การพัฒนาความรู้เป็นการจัดการใน “ระบบคิด” ที่จะต้องประเมินผ่านความรู้สึก ของผู้ดำเนินการ “จัดการความรู้” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่การสอนให้ผู้เรียนท่องจำคำ ที่ถือว่าเป็นการสร้างความรู้นั้น อาจไม่ได้สร้างความรู้ที่แท้จริง เพราะไม่ผ่านกระบวนการคิดลึกๆ และความรู้สึก </p> เช่น การพัฒนาความรู้ที่เป็นการท่องจำ หรือวัดโดยการเลือกข้อถูกผิด โดยไม่ผ่านการสัมผัสลึกๆ ในจิตใจ และจิตวิญญาณ จึงไม่มีความรู้สึก และไม่น่าจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ ที่จะต้องมีการผสมผสานกับความรู้สึกเพื่อให้มีการพัฒนาความรู้ ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ KMธรรมชาติ ที่ทำทั้งในระดับโมเลกุล ระดับความระบบคิด และระดับวิญญาณ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระดับโมเลกุล คือ การเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ต้องใช้เวลา เงื่อนไข และการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural selection) และบางครั้งเรียกว่า สัญชาตญาณ ที่เกิดได้โดยไม่ต้องเรียนใหม่ ทั้งๆที่ความรู้ต่างๆ ฝังอยู่ในระดับโมเลกุล โดยเฉพาะ DNA และ ฮอร์โมนต่างๆ ที่พัฒนามาจากการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระดับความระบบคิด คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดได้เร็ว โดยระบบการฟื้นฟูความรู้ความเข้าใจ และนำมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาระดับกิจกรรม ระดับแปลง ระดับกิจกรรม ระดับบุคคล ระดับครัวเรือน และระดับชุมชน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระดับวิญญาณ คือ การเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ฝังลึกในจิตวิญญาณที่แม้แต่สูญสิ้นชีวิตไปแล้ว ซึ่งจึงเป็นเรื่องระยะยาวเช่นกัน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังนั้น การจัดการระดับระบบคิดจึงน่าจะทำได้ดีที่สุด และเชื่อมโยงกันกับความรู้สึก จึงจะทำให้ได้ความรู้ที่แท้จริง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลองดูนะครับ ว่าจะได้ผลแค่ไหนครับ แต่อย่างไรก็อย่าให้เสียความรู้สึก นะครับ</p>
“ความรู้สึก” กับ การพัฒนาความรู้
การพัฒนาความรู้ที่เป็นการท่องจำ หรือวัดโดยการเลือกข้อถูกผิด โดยไม่ผ่านการสัมผัสลึกๆ ในจิตใจ และจิตวิญญาณ จึงไม่มีความรู้สึก
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ปรัชญนันท์ นิลสุข · 17 มี.ค. 2550
me_off · 17 มี.ค. 2550
พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช · 17 มี.ค. 2550
พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช · 17 มี.ค. 2550
อรุณสวัสดิ์ค่ะอาจารย์ ไม่ไหวค่ะ เมื่อวานสู้ไม่ไหวค่ะ ตาดำหลบไปตั้งแต่ ก่อนสองยามเลยอ่ะค่ะ
สวัสดีตอนเช้าครับ มุมมองระดับโมเลกุลหรือยีนหรือธาตุ(ในภาษาพระ)นี่น่าสนใจครับ ผมเองก็เชื่อย่างนั้น เพราะสามารถอธิบายการส่งผ่าน ไปของภพชาติ ได้
แต่ทั้หงมดสามารถปรับแต่งได้ด้วยวาสนา(การกระทำที่เป็นประจำ )
แม้นจะเป็นวิธีถูกผิด ปรนัยหรือัตนัยก็ใช้ได้หมดครับ(ในความเห็นผม )
ตรงที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับอาจารย์คือวัดผลด้วยความรู้สึกของผู้ดำเนินการ "การจัดการความรู้ "
ปลาฉลามมาตายน้ำตื้นหรือเปล่าครับอาจารย์ ?
