ผมได้ฟังอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการท่านหนึ่ง วิพากษ์การบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการว่า ข้าราชการประจำต้องวิ่งตามนโยบายของรัฐมนตรีแต่ละยุคแต่ละสมัยมาโดยตลอด นักบริหารระดับสูงของกระทรวงจะเป็นตัวแทนรับลูกแล้วก็โยนลงไปสู่ระดับปฏิบัติ ซึ่งถนนทุกสายก็วิ่งไปที่สถานศึกษาที่เป็นหน่วยปฏิบัติท้ายสุด ที่ไม่รู้จะโยนต่อให้ใคร ก็ต้องโยนให้ครูในโรงเรียนนั่นแหละ ครูก็เลยต้องทิ้งห้องสอนมาทำงานสนองนโยบาย (ก็เลยไม่ได้เรื่องทั้งสองอย่าง) ถ้าผู้บริหารโรงเรียนบางคนจัดกระบวนทัพไม่เป็นก็จะทำแบบแยกส่วน เป็นเรื่องๆไป เพื่อโชว์ให้รอดตัวว่า “ฉันได้สนองนโยบายแล้วนะ”
           ในยุคนี้แม้จะมีเวลาบริหารสั้นเพียง 1 ปี ก็มีนโยบายออกมาหลายเรื่อง เรื่องเด่นๆที่วิจารณ์กันมากคือ เรื่อง
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” และหลังสุดก็คือ “การปราบแป๊ะเจี๊ยะการฝากเด็ก”
          อดีตผู้บริหารฯท่านนี้ใช้คำกล่าวที่คมลึกว่า “มังกรต่างถิ่นฤาจะสู้งูดินได้ โดยท่านขยายความว่า ข้าราชการประจำ(งูดิน)อยู่กับพื้นที่ รู้สภาพทุกอย่าง พอคนนอกเข้ามา(มังกร)ประกาศนโยบายที่ไม่ดูสภาพบริบทให้ดี งูดินก็จะทำอย่างจำใจ (ให้ผ่านๆไป) พอพ้นยุคนี้ก็เลิกทำ
         ผมเคยเรียนกับท่าน
ศาสตราจารย์ ดร.เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ท่านกล่าวว่า ปัญหาในการบริหารมี 3 อย่าง คือ ปัญหาเด่นชัด ปัญหาซ่อนเร้น และปัญหาอำพราง ปัญหา 2 ประการหลัง เป็นปัญหาที่ผู้บริหารต้องตรวจสอบให้ดี เพราะถ้ามองปัญหาไม่ชัด ก็จะเกิดความผิดพลาดในการบริหารอย่างมหันต์
         ท่านบอกเราอีกว่า ปัญหาทางการศึกษา ปัจจุบันมีประเด็นปัญหาที่ยากแก่การแก้ไขหลายเรื่อง เช่น การใช้คัมภีร์นิยม คือ
การสอนตามตำรา ไม่ส่งเสริมการคิดหรือบอนไซความคิดคน การพัฒนายังใช้วิธีการจุดพลุมากกว่าการซึมซับ (สร้างภาพ) ที่อันตรายมาก คือการมองสิ่งเดียวกัน แต่เห็นไม่เหมือนกัน และการมองด้วยตามากกว่าการมองด้วยสมอง พยายามชี้ให้เห็นของปลอมเป็นของจริง เป็นต้น
        
เพราะผู้บริหารที่ตกรุ่น มักจะมีนิสัยเผด็จการ นิยมสร้างจัดหาวัตถุ ทำตัวยิ่งใหญ่ และมุ่งสร้างสถิตินิยม