ชั้นภาคภูมิใจในงานของชั้น ถึงแม้ว่าจะแค่ทำความสะอาด แต่ชั้นก็เป็นคนมีศักดิ์ศรี มีชีวิต มีความภาคภูมิใจในงานไม่แพ้ researcher ระดับโลกเหมือนกัน

อ่าน comment ของ โอ๋-อโณ ใน บทความนี้ แล้วเกิดความทนไม่ได้ (ไม่ใช่จะทำร้ายร่างกายคุณโอ๋นะครับ) ต้องเขียนอีกบทความนี้ขึ้นมาครับ

น่าสงสัยความคนเรานี้ความมั่นใจในตัวเองมันหายไปไหนหมดได้อย่างง่ายดาย ใครๆก็ดูเหมือนจะเป็น คนส่วนใหญ่ก็เป็น คนไทยก็เป็น

ผมยกตัวอย่างย่อหน้าบน มีคำหลายคำที่น่าสนใจครับ คือที่เน้นๆไว้นั่นแหละครับ เวลาเราให้ ความเห็นของเราเอง เราไม่ค่อยบอกว่าเป็นความเห็นของเราหรอกนะครับ มักจะบอกว่า "ส่วนใหญ่คิดว่า (เปล่า.. ไม่ได้ทำแบบสอบถามมาหรอก แค่คิดว่า...)" หรือ "จริงๆแล้ว (มันจริงยังไงฟะ?) หรือ "คนไทยยังไมพร้อมจะเรียนรู้ด้วยตนเองหรอก (แปลว่า "ผม" ยังไม่พร้อมจะเรียนรู้ด้วยตนเอง)

ผมโทษหลายอย่างครับ

  • ระบบศักดินายังคงอยู่ มีชั้นวรรณะ แต่ไม่ใช่เรื่องของที่ดินอีกต่อไป เป็นเรื่องของงาน ของอายุ ของตำแหน่ง ฯลฯ
  • ระบบเสียงดัง (กว่า) ความไม่พร้อมจะเผชิญหน้า ไม่ทราบสิทธิ ไม่ทราบหน้าที่ (ตอนหลังนี่ทราบสิทธิเยอะขึ้นเยอะ แต่ยังไม่ทราบหน้าที่เหมือนเดิม)
  • ระบบไม่รู้จักตนเอง (พี่ๆ... ผมเป็นยังไงบ้างง่ะ) ต้องพึ่งพาคนอื่นบอกว่าดีหรือไม่ดีตลอดเวลา อย่าว่าแต่ individual เลย ระดับองค์กรบางทีเรายังต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญ (แต่จบคนละสาขากับเรา) ว่างานของเรายังไงเรียกว่าดี เรียกว่ามีคุณภาพ เขาตอบว่าแล้วแต่พี่คิดครับ ก็งงกันยกใหญ่ เสร็จละซิตู ต้องคิดเอง

ตอนผมไปเรียนอยู่ที่อังกฤษ Department of Transplantation Sciences, University of Bristol ได้ไปทำ postdoctoral ทีตึก stemcell research ใหม่เอี่ยมสองชั้น ได้รู้จักกับ cleaning lady คนหนึ่งชื่อ Mary แกน่ารักมากเลยครับ แกจะทำความสะอาดทั่วทั้งตึกวันละสองรอบ และรอบเล็กทุกๆ break ของ staff ดุการทำงานแล้วรู้เลยว่าแกมี mission & vision ยังไงของแกบ้าง ก็คือ ตึกนี้ของฉันจะต้อง sparking clean ทุกเย็น และทุกเช้า ตอนเวลาทำงาน แกก็จะเรียก Professor และ staff อย่างดี แต่พอเลิกงาน บางทีเราก็ชวนกับไป pub (pub ในอังกฤษ หมายถึง public เป็นที่สังสรรค์) กัน ทุกคนก็จะผลัดกันไปซื้อ drink กันมาเลี้ยง แกก็ join ด้วย ไม่ขัดเขิน และไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ว่า เธอ professor ชั้น cleaner แก doctor แต่อย่างใด ชั้นภาคภูมิใจในงานของชั้น ถึงแม้ว่าจะแค่ทำความสะอาด แต่ชั้นก็เป็นคนมีศักดิ์ศรี มีชีวิต มีความภาคภูมิใจในงานไม่แพ้ researcher ระดับโลกเหมือนกัน

ผมเกรงว่าเท่าที่สังเกตเห็น เป็นอย่างที่คุณโอ๋ว่ามาจริงๆ ก็คือ พวกเราไม่ใคร่ภาคภูมิใจในงานของตนเองเท่าที่ควร จะเขียนบันทึกที่เราสนใจ ก็กังวลว่าคนอื่นจะไม่อ่าน คนจะไม่ชอบ ซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับ value เลยแม้แต่น้อย

รายการโทรทัศน์เดี๋ยวนี้ มี reality show กันเกลื่อนกลาด คนก็แห่กันไป vote ว่าชอบใคร ไม่ชอบใคร มันเรื่องอะไรกันนี่? การที่เบื๊อกที่ไหนก็ไม่รู้ ลงคะแนนเสียงว่าตูชอบเบอร์นี้ มันกลายมาเป็น value ได้ ค่านิยมแบบนี้แหละครับ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนทุกข์เรื่องเขียนแล้ว rate ไม่ดี rate ไม่สูง พาลสูญเสีย self ไปอย่างไม่มีเหตุผลเลย

ถ้าเรายังไม่สามารถภาคภูมิใจในตนเองได้ ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของ KM ครับ เราจะไม่ show อะไร ถ้าไม่เริ่มจาก self  confidence เริ่มจากความสามารถในการ appraise ตนเองเสียก่อน และถึงเริ่มได้แล้ว แต่ยังติดกับการต้องรอ others' opinion มาตัดสิน ก็ยังอยู่อีกไกลที่จะพัฒนาต่อ

Supervisor ผมแนะนำสั้นๆ ตอนสอบ Viva voce (หรืออเมริกันเรียก oral examination) defend Ph.D. thesis ว่า จงเดินเข้าไปในห้องสอบด้วยความเชื่อที่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรา focus ศึกษามาตลอดเวลา 4 ปี มีคนน้อยคนในโลกนี้ที่จะรู้เท่าเราอีกแล้ว แล้วเราก็จะเดินยืดอกกลับออกมา เพราะได้ไป educate examiner มาสำเร็จในที่สุด