คนทั่วไปต้องเชื่อแบบนี้ เห็นอะไรก็ต้องเชื่อตามความเคยชินทันที แต่เอ..มันทำให้เกิดผลอย่างไรกับเราบ้างนะ ?

 (15)

วิธีฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร   มีหลายวิธี  ดิฉันจะเล่าสิ่งที่ได้ทำ ในบันทึกเรื่องนี้  จากนั้นจะลองถอดกระบวนการให้เห็นเป็นขั้นตอน  ในบันทึกลำดับถัดไปนะคะ

กรณีศึกษาที่ 2 : ความเชื่อกับความจริง


เด็กที่สอนจบออกไปเขาต้องเป็นนักสื่อสาร จึงต้องสอนเขาเรื่องวิธีคิดแล้วก็สอนให้เขาเกิดทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสารพร้อมๆกันไป  อย่างไรก็ตาม   ดิฉันไม่เคยเรียนนิเทศศาสตร์ ก็เลยสอนทฤษฎียากๆไม่เป็น เลยลองใช้วิธีนี้ค่ะ

วันแรกที่เปิดเรียน เด็กเขายังไม่รู้จักเราค่ะ เขาคุยกันเสียงดังมากชั่วโมงแรก  ดิฉันแต่งชุดสูททำงานธรรมดา เดินถือกระเป๋าสะพายแบบคนทำงาน    เข้าไปนั่งยิ้มเฉยๆด้านหลังห้อง แล้วก็ถามเด็กที่นั่งหลังห้องว่าโทษนะคะน้อง น้องเรียนเอกอะไร

เด็กก็ตอบว่าเรียนเอกจุดจุดจุด ดิฉันเลยถามต่อว่า เรียนกับอาจารย์อะไรคะ

เด็กก็ตอบว่าอาจารย์จุดจุดจุดครับ ดิฉันจึงตอบเด็กว่าขอบคุณค่ะ แล้วก็นั่งแปะที่เก้าอี้หลังห้อง ทำท่าเนียนๆนั่งรออาจารย์ต่อไป เด็กดูคล้ายสงสัย หันไปถามกันเองว่าอาจารย์ป่ะ ใช่เหร่อ ไม่ใช่มั้ง อู๊ย..ไม่ใช่หรอก ............แล้วก็ส่งเสียงคุยกันสนั่นหวั่นไหวต่อไป........

ครั้นเวลาผ่านไปเกือบแปดนาที อาจารย์ก็ยังไม่เข้าห้อง เด็กเริ่มกระสับกระส่าย ผ่านไปนาทีที่เก้า มีคนพูดเห็นปากขยับทำนองว่าทำไมยังไม่มาง่ะ แต่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะลุกขึ้นมาถามไถ่คนแปลกหน้าหลังห้อง  ...........ต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาคุยคุ้ยคุยโดยไม่สนใจผู้ใด

นาทีที่สิบสาม มีบางคนหมดอารมณ์จะรอ และคว้ากระเป๋า พูดว่าไปดีกว่า แกไม่มาแล้ว     ดิฉันจึงได้ลุกเดินไปหน้าชั้นด้วยกริยาปกติ แล้วกล่าวว่า "สวัสดีค่ะ"

เด็กๆหลายคนยิ้มอย่างมีชัย และพูดว่า นึกแล้ว!    อีกบางคนทำหน้างงๆ และอีกบ้างบางคนที่ทำหน้าคล้ายๆกับว่านางอันนี้ท่าจะเพี้ยน..!

ดิฉันทำหน้าเฉยๆแล้วถามเด็กต่อว่า ไม่ทราบเรียนกับอาจารย์อะไรคะ?

