การสอบครั้งต่อไปอย่างไรเสียก็ต้องมีคนมาสมัครสอบแน่นอน ดิฉันขอความกรุณาคณะกรรมการออกข้อสอบช่วยพิจารณาเรื่องข้อสอบที่ท่านว่าได้มาตรฐาน

ในความเป็นจริงผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไป รพ.ศูนย์  รพ.ชุมชน เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติงานด้านรังสีรักษา หรือเวชศาสตร์นิวเคลียร์เลยด้วยซ้ำ บางคนแม้แต่ CT หน้าตาเป็นอย่างไรไม่เคยเห็นในชีวิต  ต้องมาขวนขาย หาเอกสารมาอ่าน แต่ก็ไม่ตรงใจกับผู้ที่ค่ำวอร์ด อยู่กับเอกสารวิชาการเหมือนผู้ที่อยู่ รพ.มหาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่างๆ สิ่งที่จะวัดว่าเขามีความรู้หรือไม่ไม่ได้วัดกันที่การสอบแต่แพทย์ผู้ปฏิบัติงานด้วย(รังสีแพทย์หรือแพทย์ทั่วไป)ถ้าจะเข้า CASE กับคนที่จบใหม่ๆเขาไม่เอาเขาจะเรียกหาคนที่ปฏิบัติงานกับเขามาเก่าแก่ที่ยังสอบใบประกอบวิชาชีพไม่ผ่านนะค่ะ(นี่มันบอกอะไร)

ประสบการณ์ เป็นสิ่งวิเศษมากเพราะเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ที่เรียกว่า Tacit  knowledge  ดิฉันว่าถ้าการสอบให้ทุกคนเล่าประสบการณ์การทำงานต่างๆที่ประสบความสำเร็จ ที่เรียกว่าสิ่งๆดีๆ ดิฉันว่าพวกเขาผ่านแต่ในมุ้งแล้วละค่ะ

ความรู้(ท่านอาจารย์ วิจารณ์ พานิช) ท่านบอกว่าคือสิ่งที่เมือนำไปใช้จะไม่หมดหรือสึกหรอแต่ยิ่งจะงอกงามและเกิดเป็นทุนทางปัญญาที่ใช้สร้างคุณค่าและมูลค่าด้วย

แบ่งระดับความรู้ออกเป็น

1 ความรู้เชิงทฤษฎีล้านๆ เป็นความรู้ของผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ เมื่อนำความรู้ไปใช้จะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง

2 ความรู้เชิงทฤษฎีและเชิงบริบท เป็นความรู้ของผู้ที่จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานแล้วในระยะหนึ่ง

3 ความรู้ระดับที่สามารถอธิบายเหตุผลได้ ว่าสามารถนำไปใช้ได้กับบริบทหนึ่งแต่ไม่สามารถนำไปใช้กับอีกบริบทหนึ่งได้

4 ความรู้ที่สร้างคุณค่า  สร้างความเชื่อถือ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจที่ต้องให้กระทำสิ่งนั้นๆขณะที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้นๆ

ถ้าถามแพทย์ที่กำลังช่วยคนไข้เขาต้องการรังสีคนใหนช่วยงานเขาขณะนั้น