ประเทศนิวซีแลนด์นั้นเดิมทีชาวพื้นเมืองคือชาวเผ่าเมารี อาศัยอยู่มานับเป็นพันปี เมื่อมีชาวผิวขาวเข้ามาบุกรุกก็มีการรบราฆ่าฟันกันจนเอือมระอาทั้งคู่ จึงหันมาทำสัญญาสงบศึกและอยู่รวมกันอย่างเคารพในวัฒนธรรม ของกันและกัน จะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์ของชาวเมารีจะมีอยู่ทั่วเมือง ไม่ว่าจะไปที่มหาวิทยาลัย หรือห้องอาหารในโรงแรมก็พบเห็นได้ทั่วไป และในที่สุดก็อยู่กันด้วยดีแบบ Happy Ending ซึ่งเป็นตัวอย่างสอนใจให้คนไทยเรามาใช้เป็นแบบอย่างได้ในการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน อย่ายึดมั่นถือมั่นฉันเก่งกว่า ความขัดแย้งนานาแก้ไขได้ ก่อนจะโทษใครผิดคิดแก้ใคร ต้องแก้ไขก่อนเขาคือเราเอง ถ้าคิดได้แบบนี้จะรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย
ไหน ๆ ก็ยกตัวย่างของเมารีแล้วมาดูหน้าตาชาวเมารีกันหน่อย เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำ ลักษณะที่ดีคือหัวโต แสดงถึงสมองดี(ไม่รู้จริงหรือเปล่า) พุงโต แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ร่างกายบึกบึนจริง ๆ ถ้าพุ่มพวง ดวงจันทร์ ยังอยู่คงจะบอกว่าใช่เลยกับเพลงพุ่มพวงชื่อเพลงอะไรไม่ทราบที่มีเนื่อหาว่า " พวงแขนกล้ามเป็นมัด ๆ น่าจะกัดแขนเล่นเบา ๆ ..." ชาวเมารีทาหน้าทาตาเพราะต้องพรางตัวในป่า และเมื่อเจอคนแปลกหน้าก็จะแลบลิ้น และทำตาโต เพื่อขู่ให้กลัวไว้ก่อน แต่การทักทายน่ารักมากใช้วิธีเอาจมูกมาชนกัน เพื่อนร่วมทีมของผมที่ไปด้วยสุภาพสตรี ๒ คน ถูกเชิญจากชายหนุ่มเมารีให้ไปชนจมูกกับหนุ่มเมารี คนแรกถูกชนทีเดียว แต่คนที่สองถูกชนสองที ทำให้ผมคิดเรื่อง Joke ในใจอนุมานเอาว่าคนแรกหนุ่มเมารีสัมผัสจมูกแล้วรู้ว่าแต่งงานแล้วจึงชนทีเดียว แต่คนที่สองนี่เป็นโสดอยู่เลยชนซ้ำอีกที...ฮา...ฮา....
ที่โรโตรัว ถิ่นเมารีมีความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมให้สัมผัสทั้งคนเมารี อาหารแบบเมารี แต่ที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อก้าวลงจากรถคือกลิ่นกำมะถัน ด้วยดินแดนแห่งนี้มีธาตุกัมมะถันมากมีบ่อน้ำพุร้อน โคลนเดือดโพยพุ่งได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง โคลนเดือดเหล่านี้แหละที่เอาไปทำโคลนหมักหน้าเพราะเชื่อว่ามีแร่ธาตุเยอะ ดูแล้วก็น่าจะเป็นจริงหากเอาโคลนเดือดไปพอกหน้าตอนร้อน ๆ หน้าจะขาวขึ้นในทันใดไม่เชื่อก็ลองดู มาดูภาพประกอบกันครับ






ขอบคุณครับอาจารย์ขจิต แต่หนุ่มเมารีเขาชนจมูกสาวไทยชนไม่แรงเลยครับ ค่อย ๆ ชน สงสัยจะชนแรงเฉพาะผู้ชาย
ถ้าเราชาว กศน.ทักทายแบบชาวเมารี หน้าตาคงจะพิลึกน่าดูเชียว....
