การที่ตอนนั้นเรายังไม่มีข้อยุติเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษรที่เป็นความเห็นพ้องร่วมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีมาตรฐาน มาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคย่อมมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมันเอง
อ่านเรื่องพร้อมภาพประกอบได้ที่ http://www.tsrt.or.th/note/RTnote17.htm

     ผมเคยเขียนบันทึกจากประกายรังสีเรื่อง "ใบประกอบโรคศิลปะ บนพื้นฐานจิตสำนึก" ไว้นานแล้ว (ตุลาคม 2547) ตั้งแต่เริ่มมีการสอบใบประกอบโรคศิลปะฯกันใหม่ๆ ประเด็นตอนนั้นคือ ได้ตั้งคำถามไว้ว่า ชาวรังสีเทคนิคทำอะไรได้บ้างเมื่อมีและไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ?? ในตอนนั้น ความชัดเจนในเรื่องนี้ไม่มี ไม่มีใครฟันธงได้ว่ารังสีเทคนิคประเทศไทยทำอะไรได้บ้าง ทั้งๆที่มีการจัดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนใบประกอบโรคศิลปะฯไปแล้วถึง 6 ครั้ง มีผู้เข้าสอบทั้งหมด 2467 คนและสอบผ่านเกณฑ์ 60% ของทั้งสองหมวดวิชา 1709 คน มาบัดนี้ ความชัดเจนในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิค เริ่มใกล้ความเป็นจริงเข้ามาแล้ว
     ก่อนอื่นขอย้อนรอยกลับไปดูตอนต้นๆของเรื่องนี้ก่อน ตอนนั้นแม้เราจะยังไม่มีมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคที่เป็นรูปธรรม เราก็ได้มีการดำเนินการสอบเพื่อขอขึ้นทะเบียนใบประกอบโรคศิลปะฯกันไป ตามสภาพที่เป็นในตอนนั้น ถามว่า คณะกรรมการวิชาชีพ(กช.)สาขารังสีเทคนิค ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้หลับหูหลับตาจัดสอบไปใช่ไหม ส่วนตัวผมคิดว่าคำตอบคือไม่ใช่ กช.ไม่ได้หลับหูหลับตาทำ ตรงกันข้ามเท่าที่ทราบ กช. กลับทำด้วยความระมัดระวัง ละเอียด ถี่ถ้วน และรอบครอบ แม้จะยังไม่มีข้อยุติในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคก็ตาม
     ผมเชื่อว่า การที่ตอนนั้นเรายังไม่มีข้อยุติเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษรที่เป็นความเห็นพ้องร่วมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีมาตรฐาน มาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคย่อมมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมันเอง ชาวเราทราบดี เพราะชาวเราต่างเป็นผลผลิตจากระบบที่มีความเป็นมาตรฐาน หมายความว่า หลักสูตรที่เปิดสอนรังสีเทคนิคของทุกสถาบันนั้น กว่าจะดำเนินการได้ ต้องผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านและหลายรอบ และสถาบันผู้ผลิตก็ถูกควบคุมมาตรฐานโดยทบวงมหาวิทยาลัย เพียงแต่ว่ามันยังขาดความเป็นเอกภาพ (Unity) วันดีคืนดีใครนึกอยากจะเปิดสอนรังสีเทคนิคคงทำไม่ได้ ฉะนั้น จึงมั่นใจได้ว่า รังสีเทคนิคมีมาตรฐาน มีศักดิ์ศรี มีความน่าภาคภูมิใจ เฉกเช่นวิชาชีพอื่นๆ
     ผมเชื่อว่า กช.ก็เห็นเช่นนี้ การมีมาตรฐานวิชาชีพเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเรื่องดีที่ต้องรีบช่วยกันทำเพื่อให้ชัดเจน แต่การที่จะรอให้มีมาตรฐานที่มีความสมบูรณ์พร้อมอย่างใจฝันนั้น คงต้องรอกันนานกว่าจะทำอะไรได้ ดังนั้น กช. ก็ต้องทำในสิ่งที่ต้องทำไปก่อน ขณะเดียวกันคณะอนุกรรมการวิชาชีพ ด้านพัฒนามาตรฐานและวิชาการ ที่มี รศ.ชวลิต วงษ์เอก เป็นประธาน และรับผิดชอบเรื่องการจัดทำร่างมาตรฐานไม่ได้หยุดทำเรื่องนี้เลยในหลายปีที่ผ่านมา โดยได้จัดให้มีการระดมความคิดเห็นหลายครั้ง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และล่าสุดได้จัดให้มีการสัมมนามาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิค เมื่อวันที่ 3-4 สิงหาคม 2549 เพื่อระดมความคิดเห็นให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่สุดก็ได้ร่างมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิค ร่างนี้ได้เสนอให้ กช. พิจารณาแล้วเมื่อต้นเดือนมกราคม 2550 ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์
     เมื่อมีร่างมาตรฐานฯแล้ว ต่อไปก็ต้องประกาศใช้อย่างเป็นทางการ หลังจากประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้างต่อรังสีเทคนิคไทย...หากวิเคราะห์ในมุมมองของผมเอง ผลกระทบในทันทีได้แก่ .....
