เมื่อวานนี้ (๒ มีนาคม ๕๐) ผมได้เข้าร่วมประชุมการทำงานวิจัยแบบ KM ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาที่ทำวิจัยเกี่ยวข้องกับ KM และได้พบว่าทีมงานบางท่านยังมองไม่ออกว่า จะนำหลักการทำงานแบบ KM ไปใช้ในงานวิจัย และพัฒนาอย่างไร และบางท่านยังเข้าใจว่า KM เป็นขั้นตอนหลังจากการสร้างความรู้ ซึ่งขอตอบแบบหมอวิจารณ์ว่า ถูกครึ่งเดียว 

เพราะ KM นั้นต้องใช้ตั้งแต่ก่อนและหลังทำการวิจัย โดยเริ่มตั้งแต่

 

·        การกำหนดทิศทางการทำงานนั้น ในขั้นตอนของ Paradigm development ก็ต้องใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือกำหนดแนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นประโยชน์ได้ในระยะสั้น และระยะยาว ทั้งเป็นประโยชน์กับตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม

 

·        การสร้างและกำหนดวิสัยทัศน์ในการทำงานที่จะทำให้งานทำได้สะดวกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ได้ผลดีที่สุด ตามเป้าหมายที่วางไว้

 

·        การกำหนดเป้าประสงค์ของการทำงาน ที่เป็นประโยชน์กับทุกคน ทุกฝ่ายอย่างสอดคล้องกัน

 

·        การกำหนดหัวข้อวิจัย ให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตอบคำถามหรือความรู้สึกของเราเพียงคนเดียว แต่สามารถตอบคำถามของผู้ใช้ประโยชน์ของงานได้อีกด้วย

 

·        การดำเนินงาน ตามแผนงานที่วางไว้ อย่างถูกต้อง เหมาะสม คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพที่ยังนำไปสู่ประสิทธิผลได้อีกด้วย

 

·        การเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นจริง  ไม่ลำเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

 

·        การนำข้อมูลไปใช้งานจริง ทั้งในระดับงานสร้างองค์ความรู้ งานถ่ายทอดความรู้ การนำความรู้ไปใช้ และงานวิจัยเพื่อพัฒนาต่อยอด ในด้านต่างๆ

 

·        การสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวางแผน กำหนดนโยบาย และพัฒนาในรูปแบบต่างๆ

  ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การใช้แนวคิดของ KM ในการทำงานจะทำให้ทุกงาน เนียน ขึ้น ทั้งในเชิงคุณภาพ ปริมาณ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล   

แต่การนำ KM นั้นต้องอาศัยความเข้าใจของการกำหนดกรอบความคิดว่าโครงสร้างทางความคิด แหล่งความรู้ต่างๆ การวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้จริงในชีวิตการทำงาน

เมื่อทำได้แล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย และอัตโนมัติแบบไม่ต้องคิดมาก เลยครับ

  ลองดูนะครับ