เป็นความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับการทักทายของคนชาวเมารี แต่ถ้าเป็นคนไทยทักทายแบบนี้ คงไม่ใช่การทักทายอย่างเดียวจริงมั๊ยค่ะ คงต้องตัวใครตัวมัน
ขอบคุณผอ.นะคะ ที่นำประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่พวกเราไม่เคยรู้ มาเล่าสู่กันฟัง การทักทายแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วผอ.โดนชนจมูกแรงมั้ยคะ ถ้าคนไทยทักทายแบบนี้คงจะไม่เหมาะสมแน่ ๆ เลย
เรียนท่านผ.อ. ที่นำความรู้ และประสบการณ์ที่ดีๆ จากต่างแดนมาฝากชาวแปดริ้วทุกครั้ง นับเป็นความรู้ที่แปลกใหม่เสมอ สมดังคำว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิตเลยครับ เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา มีระบบ ไม่มีระบบ และตามอัธยาศัย ขอขอบคุณครับ
ประสบการณ์ดีๆจากการเดินทางมีคุณค่าเพราะสามารถจับต้องและสัมผัสและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงระหว่างรายทาง สามารถ นำมาสู่การบริหารเวลา บริหารชีวิต และบริหารการปฏิบัติงาน ขอเป็นกำลังใจให้ท่านดิศกุล เกษมสวัสดิ์ ผอ.ศนจ.ฉะเชิงเทรา กับการเป็นนักเดินทางและนักรบแห่งภูมิปัญญา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเเลกเปลี่ยนการเรียนรู้
สวัสดีค่ะคุณดิศกุล
อ่านแล้วหัวเราะเพราะนึกถึงภาพตัวเองถ้าโดนเชิญไปเอาจมูกชนคงจะแย่..ก็เบิร์ดไม่ค่อยมีดั้ง ฮี่ีๆ ..
ขอบคุณครับ...ได้เรียนรู้วัฒนธรรมโลกต่างแดนไปด้วย
และที่น่าชื่นชมก็คือ หลักแห่งการอยู่ร่วมกัน...นั่นแสดงว่าที่นี่จุดจบไม่เลวร้ายเหมือน "ดินเดียแดง" ใช่ไหมครับ
แล้วประเทศไทยเราจะเรียนรู้จากตรงนี้ได้แค่ไหน
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
คนไทยโดนไปชนจมูกคงจั๊กกะจี้หัวใจพิลึกครับ
ขอบคุณ อาจารย์แผ่นดินครับ ที่นี่ประเทศไทยต้องดูกันต่อไปครับ นับวันสร้างความสมานฉันท์ให้เป็นจริง เมื่อไหร่ก็จะรอ
เป็นความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับการทักทายของคนชาวเมารี แล้วผอ.โดนชนจมูกหรือเปล่าแล้วโดนกี่ครั้ง ขอบคุณที่นำเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีมาเล่าให้คะและเรียนรุ้วัฒนธรรมต่งแดนใหม่ ซึ่งจริงประเทศนิวซีแลนด์นั้นเดิมถูกปกครองโดยชาวเมารี แต่มีนักล่องเรือชาวดัตช์ ชื่อ อเบล แอนชุน ทัสแมน ได้ล่องเรือเลียบมาทางออสเตรเลียและได้พบเกาะนิวซีแลนด์เข้า และได้พบกับชาวเมารีที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นมิตรจึงได้ตั้งชื่อเกาะนี้ว่าNieuw Zeeland หรือ New Zealand จากนั้นชื่อเสียงของนิวซีแลนด์ก็เป็นที่รู้จักกันในยุโรป เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะกับการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์มาก ต่อมากัปตันเจมส์ คุก ได้ล่องเรือมาบ้าง แต่โชคดีที่มีคนบนเรือสามารถพูดภาษาไวทิงกิได้บ้าง จึงเจรจากับชาวเมารีได้ และพบว่าชาวเมารีเป็นชนเผ่าสายเลือดนับรบ จึงได้ตกลงแลกพืชพันธุ์กับอาวุธจากทางยุโรป และต่อมาเมื่อชาวเมารีมีอาวุธมากจึงสู้รบกันจนชนเผ่าเมารีลดลง ทางอังกฤษจึงได้ส่งคนมาทำสัญญา ที่มีชื่อว่า สนธิสัญญาไวทังกิ ขึ้น และส่งคนมาสำเร็จราชการแทนชื่อ วิลเลียม ฮอบสัน
ขอบคุณค่ะท่าน ผอ.
ถูกใจมากเลยค่ะ สำหรับคนชาวเมารี แม้....ใช่เลย...
โดยใจมากเลย....แม้วัฒนธรรมในการทักทาย....
เพลง...ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ น่าจะใช่เพลงนี้นะค่ะ
แม่.....เสียดายจัง....ฮึม....เสียดายจัง.....ฮาๆๆๆๆ
การเรียนรู้ความเป็นไปในวิถีแห่งธรรมชาติคือบทบาทที่เราต้องเรียนรู้อย่างอิสระ มั่นคง
วัฒนธรรมของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่เราได้ไปเห็น ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราได้ไปรับรู้สิ่งใหม่ๆที่เรายังไม่เคยได้รับรู้ และเป็นการเปิดสมองให้จดจำในเรื่องต่างๆมาขึ้นอีกด้วย