วันมาฆบูชา ปีนี้ผมไม่มีโอกาสได้ไปทำบุญตักบาตรตอนเช้าที่วัด เพราะต้องเดินทางไปร่วมงานบวชของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การไม่มีโอกาสได้ไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญเช่นนี้สำหรับผู้เคร่งศาสนาก็คงถือเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับผมไม่ถือว่าเสียดายให้เป็นทุกข์ เพราะเชื่อว่าการทำบุญเราสามารถทำกันได้ทุกวัน ขึ้นอยู่กับศรัทธาและความพร้อมของกาย วาจาและใจเป็นที่ตั้ง อีกทั้งเย็นวันนี้ผมมีราชการที่จะต้องนำนิสิตไปร่วมเวียนเทียนที่พระธาตุนาดูน (พุทธมณฑลอีสาน) อยู่แล้ว จึงช่วยให้ผมรู้สึกคลายความห่วงวิตกเกี่ยวกับการทำบุญและชำระจิตใจในวันสำคัญของพระพุทธศาสนาไปในตัวได้อย่างไม่ยากเย็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อันที่จริงชีวิตในวัยเด็กผมเข้าออกวัดอยู่ทุกค่ำเช้า โดยเฉพาะในวัยประถมนั้นทุก ๆ เช้าต้องไปตักบาตรที่วัดเสมอ, ทานมื้อเช้าที่วัด, ห่อข้าวก้นบาตรไปทานมื้อกลางวันที่โรงเรียน จนใคร ๆ ก็เรียกผมว่า “เด็กวัด” ผมจึงสามารถท่องบทสวดต่าง ๆ ของพระสงฆ์ได้อย่างขึ้นใจ และช่วงปิดภาคฤดูร้อนของตอนเรียนมัธยม 1 ก็มีโอกาสได้บวชเณรที่วัดประจำหมู่บ้าน ซ้ำยังเป็นสามเณรรูปเดียวที่ได้ขึ้นนั่งธรรมาสน์เทศน์ใบลานในบุญเดือนสี่ (บุญผเวส) สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่ ญาติพี่น้องและเจ้าอาวาสเป็นที่สุด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ด้วยเหตุเช่นนี้ การได้ไปร่วมงานบวชของเจ้าหน้าที่จึงเป็นห้วงเวลาอันดีที่ผมได้พลิกความทรงจำของตนเองในครั้งที่เคยมีวงจรชีวิตในกระแสธารของพระพุทธศาสนา ทั้งการเป็นเด็กวัด – สามเณร – พระภิกษุ…</p><p>
</p><p>คุณสุริยะ สอนสุระ กำลังตัดผมให้กับ “นาคหนุ่ม” ธวัชชัย พิษณุแสง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โบราณพร่ำสอนถึงวิถีไทยเสมอมาว่า การบวชพระถือเป็น “วิถีลูกผู้ชาย” ที่ควรต้องยึดถือปฏิบัติ ทั้งเพื่อให้มารดาได้ “เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์” หรือ “บวชก่อนเบียด” หรือบวชเพื่อไม่ให้เป็น “คนดิบ” สิ่งเหล่านี้กลายเป็นขนบทางสังคมที่ปลูกสร้างเป็นรากลึกมายาวนานในชีวิตของชายไทยจำนวนไม่ใช่น้อย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ผมเคยได้ยินคนแก่เฒ่าเล่าให้ฟังว่า ชาวอีสานนิยมบวชพระในเดือนคู่ และถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็จะไม่บวชในเดือนคี่ ซึ่งผู้ประสงค์บวชจะต้อง “เข้านาค” ล่วงหน้าเป็นแรมเดือน เข้าไปศึกษาพระธรรม, เข้าไป “ต่อหนังสือ” จากพระ, เข้าไปหัด “ขานนาค” กับพระคู่สวดให้คล่อง เพราะในสมัยก่อนหากไม่สามารถท่องคำขอบวชได้ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่พิธีอุปสมบทเลยก็ว่าได้ </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังนั้น, ในอดีตช่วงกลางคืนนาคจึงมักจะเข้าไปนอนค้างปฏิบัติกิจดังกล่าวในวัด ตื่นเช้ามาก็ช่วยงานวัด สาย ๆ จึงกลับเข้ามาบ้าน แต่เท่าที่ทราบไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน คือ บางท่านก็บอกว่าเมื่อเข้านาคแล้วส่วนใหญ่ก็จะใช้ชีวิตก่อนบวชพระอยู่ในวัดเลยก็มี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คนหนุ่มชาวอีสานแทบทุกคนจึงมักให้ความสำคัญกับการบวชเป็นอย่างมาก การบวชคือการการันตีความเป็นคนที่สมบูรณ์บางอย่างในตัวผู้ชาย แม้กระทั่งการไปสู่ขอผู้หญิงก็มักจะถูกญาติฝ่ายหญิงทักถามเสมอว่า “บวชพระมาหรือยัง ?”