     ผลกระทบต่อการทำงาน การทำงานของชาวเรา จะมีมาตรฐานที่เป็นรูปธรรมมากำกับ มีความชัดเจนในการทำงานมาก ว่าเราต้องทำและควรทำอะไรได้บ้างในทางวินิจฉัย รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เดิมนั้นอาจจะมีความไม่เข้าใจกันว่า ขอบเขตความรับผิดชอบของรังสีเทคนิคแค่ไหน ซึ่งขอบเขตความรับผิดชอบนั้น อาจจะมีบางส่วนที่มีการซ้อนทับกันกับวิชาชีพอื่น เช่น แพทย์(รังสีแพทย์) พยาบาล ฟิสิกส์การแพทย์ และเภสัช เป็นต้น บริเวณที่มีการซ้อนทับกันนั้น นับจากนี้ไปเขตการซ้อนทับกันนั้นจะเริ่มจางลงหรือหายไปเลย แต่ว่าการทำงานของเราก็ใช่ว่าจะทำตามลำพังได้ การทำงานของรังสีเทคนิคก็ยังคงอยู่ในทีมสุขภาพ ที่ต้องทำงานในแบบที่มีความเชื่อมโยงกันกับวิชาชีพอื่น ขาดจากกันไม่ได้
     ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข กำลังจัดทำระเบียบว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบโรคศิลปะของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิค ระเบียบนี้จะเป็นการกำหนดเงื่อนไขว่าอะไรที่ชาวเราทำไม่ได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ชาวเราจะปฏิบัติงานด้านรังสีเทคนิคได้เมื่อได้รับการขอตรวจจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือทันตกรรม หมายความว่า ถ้าชาวเรามีคนที่ไม่มีหน้าที่มาขอให้ถ่ายภาพเอกซเรย์หรือใช้รังสีกับใครสักคนโดยไม่มีใบ request ก็จะถือว่ากระทำผิดตามระเบียบนี้ มีการกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ เช่น การใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางรังสีวิทยาภายใต้มาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิค (เช่น general x-ray, dental x-ray, mammography, gamma camera, ฯลฯ อันนี้ชาวเรารับผิดชอบตรงๆ) การใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางรังสีวิทยาภายใต้ควบคุมโดยรังสีแพทย์ (เช่น การทำ angiogram, fluoroscopy, ultrasound, gamma knife, ฯลฯ) เป็นต้น นอกจากนี้ ระเบียบนี้ได้มองไปถึงการกำหนดข้อห้ามที่มิให้ชาวเราซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพรังสีเทคนิคปฏิบัติ ได้แก่ ห้ามมิให้ทำการเจาะหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง ห้ามมิให้ฉีดสารใดๆเข้าสู่ร่างกาย ห้ามมิให้ทำการสวนปัสสาวะ และห้ามมิให้ทำการเตรียมหรือสอดใส่สารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทั้งหมดนี้เป็นความชัดเจนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ซึ่งไม่ต้องมาเถียงกันอีกแล้วว่าเป็นความรับผิดชอบของใคร แต่ถึงอย่างไรการทำงานเป็นทีมหมายถึงทีมสุขภาพก็ยังคงมีอยู่ และเราซึ่งเป็นหนึ่งในทีมก็ต้องทำงานให้เข้าขา
     ผลกระทบต่อสถาบันการศึกษาทุกสถาบัน ทันทีที่มาตรฐานรังสีเทคนิคประกาศใช้อย่างเป็นทางการ และมีผลทางกฎหมาย หลักสูตรรังสีเทคนิคปริญญาตรีทุกแห่งต้องปรับให้เป็นไปตามมาตรฐานรังสีเทคนิค อะไรที่มาตรฐานกำหนดว่าต้องทำได้ เช่น ต้องทำ CT Brain Scan ได้ หลักสูตรรังสีเทคนิคของทุกสถาบันต้องสอนให้บัณฑิตที่จบออกมาทำได้เลย ไม่ต้องไปเสียเวลาฝึกกันอีกตอนทำงาน เป็นต้น เพราะฉะนั้น สถาบันการศึกษาผู้ผลิตรังสีเทคนิคทุกแห่งขณะนี้ จึงต้องเร่งศึกษามาตรฐานรังสีเทคนิคแม้จะยังคงเป็นร่าง แต่ก็คาดว่าเมื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการคงไม่แตกต่างจากตัวร่างในส่วนสาระสำคัญ ผมดีใจที่ได้เห็นคณาจารย์ของ 5 สถาบันผู้ผลิตได้แก่ มหิดล เชียงใหม่ นเรศวร ขอนแก่น และสงขลานครินทร์ มาประชุมสัมมนากันเมื่อ 18-19 มกราคม 2550 ที่ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคำแนะนำของรศ.