หน้าแทรกบันทึกหน้าที่ 5  

 เขียนถึงนกอื่นๆ สักหน่อยนะ

นกแอ่นกินรังคงไม่ว่าอะไร ถ้าเราจะเขียนถึงเพื่อนๆ นกของมัน

หน้านี้ของเขียนถึง "นกที่ช่องเย็น..พื้นที่ที่ เย็นกันทั้งช่อง"

ช่องเย็น เป็นพื้นที่ในอช.แม่วงก์ กำแพงเพชร มีแนวป่าเพื่อนบ้านเป็นสันเขาของอุ้มผาง และป่าห้วยขาแข้งเทือกยาวไกลและค่อนข้างสมบูรณ์

เป็นบริเวณที่พักกางเต๊นฑ์สำหรับนักท่องเที่ยวที่พิศมัยความเย็น

เราได้โอกาสไปดูนกที่นั่น ในนามรายวิชาเกี่ยวกับนกที่สอน วันที่ 10-11 ก.พ.ที่ผ่านมา

ทางขึ้นช่องเย็น ไม่มีอะไรน่าหวาดเสียว สถานที่พักก็เพียงพอสำหรับคนที่พร้อมใจจะขึ้นไปนอนตากน้ำค้างที่ความสูงพันสามร้อยเมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ซึ่งในวันนั้น มีรถประมาณสิบกว่าคัน คันละสามคนเป็นอย่างต่ำ ส่วนใหญ่จะกางเต๊นฑ์กินบรรยากาศ เพราะบ้านพักวันนั้นเป็นที่พักของ "คณะผู้ว่าฯ"

แต่แม้ว่าบ้านจะว่าง พวกเราก็ตั้งใจนอนในเต๊นฑ์

เจ้าหน้าที่อช.ดีทีดียว เดินดูแล+ทักทายทุกคณะครบถ้วน ไม่ตกหล่น และก็ไม่มีใครเอะอะหรือเคาะกะทะ กะละมังจนกลบบรรยากาศดีๆ

ความหนาววันนั้นวัดด้วยผิวเหี่ยวๆ ประมาณ 12-15 องศาเซล..แต่สำหรับคนเตรียมเสื้อกันหนาวไปไม่พอ ก็พาลว่ามันหนาวจัดขนาด 9 องศา ว่าเข้านั่น

ยิ่งหนาวยิ่งคุ้มค่ากับที่ขึ้นไป ก็คนพื้นราบหนีอาการเหงื่อแตกท่วมตัวที่กำลังจะมาถึงในปลาย ก.พนี้(ความร้อนของหน้าร้อนเมืองไทย คือความร้อนที่...ร้อน ร้อนมาก ร้อนที่สุด และร้อนตายห...) 

ท่ามกลางน้ำค้างโปรยราตรีนั้น ก็เลยมีแต่คนนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงปิ้งข้าวเหนียวบนเตาถ่าน-เตาแก๊สกันชื่นมื่น ไม่ยอมนอนกันง่ายๆ 

เรานั่งคุยกันบนม้ายาวที่อช.จัดอำนวยความสะดวกไว้เป็นจุด จนเวลาที่ชุดม้านั่งหักเพราะรับน้ำหนักแมงโม้ไม่ไหว..

(เอ้ยไม่ใช่ เดี๋ยว จนท.อช. รู้ความจริงว่าคณะใครเป็นคนทำทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ม้าหัก  นั่นประมาณสามทุ่มกว่า แฮะๆ)

ในเวลา 2 วัน ทุกครอบครัวต้องทำอาหาร จะเป็นอาหารชุดเล็กชุดใหญ่ก็ต้องทำ เพราะบนช่องเย็นมีแต่ช่อง เอ้ยมีให้แต่พื้นที่กลางเต๊นฑ์ ไม่มีร้านอาหาร ซึ่งก็เป็นการดี มิฉะนั้น นอกจากกลิ่นส้วมแล้วอาจแถมด้วยแมลงวันและขยะมหาศาล

น้ำท่าสะดวก ห้องน้ำแม้จะไม่สะอาดเอี่ยมอ่อง แต่ก็จัดว่าสะดวกสบาย ใครมาเมื่อไร ก็มีน้ำแข็งแช่ในอ่างน้ำอาบให้เรียบร้อยตลอดทั้งวันทั้งคืน