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วัด… เป็นโรงเรียนดั้งเดิมของสังคมไทย การที่ลูกผู้ชายสักคนได้เข้าสู่พิธีกรรมของศาสนาในศาสนสถานอันเป็นวัด ก็ย่อมหมายถึง การเข้าไปศึกษาวิถีโลกและวิถีธรรม บ่มเพาะความเป็นคนเพื่อให้รู้ซึ้งในคุณค่าของความเป็น “มนุษย์โลก”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในอดีต, คนทั่วไปมักนิยมถือปฏิบัติบวชกันเป็นพรรษา (3 เดือน) ครั้นเมื่อ “ลาสึก” แล้วเรียกว่า “ทิด” และชาวบ้านก็มักใช้คำว่าทิดเรียกนำหน้าชื่อเสมอ ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็ถูกเรียกเช่นนั้นมาแล้ว คือ “ทิดนัส” แต่หากบวชยาวนานตั้งแต่สามปีขึ้นไปและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านก็จะได้รับการฉลองพระด้วย“พิธีฮดสง” อันเป็นพิธีรดน้ำประกาศรับรองว่าเป็นพระผู้ใหญ่ของชาวบ้านและชุมชน โดยพิธีฮดสงนี้เป็นเสมือนการเลื่อนยศของพระสงฆ์ ต่อเมื่อพระรูปนั้นลาสิกขาบทออกมาก็จะถูกเรียกว่า “จารย์” (อาจารย์) ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้คงความรู้ในทางธรรม หรือทางพระ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>อย่างไรก็ตามถ้าพระรูปนั้นยังครองผ้าเหลืองยาวนานต่อไปและได้รับความเคารพเลื่อมใสจากชาวบ้านก็จะได้เข้าสู่พิธีฮดสงเป็นครั้งที่สอง พระที่ผ่านพิธีนี้เราเรียกกันว่า “ญาซา” โดยถือเป็นพระอุปัชฌาย์และเมื่อสึกออกมาชาวบ้านก็จะเรียก “จารย์ซา” นำหน้าชื่อนั้น ๆ </p><p> </p><p>ทุกวันนี้…สภาพการณ์ทางสังคมเปลี่ยนผันไป วิถีการบวชของลูกผู้ชายตามครรลองชาวพุทธก็ถูกปรับแต่งให้เข้ากับความเร่งรีบและความพร้อมทางสถานะของผู้บวช เราไม่ค่อยพบเห็นการบวชของผู้ชายที่ยาวนานเป็นพรรษา ส่วนใหญ่มักเป็นแค่ห้วงสั้น ๆ คือ 7 วัน, 10 วัน และ 15 วัน แม้แต่การเข้านาคก็ถือปฏิบัติเพียงชั่วคืนกันเท่านั้น </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทุกวันนี้ เราพบเห็นงานบวชที่กลายเป็นงานสังสรรค์ราวกับงานแต่งงาน มีอาหารการกินเลี้ยงรับกันคึกโครม มีเหล้ายาปลาปิ้งกันเกลื่อนโต๊ะ … </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ผมคิดถึงภาพชีวิตเปี่ยมสุขและน้ำตาคลอเบ้าตาของชายไทยในพิธีสู่ขวัญนาค, ซาบซึ้งกับการตัดผมของบิดา มารดาและผู้หลักผู้ใหญ่ .. คิดถึงภาพเส้นผมแต่ละเส้นที่ถูกตัดด้วยกรรไกรและวางนอนนิ่งอยู่บนใบบัวที่พรั่งพร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียน เห็นภาพของนาคห่มขาวขี่คอเพื่อนรักรอบอุโบสถ… เห็นภาพมารดาและหญิงสาวคนรักเดินถือหมอนเคียงข้างกันในขบวนแห่นาคอันคึกครื้น … </p><p> </p><p>ผมยังคงเก็บเศษเส้นผมที่เกิดจากการบวชพระของตนเองไว้จวบจนบัดนี้ </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การบวชของผมในครั้งนั้น แม่เป็นคนเก็บเศษเส้นผมเหล่านั้นไว้ พร้อมกับมอบให้ผมหลังการสึกพระ แม่ย้ำเตือนให้ผมเก็บรักษาไว้ให้ดี เนื่องเพราะเศษเส้นผมเหล่านี้หาใช่เป็นเพียงสิ่งมงคลสำหรับผมคนเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งมงคลสำหรับแม่ด้วยเช่นกัน !</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