การวัดผลเปลี่ยนจากอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นเกณฑ์มาตราฐานสักชุดหนึ่งได้ไหม? อาทิ
๑.ความง่ายและสะดวกในการเข้าถึงองค์ความรู้
๒.บรรยากาศถกเถียงที่ผู้แพ้คือพระ ผู้ชนะไม่ใช่มาร
๓.ความเรียบง่ายและไม่ซับซ้อนในการประยุกต์ความรู้จากฐานมาใช้
๔.ค่านิยมการชื่นชมยินดีแก่ผู้ประดิษฐ์ ประยุกต์ความรู้ใหม่ใหม่
๕.เครื่องมือหรือบุคคลาการที่สนับสนุนงานวิจัย เป็นเครื่องมือสาธารณะใช้ง่าย
๖.การเผยแพร่งานวิจัยอย่างให้เกียรตินักวิจัย(เปิดเผย-จริงใจ-วิทยาทาน )
๗.การตอบสนอง-สนใจ-นำไปใช้ประโยชน์-สนับสนุนจากภาครัฐ-เอกชน -องคืกรไม่แสวงหากำไร-ต่างประเทศ
ผมพยายามจะสื่อว่าความรู้ต้องมีชีวิต ประเมินจากชีวิต (ที่มีความรู้สึก) ไช่ความรู้เฉยๆ แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวครับ ที่มันแห้งๆ ไม่ค่อยได้ประโยชนน์อะไร
เป็นความพยายามอธิบายการเรียนของผู้เรียนบางคนที่เอาความรู้ไว้ตอบคำถาม หรือตอบข้อสอบ ไม่มีชีวิต
คำว่า "ความรู้สึก" ตรงนี้ ไม่นับถึงการรู้สึกเฉยๆ โดยไม่มีความรู้เป็นฐาน ใช้ไม่ได้แน่นอน
ความรู้ต้องเป็นฐานแกนนำ และมีความรู้สึกหุ้มห่อครับจึงจะมีชีวิต ครับ
สวัสดีตอนเย็นครับอาจารย์
ผมเข้าใจประเด็นอาจารย์ดีขึ้นครับ ประเมินจากชีวิตที่มีความรู้สึก คือทั้งอีคิว ไอคิว ไม่ใช่ไอคิวอย่างเดียวเพราะจะทำให้แห้งแห้ง แล้งน้ำใจ
(ใช่ไหมครับอาจารย์? )
เพราะจะทำให้เป็นสังคมแบบbehavior exchangeหรือไม่มีสุนทรีย์/คุณค่าของความสัมพันธ์ใช่ไหมครับ?
แต่ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยอยู่ดี (นานาจิตตังครับ )ทว่าแม่บ้านผม พี่สาวผมเขาคิดแบบอาจารย์(สองคนนี้ไม่เคยเห็นตรงกับผมสักที,แต่อยู่กันมาจนจะแก่เฒ่าและเวลาทำงาน ผมจะไม่บุกไปข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่สนับสนุนครับ เพราะทีมงานจะรักเขามาก )
ขอบคุณครับที่อาจารย์ขยายประเด็น
คุยกับคนไทยด้วยภาษาไทย มีมุมลึกซึ่งไม่แพ้หรือมากกว่าคุยกับคนต่างชาติครับ(อุปสรรคเรื่องภาษา )
สวัสดีค่ะ
ดร. แสวง รวยสูงเนิน
</ul>คุณ
กระต่ายหูตก
<ul>
</ul>..ณิช..