ชวลิต วงษ์เอก ประธานคณะอนุกรรมการวิชาชีพ ด้านพัฒนามาตรฐานและวิชาการ ผมก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งการสัมมนานี้ได้นำไปสู่ความชัดเจนในเรื่องมาตรฐานรังสีเทคนิคมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย และจากนี้ผู้ผลิตทุกสถาบันก็จะได้นำผลสรุปนี้ไปปรับใช้
     สำหรับรังสีเทคนิคมหิดลนั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรทันที โดยได้เสนอปรับปรุงหลักสูตรในส่วนของรายวิชาในหมวดการศึกษาทั่วไปไปแล้ว และจะเริ่มใช้กับนักศึกษาปี 1 ในปีการศึกษา 2550 นี้เลย ส่วนรายวิชาในหมวดอื่นได้แก่หมวดวิชาเฉพาะ และวิชาเลือกจะได้เสนอปรับปรุงเพื่อให้ทันใช้ในปีการศึกษา 2551 ต่อไป
     ผลกระทบต่อการสอบใบประกอบโรคศิลปะ ในเรื่องของการสอบใบประกอบโรคศิลปะก็จะได้รับการปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ที่เคยออกข้อสอบตามมาตรฐานแบบมาตรฐานของใครของมันทำไม่ได้แล้ว ข้อสอบต่อไปนี้จะมีความชัดเจนมากว่าจะวัดอะไรของผู้เข้าสอบ โดยไม่ใช้ข้อสอบที่ยากเกินไปเพื่อหาที่ 1 หรือที่ 2 และไม่ง่ายเกินไปจนถึงขนาดลิงที่ไหนก็ทำได้ แต่จะเป็นข้อสอบที่วัดสมรรถนะ (competency) ของผู้เข้าสอบจริงๆตรงตามมาตรฐานรังสีเทคนิคที่ยอมรับกัน
     ผลกระทบในระยะยาวคือ ผลกระทบต่อการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี มีความชัดเจนขึ้นในการจัดการศึกษาว่า ส่วนไหนจะเป็นปริญญาตรีและส่วนไหนจะเป็นระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี ซึ่งอาจจะเป็น ประกาศนียบัตรชั้นสูง ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่มีความเป็นรังสีเทคนิคอย่างชัดเจน โอกาสตรงนี้มีความเป็นไปได้สูงมากเพราะ องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านรังสีวิทยาในปัจจุบันถูกพัฒนาไปมาก และในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้น ทำให้ผมนึกถึง "นักรังสีเทคนิคชั้นเซียน (Super RT)" ที่มีความสามารถในงานรังสีเทคนิคอย่างลึกซึ้งขั้นเซียน ที่มีความเหนือกว่าการทำงานแบบรูตีน (routine) และสามารถวิจัยและพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเทคนิคทางรังสีได้อย่างมีประสิทธิผล เอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและแพร่หลาย และสามารถทำงานร่วมกันกับทีมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างสมศักดิ์ศร
     ชาวเรากำลังมาถึงช่วงเวลาแห่งการสิ้นสุดการรอคอย มาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคที่เป็นรูปธรรมกำลังจะเกิดขึ้น เป็นไปอย่างที่ฝันหรือไม่ไม่ทราบ สมบูรณ์หรือไม่ คงไม่สมบูรณ์ แต่ก็ดีกว่าไม่มี เมื่อมีการเริ่มนับหนึ่งก็จะมีการนับสอง สาม สี่ ห้า .....ไปเรื่อยๆ ดีและเหมาะสมขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ
มานัส มงคลสุข
กุมภาพันธ์ 2550