จากบันทึกก่อนนั้น(ที่นี่) ผมเองก็ลืมที่จะกล่าวถึงสโลแกนของกลุ่มวรรณกรรมป่งใบเสียสนิท นั่นก็คือ “ผลิบาน สืบสานงานวรรณกรรม” แต่เบื้องต้นก็ได้กล่าวถึงบ้างแล้วว่ากลุ่มวรรณกรรมป่งใบ เกิดจากการรวมตัวของนักเขียนรุ่นใหม่กับนักเขียนเลือดอีสานรุ่นเก่า (ที่แจ้งเกิดแล้ว) ในแถบแถวโซนจังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ หรือแม้แต่ขอนแก่น – ชัยภูมิ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปรากฏการณ์ข้างต้นพบชัดเจนในถ้อยแถลงที่บันทึกไว้ในจุลสารป่งใบว่า “จุลสารป่งใบ เป็นจุลสารที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของนักเขียนรุ่นใหม่ที่ผสมผสานกับนักเขียนรุ่นเก่าอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ใน ลุ่มน้ำชี ปาวและน้ำพอง”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>การแตกใบของป่งใบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าป่งใบกลายเป็น “ใบไม้วรรณกรรมที่แตกช่อดอกออกหน่วยผลได้อย่างงดงาม” ดังจะเห็นได้จากระยะหลังพบว่ามีสมาชิกใหม่หลากหน้าก้าวเข้ามาสู่กองบรรณาธิการเป็นระยะ ๆ รวมถึงการมีนักเขียนดังให้เกียรติมาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติมอย่าง ไพวรินทร์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขาวงาม หรือแม้แต่นักเขียนลายครามจากที่ราบสูงผู้แต่งเพลง “คนกับควาย” ของคาราวาน อย่างสมคิด สิงสง ก็มาร่วมขบวนวรรณกรรมเป็นที่ปรึกษาให้ด้วยเช่นกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>
</p><p>เนื่องในวาระที่ “ป่งใบ” เดินทางในบรรณพิภพครบรอบเป็นเวลา 1 ปีในเดือนสิงหาคม 2537 อาจารย์ไพฑูรย์ ธัญญา ที่ปรึกษาที่ถือได้ว่ามีส่วนต่อการผลักดันให้เกิดกลุ่มวรรณกรรมนี้ขึ้นได้เขียนบทกวี “แด่...ชาวป่งใบ” กำนัลแก่กลุ่มวรรณกรรมป่งใบไว้อย่างน่าสนใจ โดยสำหรับผมถือว่าเป็นยิ่งกว่า “ปากคำประวัติศาสตร์” ที่บันทึกเส้นทางการหยัดยืนและเติบโตของกลุ่มวรรณกรรมแรกเริ่มของชาว มมส (มศว มหาสารคาม) ได้อย่างเข้มข้นและน่าภาคภูมิเป็นที่สุด ดังว่า </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ดินที่นี่ กันดารแล้ง แห้งจริงหรือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">คำเขาเคยเล่าลือยังสงสัย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ฟ้าที่นี่ สีโหยหรืออย่างไร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จึงเมฆฝนลอยไปไม่กลับมา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ลำน้ำนี้หรือไม่มีวารีล่อง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ใจที่นี่หรือคับข้องอย่างเขาว่า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">หรือแคนแค่น แค้นขับด้วยขื่อคา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">หรือลุ่มลึกแห่งผญาพ่ายยับแล้ว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เมื่อได้มาได้เห็นที่เป็นอยู่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ได้สดับจึงรับรู้อยู่แว่วแว่ว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เขาขับลำ ลายเพลงยังพริ้งแพรว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ยังสืบเนื้อเชื้อแถวแห่งมูนมัง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">บั้งไฟหมื่นไฟแสนยังแล่นฟ้า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">โขงชีมูลไหลบ่ายังถะถั่ง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เอฝนแรกแทรกดินเต็มกำลัง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จึงเม็ดพืชแห่งความหวังก็ “ป่งใบ”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ถึงแดนแค่นแค้นขับก็เข้มข้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">มันอุกอั่งถั่งท้นด้วยแรงไหน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">พิณ คำผา บรรเลงด้วยมือใด</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เป็นเพลงพิณ เพราะใสระยับพราย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ดินที่นี่อาจจะแล้งจนแห้งเหลือง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">แต่ลูกหลาน “ขุนเจือง” ฤาพับพ่าย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เมื่อฝนแรกแทรกดินยังโปรยปราย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">บทกวีจะขับลายขึ้นกล่อมภู…ฯ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left">บทกวีข้างต้นไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกในฐานะเพื่อนร่วมแวดวงที่ส่งถึงกลุ่มวรรณกรรมป่งใบ สื่อถึงสัมพันธภาพที่แน่นหนักและศักยภาพที่เต็มล้นของคนป่งใบ รวมถึงการให้ความนับถือต่อ "คำผา เพลงพิณ" แกนนำบุกเบิกและก่อร่างสร้างป่งใบให้กลายเป็นใบไม้วรรณกรรมที่เขียวงามและแผ่ร่มใบได้อย่างทระนง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left"></p>
เพิ่งมีเวลา และโอกาสเข้ามาให้กำลังใจค่ะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่แวะไปให้กำลังใจในบันทึกเมื่อปีก่อน
เพลงเพราะมากค่ะ
อ่านวรรณกรรมของ อาจารย์ไพฑูรย์ ธัญญา แล้ว คิดถึงบ้านจังเลยครับ…คิดถึงที่สุด…ยิงวันนี้ยิงรถตู้คนตาย 8 ศพ แล้วยิ่งคิดถึงบ้านจนแทบจะทนไม่ได้แล้วครับ
สวัสดีครับ
เป็นไงบ้างครับภารกิจชีวิต....และขอบคุณเช่นกันครับที่แวะมาทักทายและให้กำลังใจ
ตอนนี้อากาศเริ่มร้อน และดูเหมือนลมร้อนก็กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ เด็กนักเรียนปิดเทอม - ลงทุ่ง หรือไม่ก็ขึ้นป่าโคกจับกิ้งก่ากันแล้ว
อ.ย่ามแดง ครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองสมเป็นเมืองของไทย…เราชาวไทย เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย…</p><p>เป็นกำลังใจให้ครับ…และอย่าได้รักประเทศไทยน้อยลงนะครับ</p>
ขอส่งกำลังใจไปให้พี่น้องคนไทยที่อยู่ทางใต้นะคะ โดยเฉพาะตรงนี้ ขอฝากไปถึงอาจารย์วันพิชิตนะคะ ... ขอให้กรรมดีคุ้มครองท่าน
ขอบคุณครับ เจ้หนิง
ประเทศไทยยังไงก็ยังต้องเป็นประเทศไทย และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งประเทศ ต่างห่วงใยอาทรต่อพี่น้องผู้ประสบชะตากรรมทั้งหลาย
ส่งใจไปถึงทุกเวลาเมื่อมีโอกาส
สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทายเพราะชอบใจที่ได้อ่านบทกวีดีๆ.. รวมทั้งฝากกำลังใจให้ชาวใต้และทุกคนที่ทำงานเพื่อแผ่นดินไทยค่ะ
ดีใจมากครับที่บันทึกนี้ได้กลายเป็นเวทีแห่งความห่วงใยที่ส่งไปยังพี่น้องชาวใต้
วันนี้ผมไปเยี่ยมค่ายก็เสวนากับน้องนิสิตเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด... ชาวค่ายก็สะท้อนใจและไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้
เป็นห่วง และส่งกำลังใจไปถึงเสมอนะครับ...
ขอบคุณครับ...พี่อนงค์
ช่วงนี้ดูผมแก่ขึ้นมาก เพราะงานมันหล่นทับ !