<p> </p>
สวัสดีครับคุณณิช
ประเด็น**ถ้าจะกล่าวว่าการส่งผ่านยีนสามารถปรับแต่งได้ด้วยวาสนา อันนี้ไม่เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ เพราะกระบวนการถ่ายทอดยีนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง มีการพิสูจน์และมีหลักฐานชัดเจน และไม่มี "วาสนา" มาเกี่ยวข้องใด ๆ ค่ะ
ต่อประเด็น** คำว่าวาสนา โดยทั่วไปจะแปลว่าชะตาลิขิต อย่างเช่นบุญพาวาสนาส่ง อย่างนี้เป็นต้น แต่ความหมายในภาษาบาลีจะแปลว่า การกระทำจนเคยชิน ยกตัวอย่าง
ทำไมยีราฟคอยาว เพราะวาสนา(การกระทำจนเคยชินของบรรบุรุษ )ในการแสวงหาอาหารในที่สูง นำไปสู่กระบวนการมิวเตชั่น เป็นต้น แต่ก่อนจะไปสู่การปรับแต่งทางพันธุกรรมทางธรรมชาติ หรือการผ่าเหล่าทางธรรมชาติ ก่อนไปจะไปสู่การกระทำ จะเริ่มจากจิตหรอืเจตนาก่อนเสมอครับ
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคนในชาตินี้ อาจกลายเป็นอีกาในชาติหน้าได้ครับ
ตัวอย่างที่๒
เกย์,ตุ๊ด,ทอมพูดกันในชาตินี้แหละครับ ไม่ต้องชาติไหนหรือหลายเจเนเรชั่น ทำไมผิวของเขาบอบบางลงนุ่มนวลขึ้นหรือกรณีทอมกร้านขึ้น เพราะเจตนาในใจเขาสั่งซ้ำให้เกิดการกระทำว่า ฉันเป็นหญิงฉันเป็นชาย กำลังที่สะสมนี้มีผลต่อรูปร่างกายของเขา พฤติกรรม และพัฒนาการ และสัมพันธไปถึงระดับเล็กกว่าโมเลกุล
ตัวอย่างที่๓ ถ้าเราอ่านหนังสือบ่อยบ่อยทุกวัน วันไหนไม่อ่านเราจะอึดอัดใช่ไหมครับ? ตรงนี้วาสนาจะมีผลแล้ว สายตาเราเริ่มปรับตัวใช่ไหมครับ?
ประเด็น**IQ & EQ คงไม่ใช่สาเหตุของสังคมแห้งและแล้งน้ำใจ น้ำใจคนมีค่าเกินกว่าจะประเิมินด้วย IQ & EQ ค่ะ ข้อสรุปของคุณที่ว่าคนที่มี IQ สูงแล้งน้ำใจ คงเป็นคำกล่าวที่ดูไม่มีน้ำใจสำหรับคน IQ สูงสักเท่าไหร่นะคะ
ต่อประเด็น*เห็นด้วยครับ ว่าผมไอคิวไม่สูงสักเท่าไร?เพราะจำได้ว่ามีแต่เพื่อนเพื่อนในกลุ่มที่ได้ที่๑-๑๐ของประเทศ(มัธยมปลาย+เอ๊นทรานซ์คะแนนสูงสุดในสายวิทย์ ) แต่ผมไม่เคยได้ครับ ทั้งที่พยายามฝึกฝนเต็มที่แล้ว แต่ช่างเถิดครับผมไม่ได้ให้ค่าไอคิวหรือการสอบได้อันดับต้นต้นของประเทศ( ตอนนี้นะครับแต่ตอนเด็กเด็กก็ให้ค่าอยู่ครับ )
ประเด็น** คุณคงเข้าใจว่า คำว่า "แห้ง" ผิดไป อ.ไสวท่านคงหมายถึงความรู้แบบแห้ง ๆ เช่น เรียนไปวัน ๆ หนึ่งโดยไม่มีความรู้สึกอะไรใด ๆ ในเนื้อหาวิชาที่เรียน สักแต่ว่าเรียนเพื่อให้จบ และพ้น ๆ ไป (ถ้าผิดขออภัยด้วยนะคะอาจารย์)
ครับ**เห็นด้วยครับ เขาเรียกว่าการต่อยอดความคิดในบล็อคไงครับ ที่กำลังทำกันอยู่นี้ คือไม่จำต้องไปในไอเดียของเจ้าของบล๊อค ถ้าอย่างนั้นจะมีการจัดการความรู้ไปทำไมครับ?
โจทย์คือไอเดียของเจ้าของบล็อค(สมมติเจ้าของบล็อคไม่ใช่อาจารย์ ท่านจะมีพฤติกรรมแบบนี้ไหม? )นำไปประยุกต์ใช้ได้ดี ? หรือการต่อยอดทำให้เกิดมุมองต่างต่าง ผู้อ่านเชิญเลือกเอาเองตามอัธยาศัยครับ
เขาเรียกว่ากิจกรรม knowledge management ไม่ใช่หรือครับ?
สวัสดีครับอาจารย์
เจตนาของผมจะอยู่ที่ สงสัยว่าทำไมพฤติกรรม,ค่านิยมของปัญญาชนไทยโดยเฉพาะอาจารย์จึงนิยมเขียนคลุมเคลือ?