ทีนี้เด็กๆเริ่มงงเป็นคำรบสอง แต่ก็ตอบชื่อผู้สอนถูก    ดิฉันจึงยิ้มให้และเขียนชื่อผู้สอนในกระดาน คราวนี้หลายคนยิ้มกว้างเหมือนทายถูกสิบหน้าในเกมทศกัณฐ์

ดิฉันจึงได้อธิบายว่า หากเราคิดว่าผู้หญิงที่จู่ๆมานั่งหลังห้องเรียน
ไม่ใช่อาจารย์ ก็ไม่แปลก ....................

และหากเชื่อทันทีว่าผู้หญิงที่เดินมายืนหน้าชั้นในชั่วโมงแรกของวันเปิดเทอม เป็นอาจารย์แน่ๆ เพราะเขาเดินมายืนหน้าช้นเรียน และยิ้ม ก็ไม่แปลกอีก..................

เพราะพื้นที่หลังห้อง ไม่ใช่พื้นที่ที่เราเคยรับรู้ว่าเป็นพื้นที่ของอาจารย์ พื้นที่ของอาจารย์ตามความเคยชินของเราคือหน้าชั้นเรียน ใครๆที่เดินมาแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ ไม่แปลกที่เด็กๆจะเชื่อทันทีว่าเป็นอาจารย์ทันที

เพราะเราเชื่อมพื้นที่ที่เป็นรูปธรรม คือหน้าห้องสี่เหลี่ยม เข้ากับพื้นที่ที่เป็นนามธรรม คือความเชื่อว่านี่คือห้องเรียน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่เราจะเชื่อว่า ใครก็ตามที่เข้ามาหน้าชั้น แต่งตัวแบบนี้  มายืนแบบนี้ ณ ตำแหน่งโต๊ะอาจารย์อย่างนี้ ต้องเป็นอาจารย์แหงๆ ด้วยว่านี่เป็นการรับรู้จากประสบการณ์ ความเคยชิน ที่เป็นความถี่ซ้ำๆ มาเกือบสิบปี

.....จึงเชื่ออย่างนี้ไปเป็นอัตโนมัติ...!

คนๆเดียว ที่อยู่หลังห้องเมื่อตะกี้เป็นใครก็ไม่รู้    แต่คนเดียวกันเมื่ออยู่หน้าห้องต้องเป็นครูแหงๆ    คนทั่วไปต้องเชื่อแบบนี้ เห็นอะไรก็ต้องเชื่อตามความเคยชินทันที    แต่เอ..มันทำให้เกิดผลอย่างไรกับเราบ้างนะ

เอ้า... เขียนตอบครูหน่อยซิจ๊ะ ......

แล้วดิฉันก็แจกกระดาษให้เด็กๆเขียน เธอก็เขียนๆๆๆๆกันใหญ่ สงสัยจะแค้นจัด เจอกันชั่วโมงแรกก็อำเราเสียแล้ว...

อย่างไรก็ตาม   ชั่วโมงต่อๆมาเมื่อเด็กเริ่มคุ้นกับเรามากขึ้น เขาก็ไม่ได้โกรธแค้นอะไร (แต่อาจแอบโมโหนิดหน่อยพองาม) ทั้งนี้ คาบต่อๆมา หากดิฉันจะสอนอะไรแปลกๆอีก ก็จะอธิบายให้เข้าใจและกล่าวขอโทษเด็กๆทุกครั้งก่อนหมดคาบ เพื่อให้เขารู้ว่าด้วยวิธีสอนเช่นนี้ ครูมีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอย่างไร

ขอบคุณเพื่อนครูที่กรุณาอ่านนะคะ ถ้าให้ข้อคิด หรือช่วยสอนด้วยสักนิดว่าควรจะสอนอย่างไรให้เด็กได้คิด ก็จะเป็นพระคุณแก่ครูที่ไม่เคยเรียนครูเป็นอย่างสูง ขอบคุณล่วงหน้าทุกความเห็นค่ะ

 

ปรับจาก วิชาการด็อตคอม  กระทู้ ขอคำแนะนำ เรื่อง ....วิธีสอนแปลกๆ  ความเห็นที่  4 (19 พ.ค.2548)