ทั้งงานตรงและงานบริหาร
เช่นกันนะครับ...ดูแลงาน ดูแลสุขภาพ
ช่วงนี้เอาบันทึกตัวเองให้รอด....ยังไม่มีเวลาท่องแวะบันทึกของกัลยาณมิตรมากนัก
ขอบคุณมากครับ คุณเบิร์ด <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ท่านอาจารย์ธัญญาฯ (ไพฑูรย์ ธัญญา) โด่งดังจากการเขียนเรื่องสั้น แต่ท่านก็มีความสามารถในเรื่องการเขียนบทกวี รวมถึงนวนิยาย </p><p>ขอให้ประเทศไทย เป็นถิ่นขวานทองที่สงบสุข ร่มเย็นเป็นปึกแผ่นเสมอไป</p><p>เป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคน ครับ</p>
ขอบคุณมากครับ… เจ้ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>นั่นแหละครับ…คือ สมบัติที่ทิ้งไว้ให้ทายาทอย่างมีคุณค่า</p><p>ไม่เพียงแต่คุณค่าของครอบครัว และเป็นคุณค่าในทางสังคมด้วย</p><p>ผมเข้าใจดีครับถึงความหวงแหน…แต่สิ่งที่ผมนำเสนอก็คือการป่าวประกาศเกียรติคุณที่ควรได้รับการยกย่องและนับถือ</p><p>งานเล็ก ๆ ที่งดงามและมีพลัง…</p><p>ขอบคุณมากครับ</p>
ชีวิตล่องไหลไปเรื่อย บางทีเหมือนสายน้ำที่กัดเซาะเกาะแก่ง แผ่นดินหินผา และกัดกินตัวเองในที่สุด บางครั้ง..เหมือนสายลม เคลื่อนไปอย่างไร้รูปเงา คล้ายเคล้วงคว้างเลื่อนลอย
บางครั้งสายน้ำอาจหยุดนิ่ง สายลมอาจมิไหวติง
ใช่สิ..ให้เวลากับอดีตบ้างนะ
ทัศนาวดี
ฝากความคิดถึงทัศนาวดี สุขุมพจน์ คำสุขุม อณูทิพย์ ธารทอง คำบางบุตร ไชยสงค์ รวมทั้งชัชวาลย์ โคตรสงครามเคยร่วมสังสรรค์กับทีมป่งใบช่วงที่เรียนอยู่ มศว (เดิม) สายน้ำคงไหลกลับ
สวัสดีครับ พี่ทัศนาวดี
ผมจะเรียกอะไรดีครับ, พี่ฟิวส์, ทัศนาวดี หรือแม้แต่อาจารย์สุทัศน์ ฯ...
สบายดีนะครับ...
ชีวิตเป็นดั่งสายน้ำก็จริง แต่ต้องมีสักวันแหละครับที่อาจได้หวนคืนกลับมายังจุดเดิม...
ผมอยากจัดงานรวมพลคนทำหนังสือใน มมส .. จังเลย
รวมเรื่องสั้นชุดใหม่ออกหรือยังครับ... อย่าลืมส่งมาให้น้องนุ่งบ้างเน้อ ...
สวัสดีครับ คุณเจน อักษราพิจารณ์
ขอบคุณนะครับที่แวะมาเยี่ยมบันทึกนี้
ผมเองก็เชื่อเช่นกันว่า ต้องมีบ้างแหละที่สายน้ำจะไหลกลับ ...
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเวียดนามอีกครั้ง 3 ปีเศษที่จากฮานอย วันแรกที่กลับไป ลูกศิษย์สาวคนหนึ่งกล่าวด้วยความใสซื่อว่า..
"คุณครูคะ สายลมจากเมืองไทยพัดไปที่ฮานอยทุกนาที เราไม่เห็นตัวของมัน แต่สัมผัสได้ถึงความเย็น เหมือนความคิดถึงของพวกหนูที่มีต่อคุณครู มันไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง แต่คุณครูสัมผัสมันได้ใช่ไหมคะ"
..ครับ..ช่วงเวลาอันเงียบเหงาในเมืองหลวง..ผมหอมกลิ่นอดีตบ่อย ๆ คิดถึงครับ..ทุกคน..พนัส เจี๊ยบ..และหลาน รวมทั้งเพื่อนมิตรทุกคน..ในความรู้สึก..สายน้ำไหลกลับมาเสมอ..
โอ สายน้ำใย เคยไหลกลับ
เห็นแต่ไหลรินลับทุกหยาดพร่าง
โอ ใคร ช่างปลอบใจไม่รู้วาง
ว่าเม็ดน้ำแผ่วบางจะกลับมา
สายน้ำ ลมหายใจ ไฉนคงอยู่
รู้หรือไม่,หรือไม่รู้ โปรดดูนั่น!
มีแต่พรากห่างไกลไปทุกวัน
อาจเธอและฉัน,แค่ฝันถึงมิตร
ไม่มีทาง,ไม่มีแล้วสายน้ำหวน
อาจคร่ำครวญเพื่อปลุกประโลมจิต
คล้อยห่าง,คว้างลา ประสาชีวิต
มองกลับหลังมืดสนิท,ไม่มีทาง
หากสายน้ำไหลกลับมาที่เก่า
อาจวันเวลาสองเรากลับมาบ้าง
มาแผ่หอมกล่อมใจฝัน,อันเปราะบาง
ใกล้ปริแตก,สลายจางเป็นผงธุลี
ไม่มีกลับมา,ทั้งสายน้ำ,ดวงตา,ใจ
เลื่อนคล้อยลอยไกล,ไปจากที่นี่
เหลือเพียงความทรงจำที่แสนดี
ไหลไปกลับสายน้ำชีวี,นิจนิรันดร์
ทุ่งข้าว อุบลราชธานี
(3 สิงหาคม 2550)