ยกตัวอย่างนะครับ
ที่มา/http://www.rd.go.th/publish/30666.0.html จะเขียนว่า
แนววินิจฉัย
: 1. กรณีตามข้อ 1. ข้อ 2. และข้อ 3. ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 301) พ.ศ. 2539 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 64)ฯ ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2539
แนววินิจฉัยนี้คลุมเครืออย่างไร? คำตอบคือ
ถ้าใครอ่านก็ต้องตีความเป้นเงินฝากทุกประเภท ที่ฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ใช่ไหมครับ? แต่ความจริงจะหมายถึงเงินฝากประจำเท่านั้น เพราะประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายใหญ่กว่าพระราชกฤษฎีกาเขียนไว้ชัดเจนว่าเงินฝากออมทรัพย์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษี (ไม่จำต้องมีเงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกา )
ปัญญาชนที่เขียนคำวินิจฉัยนี้ เขาก็มีความรู้เรื่องศักดิ์ของกฎหมาย แต่ไม่ทราบว่าเขาเจตนาหรือไม่ จึงวินิจฉัยไว้คลุมเครือ
กลับมาที่profile ของอาจารย์นะครับ จะมีผู้อ่านกี่คนที่จะทราบว่าความรู้สึกอย่างมีฐานความรู้เป็นแกนของอาจารย์แปลว่าอะไร? แม้แต่คุณณิชข้างต้นยังเขียนว่า "ถ้าผิดขออภัยด้วยนะคะอาจารย์"
สรุป -ประเด็นที่ผมพยายามสื่อคือ การเผยแพร่ความรู้ หรือการจัดการความรู้ ต้องไม่อิงอารมณ์ ไม่อิงพรรคพวก ไม่อิงฐานความรู้ที่คลุมเครือ (ไม่ว่าเจตนาหรือไม่เจตนา ) เพราะยากต่อการประยุกต์และต่อยอด ครับ
เรียน อาจารย์ที่น่านับถือ
เห็นด้วยเป็นอย่างมากกับบทความที่อาจารย์เขียนค่ะ ตอนนี้อยากให้อาจารย์เขียนเรื่อง "จรรยาบรรณนักจัดการความรู้" เพื่อเป็นความรู้ให้แก่พวกเราชาว Gotokow จะขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างมากค่ะ
เอ๋
สวัสดีตอนค่ำครับ
ทำท่าผมอาจจะ โดนมองว่ามีความบกพร่องในจริยธรรมการจัดการความรู้ไปแล้ว ? (ตามใจนะครับ/นานาจิตตัง /อิอิ )
ยกตัวอย่างอาจารย์หมอประเวศน์เวลาท่านจะประเมินผลการจัดการความรู้ ท่านจะมอบกรอบการประเมินสามปัจจัย ท่านเรียกสามปัจจัยนี้ว่า ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ที่มา http://advisor.anamai.moph.go.th/hph/text/kbase.pdf
และถ้าเราจะต่อยอดความคิดท่าน เราต้องไปเข้าใจทฤษฎีท่านก่อนใช่ไหมครับ? แล้วจะเห็นด้วยเห็นต่างได้อย่างสนุกสนาน (ถ้ามีผู้รู้เปิดประเด็นนี้ผมว่าสนุก-สร้างสรรค์ )
จะดีกว่าประคองอารมณ์เชียร์กันไปตลอดไหม? ขอยืมคำของอาจารย์มานะครับ
“เจ๊าะแจ๊ะ “ ศาสตร์ ซึ่งข้อดีคือก็จะได้สัมพันธ์อันดีเป็นจุดแข็ง แต่จะอ่อนเรื่องการประยุกต์หรือความแตกฉานของการค้นคว้า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยกตัวอย่างในต่างประเทศ</p>จะเป็นบิดาแห่งการจัดการโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ Taylor หรือจะเป็นมิสเตอร์ Toyota คนเก่งของญี่ปุ่น หรือไฟล์การจัดการความรู้ของสวีเดนที่อยู่ในเว็บไซต์นี้เอง เขาจะถกเถียงกันเต็มกำลังใช่ไหมครับ? <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี้คือประเด็นที่ผมพยายามชี้ครับ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มาหัวเราะกันดีกว่า อิอิ</p><p> </p>