ถ้าการบวชแล้วไม่สิ้นเปลืองก็ดี แต่ชาวบ้านมักไม่เข้าใจครับ ผมเลยบวชเงียบๆชาวบ้าน งงครับ อาจารย์ไปบวชตอนไหน บวชแล้วเบียดได้เลยไหมครับ ฮ่าๆๆๆๆ
ขอบคุณอาจารย์ขจิตมากครับ
การบวชกับคนรุ่นปัจจุบัน ได้เอาสิ่งที่ไม่ใช่ความเป็นไทย มาใส่มากเกินไป การละเลยสิ่งเหล่านี้เกิดผลกระทบถึงสิ่งอื่นอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น คนสุรินทร์อย่างผม คุ้นกับการแห่นาคที่ใช้ช้างเป็นพาหนะ แต่พอมีรถมาแทนที่ ทำให้ช้างอยู่สุรินทร์ไม่ได้ ต้องไปอยู่กรุงเทพ ข้อคิดคือ
ทำไมไม่ใช้ช้างแห่นาค
ทำไมไม่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะเดินทาง
ทำไมรถยนต์มาแทนช้างในการแห่นาคได้ ฯลฯ
ไม่ค่อยได้มีโอกาสร่วมงานบวชมากนัก เนื่องจากมีพี่น้องเป็นผู้หญิงหมด ส่วนหลานที่เป็นผู้ชายก็ยังไม่บวช เพื่อนๆ หรือผู้ร่วมงานบวชก็มักจะตรงช่วงที่เข้าร่วมไม่ได้ ที่ผ่านมาที่ได้มีโอการเข้าร่วมงานบวชก็น่าจะไม่เกิน 2 ครั้ง.......สาธุอนุโมทนากับทุกท่านที่บวชค่ะ
ผมพยายามจินตนาการว่าการแห่นาคที่ใช้ช้างเป็นพาหนะนั้นเป็นยังไง..คงดูมีมนต์ขลังเป็นอย่างมาก ยิ่งหากมีการบวชหลายคน (หลายกอง) ซึ่งต่างใช้ช้างแห่นาคก็ยิ่งจะดูใหญ่โตเป็นยิ่งนัก
..ทุกวันนี้ที่ไหน ๆ ก็ใช้รถยนต์แห่นาคกันทั้งนั้น เป็นความสะดวก รวกเร็ว จัดตกแต่งประดับประดาก็ง่าย..
มันเป็นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย บางทีผมก็เฝ้าสังเกตและตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ยังมีที่ใดบ้างที่ยังคงรักษษขนบเดิม ๆ ได้อย่างแน่นหนา
ผมก็ยังไม่ได้บวชเลยครับ
ขอบพระคุณอาจารย์แป๋วมากครับ..ที่แวะมาทักทาย
ไปทำบุญวันมาฆบูชามาค่ะ…เพราะต้องขับรถพาแม่ไปเนื่องจากแม่เริ่มเดินไกลๆไม่ไหวแล้ว..วันพระใหญ่แบบนี้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะหยุดไม่ทำงาน..มีความสุขอิ่มบุญและที่สำคัญนำบุญมาฝากพี่ๆน้องๆทุกคนค่ะ..จริงๆตั้งใจจะพาแม่ไปเวียนเทียนด้วยแต่ว่าติดนัดที่ต้องไปร่วมงานพี่ชายที่รักนับถืออีกคน..เอาไว้ปีหน้าละกัน…ไปทำบุญแล้วได้ข้อสังเกตว่าไม่ค่อยเจอวัยรุ่นนะส่วนมากเป็นคนสูงอายุ..วัยทำงานและก้อเด็กน้อยที่พ่อแม่ยังสามารถพามาได้..เพราะถ้าโตแล้วจะไม่สามารถพามาได้จริงๆนะ..อยากเห็นเด็กวัยรุ่นได้เข้ามาทำบุญ..อย่างน้อยก้ออาจช่วยขัดเกลาจิตใจและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม..ดีใจด้วยที่คุณแผ่นดินได้ปลูกฝังสิ่งดีๆให้ลูกชายทั้งสองคนได้เข้าวัดบ่อยๆ…เคยได้บวชน้องชายคนเล็ก..ไม่ชอบที่จะต้องมีเลี้ยงโต๊ะจีนมีดนตรีเอิกเกริก..แต่สู้กับคนในบ้านไม่ได้ต้องยอมแพ้..จริงๆการบวชคืออะไร..เพื่ออะไร…ต้องการอะไร…อยากให้เข้าใจถึงแก่นของมันมากกว่า…เสียดายถ้าเกิดเป็นผู้ชายคงได้บวชเหมือนกันนิ…
อ่านแล้วรู้สึกดีนะคะ…เนี่ย ถ้าเกิดเป็นผู้ชายก็คงจะบวชให้แม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ไปแล้ว…เฮ้อ แย่….จัง
สวัสดีครับ คุณโก๊ะ
.การได้ดูแลคุณแม่ด้วยตนเอง ถือเป็นความโชคดีของบุตรที่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น...เป็นกำลังใจให้นะครับ
สวัสดีครับ ครูแอ๊ว..
สวัสดีครับอาจารย์บัว
สวัสดีครับ...คุณ "ไม่แสดงตน"