เป็นการเรียน เพราะเรามีชีวิต และเพราะเราอยู่ในสังคม

จิตปัญญาเวชศึกษา (Contemplative Medical Education) เป็นอย่างไร แม้แต่ผู้เขียนเอง ณ ตอนที่จรดปากกา (เอ๊ย จรดปลายนิ้วบนแป้นพิมพ์) ก็ไม่ทราบ ดังนั้นจึงย้อนไปเติม ฉบับร่าง ก็ยังเกิดความไม่มั่นใจในตัวเองต้องเปลี่ยนเป็น ฉบับร่าง 1 จะได้มีที่เหลือสำหรับร่าง 2, 3, 4 5 และฉบับเต็มที่จะคลอดรึเปล่าก็ไม่รู้ หรือจะเป็น abortion, stillbirth ก็ต้องรอดูกันต่อไป

Contemplative Education แปลเป็นไทยว่าจิตตปัญญาศึกษาโดยศาสตราจารย์ ดร. สุมน อมรวิวัฒน์ และเรียกอีกอย่างว่า การเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ โดย อาจารย์วิจักขณ์ พานิช ที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ (Naropa University) มี references มากมายในเรื่องนี้ที่จะหาได้จาก internet และเพื่อไม่ให้คนอ่านต้อง click ไปคลิ้กมาจนกลับมาที่นี่ไม่ถูก จะให้เป็นอิสระไปค้นเอาเองต่อไป ขอถอดความเป็นภาษาของผมเองดังนี้ ในการเรียนยุคปัจจุบัน มีแตกย่อยออกเป็นสาขา เป็นสาขาย่อย เป็นอนุสาขาย่อย มากมาย สมัยคุณพ่อ (ผู้ล่วงลับ) ของผม ท่านได้ทุน scholarship หลังสอบไล่ได้ที่หนึ่งประเทศไทย (ขอโม้หน่อยเถอะ ไม่ทราบว่าชื่อท่านที่บอร์ดไม้หน้าประตูสวนกุหลาบยังอยู่หรือไม่) จากสวนกุหลาบ นั่งเรือไปเรียนที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่านเรียนอยู่ไม่กี่วิชาเอง คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แล้วก็ประวัติศาสตร์ แต่นักเรียนจะเดินไปเดินมาไปเรียนห้องไหน ก็ไม่เห็นใครว่าอะไร เป็นยุคที่เรียน เพื่อเฉลียวฉลาด คือมี wisdom ไม่ได้เรียนเพื่อ รู้มากๆ หรือ ฉลาดเฉยๆ เพียงอย่างเดียว ไม่ทราบเหตุผลจริงๆ แต่อาจจะเป็นเพราะครูสมัยนั้นรู้ว่า อันความรู้นั้นไม่มีทางเรียนจน รู้มาก จริงๆได้ เรียนจนรู้มากจะไปสิ้นสุดที่ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ซะละมากกว่า เลยสอนให้คิดเอา ได้สองสาม domains คือ math, language, history ก็พอ

มองเห็นความสุดยอดของสามวิชานี้ไหมครับ Math คือ mathmatic/logistic ภาษาก็คือ linguistic สุนทรียศาสตร์ and communication ส่วนประวัติศาสตร์ก็คือ สังคมศาสตร์  และความเชื่อมโยงต่อเนื่อง

ท่านเรียนไปเรียนมาอยู่แค่นี้ก็จบ กลับประเทศไทย ทำงานได้ ประสบความสำเร็จพอสมควร

แล้วคนเราก็มาสงสัยในปัจจุบันว่า เออหนอ ความรู้ตอนนี้ก็มี break-through กันแทบทุกสามเดือนหกเดือน ทำไมคนยิ่งรบกัน ยิ่งฆ่ากันได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยิ่งเกลียดกัน ยิ่งมีความทุกข์ แล้วเรียนกันไปหาสวรรค์วิมาน หรือหานรกชั้นไหนกันแน่?

Contemplative Education เชื่อมโยงคุณค่าของคนเข้ากับวิชาที่ตนเองกำลังศึกษา และเชื่อมโยงคุณค่าของตนเองเข้ากับประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมที่สังคม นอกจาก output outcome แล้ว ยังเน้นที่การเรียนรู้ ขณะเรียน และเรียนทุกอย่างขณะใช้ชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณธรรม จริยธรรม เกิดคู่ขนานกับความรู้ เป็นการเชื่อมโยงศาสตร์กับความดีไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่เป็นแค่ ทางเลือก ควร/ไม่ควร แต่เป็นวิถีที่ถูกต้องของศาสตร์นั้นๆทุกสาขาวิชาไป

ดังนั้น contemplative education จะมี "องค์" คือ

Self searching/ Self studying

Experiencing

Interconnectedness 

เป็นการเรียน เพราะเรามีชีวิต และเพราะเราอยู่ในสังคม

ถ้าเราไม่ aware ว่าเราเรียน ทำงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะ สองเหตุผลนี้เท่านั้น จริยธรรมก็จะเกิดยาก เกิดแบบจำลอง เกิดแบบแกนๆ เราจึงต้องเรียนเพื่อ คิด ไตร่ตรอง ใช้เหตุผล สังเกต พิจารณา (mathematic /  logistic) เราจึงต้องเรียนเพื่อ สือสาร เข้าใจ และสุนทรีย์ที่มีชีวิต (linguistic) และเราจึงต้องเรียนเพื่อ เข้าใจความเชื่อมโยง (interconnectedness, history) ที่มา / ที่ไป / multidimensional connection

การเรียนการสอนแพทยศาสตร์นั้น เป็นแบบ contemplative มากน้อยแค่ไหน ก็ไม่อยากจะ stereotype ณ ขณะนี้ แต่จากหลักปรัชญาที่ว่ามานี้ ประเด็นน่าจะเป็นว่า เราควรจะจัดประสบการณ์การเรียนแพทยศาสตรศึกษา เป็นแบบ contemplative education เต็มรูปแบบอย่างไร มากกว่าหรือไม่

ถ้านักศึกษาเรียนแพทย์ด้วยความเกร็ง ความกลัว เรียนแล้วไม่มีความสุข ทั้งๆที่วิชานี้ มันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน นักศึกษากำลังเรียน พัฒนาตนเองเพื่อจะไปช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นที่อยู่ในความทุกข์ นักศึกษากำลังเรียน พัฒนาตนเอง เพื่อจะให้ตนเอง ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกอยู่ในความทุกข์ นักศึกษากำลังเรียนเพื่อให้มีความสุข "จากการ" ที่ได้อุทิศความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์

ถ้าเรียนๆอยู่แล้ว "ไม่มีความสุข" จะต้องมี something very, very wrong เกิดขึ้นในหลักสูตรแน่ๆ

เอาแค่ concept โยนลงมาก่อนนะครับ เชิญร่วมสนทนาได้เลยครับ