ส่วนส้วมนั้นยังคงเอกลักษณ์ของส้วมไทยๆ เมืองร้อน คือมีกลิ่นตุ่ยๆ โชยเป็นระยะ

ตรงข้างห้องน้ำห้องส้วมนี่แหละ  คือสวรรค์ของนักดูนก  เพราะมีต้นไม้ที่ให้ลูก  ที่นกหลายชนิดชอบแวะเวียนมาลิ้มรส ลูกไม้สีส้มขนาดจิ๋วแต่ก็เป็นช่อ และมีให้ทั้งต้น นกไม่ต้องตบตี  คนก็ยืนดูนก...รอเข้าห้องน้ำไปพลาง เผลอๆ อาจลืมปวดไปเลย 

มีไม้ที่ให้ลูกอยู่หลายต้น โดยรอบบริเวณที่พัก นิสิตหลายคนออกความเห็นว่าไม่ต้องเดินให้เมื่อย นกมาขี้รดหัวถึงที่ สรรค์อย่างนี้ไม่มีอีกแล้ววว...  นี่คือทรรศนะของคนพิศมัยดูนกแต่ไม่พิศมัยการเดินทางไกล  ด้วยสังขารเริ่มโรยราแล้วนั่นแล

อช.แม่วงก์ ให้ความสะดวกยิ่งกว่าขึ้นไปอีก มีที่กางเต๊นฑ์ราบเรียบไม่เหมือนใคร คือเรียบและเอียงเพื่อความเท่ห์ (คงไม่ใช่ คงไม่ใช่) ความเอียงคงเพื่อให้น้ำไหลสะดวกไม่ขังเป็นแอ่ง ดังนั้นเวลานอนก็ได้รสชาติอีกแบบหนึ่งคือตัวจะค่อยๆ เทลงไปกองปลายเต๊นฑ์ ถ้าไม่มีผนังเต๊นฑ์กั้นอาจกลิ้งออกไป ตอนเช้าอาจจะต้องปีนกลับขึ้นมาใหม่....ฮา

อช.ยังทำรางระบายขนาดกว้างขวางดี ไม่ให้น้ำฝนขัง หรือน้ำจากกิจกรรมของชาวเต้นฑ์ขังสกปรก (ไม่รู้ว่า อช.มีจุดประสงคเป็นแบบนี้หรือเปล่า) รางน้ำนี้สร้างกั้นถนน(ที่จอดรถ)ออกจากพื้นที่กางเต๊นฑ์โดยปริยาย  แล้วทอดยาวออกไปนอกพื้นที่ ต่อไปยังป่าไกลจากพื้นที่ชุมชนคนชาวเต้นฑ์อีกประมาณ 500 เมตร

ที่พื้นที่นอกในป่านั้น  ปลายรางน้ำแตกหัก พุ่งปลายทางออกนอกสู่เหวตื้นๆ ที่ปลายรางน้ำแตกนี้ น้ำที่ถูกระบายมาก็หยดติ๋งตลอดเวลาลงไปข้างล่าง

จุดนี้ก็เลยเป็นสวรรค์ของนักดูนกที่มาแอบดูภูหงอนพม่า(ตัวที่เราไม่ได้เห็นเอง....ก็เลยถูกคุยทับจากเพื่อนๆ และลูกศิษย์ที่เคารพจนทุกวันนี้)

หลายคนได้เห็นการกินน้ำของนกปรอดภูเขาที่ทำเสียงโวยวาย ส่วนแว่นตาขาวก็กระจุ๋งกระจิ๋งมาดื่มน้ำเป็นคู่ ยามที่เรายืนนิ่งดูมัน มันก็ระแวงและไม่ค่อยกล้าขยับปีก ตาเบิกโปน เอ้ย หมดความน่ารักกันพอดีถ้าบรรยายแบบนี้ เอาเป็นว่า ตากลมมีแว่นสีขาวนั้นน่ารักอย่าบอกใคร นกแว่นตาขาวมาเมื่อไร คุณจะใจอ่อนและจะชอบดูนกกันเลยทีเดียว

เรายืนดูนกได้สักพัก ก็สะดุดใจ

นกหลายชนิดยึดแหล่งน้ำหยด แห่งนี้เป็นสรณะเสียแล้ว มันแวะเวียนมาหลายรอบ ยิ่งหน้าร้อนคงมาบ่อย

แล้วน้ำที่ไหลมานี่เป็นน้ำล้างชำระจากครัวชาวเต๊นฑ์ทั้งนั้น ยังเห็นร่องรอยของเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นกระจุก เดี๋ยวสักพักก็มีข้าวสวยติดมาด้วย เศษอาหารก็มาตามแรงน้ำพัด น้ำมาก ก็มาถึง แต่น้ำน้อยก็แค่หยด  บางทีมีเป็นฟองมาด้วย

เรามองลงไปข้างล่าง มีเศษช้อนพลาสติกและเศษอาหารกองรวมกันอยู่บ้าง น้ำที่หยดอาจมีรสเผ็ดอยู่เป็นบางครั้ง  ...ใช่ใหมนก?

