหลากชนิดโหมโรงลงที่โรงเรียน - เป็นการจัดซื้อทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเด็กนักเรียนยังไม่มีใครมีทักษะทางดนตรีและนาฏศิลป์อีสานเลยแม้แต่น้อย


หรืออาจจะเป็นการเริ่มต้นเพราะเชื่อและศรัทธาว่า “ลูกอีสาน” ยังไงเสียก็ต้องมีเลือดอีสานข้นเข้ม และเบื้องลึกก็ต้องมี “เสียงลำ เสียงแคน เสียงโปงลาง” ก้องกระหึ่มอยู่ในหัวใจบ้างล่ะ



โรงเรียนบ้านโนนจานเป็นโรงเรียนขยายโอกาสในระดับมัธยมต้น มีนักเรียนเกือบ 400 คน แต่มีครูไม่ถึง 20 คน ที่สำคัญคือ ไม่มีครูที่มีความรู้และทักษะทางดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านเลยแม้แต่คนเดียว

มีเครื่องดนตรี…มีนักเรียน แต่ไม่มีครูสอนในเรื่องศิลปะเหล่านี้ …รวมถึงการมีนักเรียนแต่นักเรียนไม่มีทักษะทางด้านนี้เลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนจะเป็น “โจทย์” อันยากยิ่งของชาววงแคนที่จะสอนหรือขับเคี่ยวในเวลาอันสั้นเพื่อให้ “ลูกอีสาน” ทั้งหลายได้มีความรู้และทักษะ “ต่อยอด” กันเองในยกต่อ ๆ ไป

เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก และเป็นงานที่ยากกว่าทุกครั้งอย่างเห็นได้ชัด ! ไหนต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดกับตัวเด็ก ไหนต้องเคี่ยวสอนทักษะและความรู้พื้นฐานภายใต้เวลาอันน้อยนิด และยังไม่รวมถึง “ความคาดหวัง” ของชุมชนที่ต้องการเห็นลูกหลานของพวกเขาได้ขับกล่อมชุมชนด้วยสรรพเสียงของดนตรีพื้นถิ่นอันทรงคุณค่าและทรงพลัง


ผมเชื่อว่าชาวบ้านปรารถนาที่จะได้ชมและได้ฟังสรรพเสียงดนตรีและนาศิลป์พื้นบ้านเหล่านี้จากลูกหลานของตนเองเป็นที่สุด และปรารถนาให้ลูกหลานของชุมชนได้สืบต่อลมหายใจของบรรพชนอีสานอย่างไม่รู้จาง



นี่เป็นค่ายแรกที่ชาววงแคนเลือกจัดกิจกรรมในชุมชนที่ปราศจากพื้นฐานทางด้านเหล่านี้ – เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องจัดการกับโจทย์อันท้าทายที่ไม่เคยพานพบมาก่อน !

แต่สำหรับผมแล้ว, ผมมองว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของชาววงแคนแห่ง มมส ที่จะก่อร่างสร้างชีวิตในทางดนตรีและนาฏศิลป์ให้กับที่นี่ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว”ค่ายนี้ก็ใช่จะมีขึ้นครั้งเดียวเสียที่ไหน เรายังสามารถกลับมาสานฝัน ต่อเติมฝันร่วมกับพวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง ขอเพียงพวกเขาทั้งหลายไม่สิ้นไร้ซึ่งลมหายใจที่จะสืบต่อ ….(ผมตั้งใจเช่นนั้น - เพียงแต่ยังไม่เอ่ยคำใดให้พวกเขาได้ยิน)


ปีนี้เป็นปีที่ “วงแคน” ประสบความสำเร็จโด่งดังอยู่ไม่น้อย หนังสือพิมพ์และนักข่าวประโคมข่าวเรื่องราวของวงแคน มมส อย่างคึกคักและกว้างไกล รวมถึงการมาเยือนของเหล่าขุนพลข่าวค่าย “ทีวีบูรพา” ที่มาฝังตัวอยู่กับวงแคนยาวนาน รวมถึงการเกาะติดอยู่ในค่ายครั้งนี้เพื่อถ่ายทำรายการ “คน ค้น ฅน” ย่อมเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพวงแคนแล้วในระดับหนึ่ง



ผมยังเชื่อมั่นว่า “คนวงแคน” จะไม่ล้มเหลวกับค่ายครั้งนี้ และจะมีความสุขกับการทำงานไม่แพ้ค่ายอื่น ๆ ที่เคยลงแรงมาแล้ว

และการที่ผมตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่อย่าง คุณสุริยะ สอนสุระ ลงพื้นที่อีกครั้งก็มิได้หมายถึงการไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของนิสิต หากแต่หมายถึง การส่งแรงใจไปอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเขา

ผมเชื่อว่าพวกเขาทำได้… ท่านเชื่อเหมือนผมหรือไม่ !


...

15 มีนา..ดนตรีที่แปร่งเสียงและท่ารำที่คร่อมจังหวะ..