หลังจากปิดเทอม ผมกลับบ้านได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น อาการของแม่ผมดูเหมือนจะแย่ลงเล็กน้อย  ที่แย่ลงหมายถึงมีความจำสั้นลง แป๊ปเดียวก็ลืมแล้ว แต่ลูกชายคนเดียวกลับมาบ้าน ก็ทำให้บ้านคึกคักขึ้นพอสมควร ^^

ช่วงนี้ก็อยู่ดูแลแม่ทั้งวัน มีอุปสรรคหลายอย่างในการดูแล พอสรุปได้ดังนี้

  1. นิสัยส่วนตัวของผู้ป่วย ซึ่งแม่ผมค่อนข้างดื้อ ใครพูดก็ไม่ฟัง หากวุ่นวายกับท่านมากเกินไป ก็จะอารมณ์เสียได้ง่ายๆ และการเป็นคนตระหนี่มาก ก็เป็นอุปสรรคเช่นกันนะครับ เช่น การนำเงินไปจ่ายตลาดหรือไปที่ไหนก็ตาม จะพกเงินไว้น้อยมาก ปัญหาที่ตามมาคือ จะซื้อของ เงินไม่พอ นำของมาก่อน พอกลับมาบ้าน ก็ลืมนำเงินไปจ่าย T_T วิธีแก้ปัญหา คือ ถามก่อนออกไปซื้อ ว่ามีเงินมั๊ย แต่ถามมากๆท่านก็อารมณ์เสีย วิธีที่ 2 คือ ตามไปซื้อของด้วย ซึ่งผมก็ต้องตื่นแต่เช้าไปจ่ายตลาดกับท่านทุกวัน
  2. การจำแต่เรื่องร้ายๆ มองโลกในแง่ร้าย บางครั้งการดูข่าว พอมีข่าวไม่ดี ก็จะตั้งใจฟัง ผมคิดว่าอาจส่งผลให้ผู้ป่วยจำเรื่องร้ายๆได้ดีกว่าเรื่องดีๆ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะย้ำคิดย้ำทำมาก คิดถึงแต่เรื่องไม่ดีเยอะๆ ก็ทำให้ตัวเองเครียดเอง ต้องพยายามหาข่าวดีๆ ให้ดูเยอะๆ บอกข่าวไม่ดีน้อยๆ
  3. นิสัยส่วนตัวของผู้ดูแล ต้องเป็นคนมีความอดทนสูงทีเดียวครับ ต้องพยายามหาเรื่องดีๆพูดให้ฟัง พูดให้สนุก หากิจกรรมให้ทำ ต้องตามไปทุกที่ หากผู้ป่วยอารมณ์เสียขึ้นมา ก็ต้องอดทน อย่าให้ตัวเองอารมณ์เสียไปด้วยเด็ดขาด ต้องให้เวลากับการดูแลผู้ป่วยมาก
  4. การหากิจกรรมที่จะให้ผู้ป่วยทำ หายากมากจริงๆเลยครับ บางครั้งจะให้เล่นไพ่ฝึกสมอง ก็ไม่ยอมเล่นด้วย จะให้ค้าขายก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะจะมีปัญหาในการรับเงินทอนเงิน หากแม่ผมอยู่คนเดียว ท่านเปิดทีวีไม่เป็น เปิดหน่อยก็บอกว่าประหยัดไฟให้ปิดซะ T_T ทำให้เวลาที่ลูกๆไปโรงเรียนกันหมด ท่านเองก็ไม่ได้ฝึกสมองเลย ด้วยเหตุต่างๆเหล่านี้จะทำให้อาการแย่ลง เพราะสมองไม่ถูกใช้มากเท่าที่ควร

อุปสรรคต่างๆในการดูแลยังมีอีกมาก ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ และนิสัยของผู้ป่วยเองด้วย จำเป็นต้องมีผู้ดูแลตลอด ช่วยจำเรื่องต่างๆให้