ร่องรอยเศษอาหารทับถมกัน คงเป็นผลพวกจากเทศกาลปีใหม่*

การล้างจานชามคงไม่ได้ล้างด้วยน้ำเปล่า คงต้องใช้น้ำยาล้างจานด้วยแน่

แล้วนกน้อยผู้ไร้เดียงสาเหล่านั้นจะได้ดื่มน้ำอะไร?

แม้น้ำยาล้างจานจะเป็นสารเคมีชนิดอ่อน แต่นกก็ไม่ควรได้รับไม่ใช่หรือ? 

ก็ใครบอกให้มันมากินล่ะ มีแหล่งน้ำธรรมชาติตั้งมากมายทำไมไม่ไปดื่ม 

ถ้านกรู้ปะสาว่าน้ำไม่สะอาดและปนเปื้อน แล้วหลีกเลี่ยงได้--ก็ดีซิ

เนอะ

เราวิตกจริตเกินเหตุหรือเปล่า คงไม่ --เพราะดูจากสภาพการณ์แวดล้อมแล้ว นกกินน้ำล้างจานแน่

ยิ่งช่วงปีใหม่เห็นบอกว่าคนมหาศาล เต๊นฑ์แน่นขนัด แต่สถานที่ล้างจานมีเพียงสองจุด ก็รางระบายน้ำนี่แหละมั้งเป็นอ่างยาวที่สุดในโลก คงเป็นที่ระบายล้างจานแหละ ไม่งั้นเศษอาหารที่กองข้างล่างจะมาได้ไง ไม่มีใครเดินออกมาทิ้งตรงนี้เองแน่  

เพื่อนของนกแอ่นกินรังก็เหมือนเพื่อนของฉัน  ถ้านกทั่วโลกหมดไป แล้วเราจะเดินป่าอย่างรื่นรมณ์ได้อย่างไร

คนทั่วโลกต่างก็รู้ว่า ถ้าสัตว์ป่าหมดไป พืชป่าและธรรมชาติก็หมดความสวยงาม  แม้แต่ทากก็มีดีของมัน  เราต้องเอาไว้ (ทั้งที่ฉันเกลียดและกลัวทากที่สุด)

สำหรับนกที่ได้รับสารเคมี อาจมีผลระยะยาวต่อการสร้างไข่ หรือต่อร่างกายนกโดยตรง และเผ่าพันธุ์ในอนาคต

นอกจากคนจะขยายพื้นที่อาศัย เบียดเบียนสัตว์ป่าทั้งหลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว คนยังเข้ามาในบ้านของนก แล้วหยิบยื่นสารเคมีให้ถึงที่ **

ด้วยความปราณีที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือกว่าจะรู้การณ์ก็แก่เฒ่า....กระมัง

   ! ? !

ครูเล็ก

* ตรงนี้มีขยะชิ้นใหญ่คือบอร์ดพาสติคหักๆ ( ลวดลายปลาโลมาเล่นน้ำทะเล เป็นบอร์ดสำหรับเด็กเล่นน้ำ) พาดอยู่ไกลๆ ปลายขอบเหว นิสิตของเรายังพยายามออกไปเก็บออกมาจากพื้นที่ เพราะมันเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างมาก เราไม่ได้สอน...เขาคิดกันเอง อาจเป็นอนิสงฆ์ที่เห็นเราเดินป่าดูนก  พอเจอเศษขยะพลาสติคกลางทางเราก็เก็บออกมาบ่อยๆ ..ไม่ได้ใช้นิสิตด้วย(อย่างที่เคยชอบใช้.. )--นี่คือข้อดีของการสอนวิชานกและพากันออกภาคสนาม  

 

** ช่วยนก+ช่วยยืดอายุความสุนทรีย์ให้ธรรมชาติ ด้วยการควบคุมประชากรมนุษย์ ลดการใช้สารเคมี และอีก "แสนแปดหมื่นวิธี"ที่มนุษย์ต้องทำ "เดี่ยวนี้" ไม่มี "เดี๋ยวก่อน"